
ลดฟังเสียงดัง..ก่อนหูดับ
07 มี.ค. 2558
เวิลด์วาไรตี้ : ลดฟังเสียงดัง..ก่อนหูดับ
ในยุคสมัยที่โลกเข้าสู่สังคมก้มหน้า แทบทุกคนที่มีสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ต่างให้ความสำคัญกับหน้าจอเล็กๆ มากกว่าโลกกว้างๆ ที่อยู่เบื้องหน้า ทั้งยังกักตัวเองออกจากโลกภายนอกด้วยการเปิดเพลงฟัง หรือชมคลิปวิดีโอโปรด ผ่านหูฟังทั้งแบบครอบหู (ออนเอียร์) และแบบใส่ในหู (อินเอียร์) พร้อมเปิดเสียงเพลงดังสนั่นให้กลบเสียงรอบข้าง เพื่อให้ตนเองเข้าสู่โลกที่เป็นเอกเทศ
แต่วิธีการตัดขาดจากโลกภายนอกทั้งการชมภาพ และเสียงนั้นกำลังทำลายทั้งสังคมกายภาพ และ สุขภาพของคนในสังคม
ยิ่งการฟังเสียงเพลงดังๆ เป็นเวลานานๆ นั้นยิ่งทำให้สุขภาพหูของผู้ฟังเสียหายโดยที่ไม่รู้ตัว เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาที่องค์กรระดับโลกยังต้องออกคำเตือน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชากรโลกกลายเป็นผู้ทุพพลภาพทางด้านการได้ยิน และกลายเป็นภาระสังคม รวมทั้งทำให้สังคมขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพเพียงพอ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังระบบเศรษฐกิจ การเมือง การสาธารณสุข และอื่นๆ ในประเทศ
องค์การอนามัยโลก (ฮู) ประเมินว่าประชากรวัย 12-35 ปี มากกว่า 1,100 ล้านคนทั่วโลกกำลังเสี่ยงที่จะเกิดอาการ "หูดับ" และก่อให้เกิดปัญหาสังคมดังที่กล่าวมาแล้ว จากการศึกษาพบว่าจำนวนผู้เสี่ยงที่จะมีอาการ "หูดับ" บนโลกใบนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกที ยกตัวอย่างในสังคมอเมริกันชน ที่มีวัยรุ่น 3.5% เสี่ยงต่อการหูดับในช่วงปี 2537 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 6% เมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้เองในรายงานฉบับล่าสุดของฮู จึงแนะนำทางออกในการป้องกันการเกิดอาการหูดับ ด้วยคำแนะนำให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ให้ลดเวลาการใช้หูฟังลงเหลือวันละ 1 ชั่วโมง และลดระดับความดังของเสียงลงเหลือสูงสุดที่ 60% ของระดับความดังสูงสุด
แนวความคิดของฮู คือ การลดความเสี่ยงจากการรับฟังเสียงที่ดังเกินเหตุเป็นเวลานาน ระดับเสียงทั่วไปที่อยู่ในวงสนทนาทั่วไปนั้นอยู่ที่ไม่เกิน 60 เดซิเบล ซึ่งเป็นระดับที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบการได้ยิน (เว้นแต่ในวงสนทนาที่อาจจะเกิดการพูดผิดหูขึ้นมา) ขณะที่เสียงเร่งเครื่องยนต์รถบูลโดเซอร์ ที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นมีความดังเพิ่มขึ้นมาที่ 85 เดซิเบล ที่ผลจากการวิจัยชี้ว่าถ้าหูคนเราได้รับเสียงดังขนาดนี้นานติดต่อกัน 8 ชั่วโมงก็เสี่ยงที่จะเกิดอาการหูดับถาวรได้ ส่วนเสียงดังขนาดเสียงฟ้าผ่าที่มีระดับความดังที่ 120 เดซิเบล ถ้าได้รับความดังระดับนี้ติดต่อกันเพียง 9 วินาที ก็สามารถทำลายระบบการได้ยินถาวรได้เลยทีเดียว
ผลการวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าระดับความดังกับระยะเวลาที่ได้รับเสียงนั้นมีผลกัดกร่อนความสามารถในการได้ยินเป็นปฏิภาคกัน
ซึ่งถ้านำแหล่งเสียงดังๆ มาอยู่ใกล้ๆ หูแล้วนั้น ยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหูดับมากขึ้นไปอีก ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ผู้ฟังจะต้องเปิดเสียงเพลงดังๆกรอกหูนั้น ก็เพื่อกลบเสียงรบกวนจากภายนอก ให้ตนเองเข้าสู่โลกส่วนตัวได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำทางออกให้ว่าควรเลือกใช้หูฟังที่มีระบบตัดเสียงรบกวนภายนอก (Noise Cancelling) ที่จะช่วยให้ผู้ฟังเข้าสู่โลกส่วนตัวได้ง่ายขึ้น และไม่ต้องเปิดเสียงเพลงดังๆ เพื่อกลบเสียงจากโลกภายนอก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการหูดับ ลงไปได้มาก
แต่ที่น่ากลัวคือ ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการหูดับนั้นจะไม่รู้ตัวว่าระบบการได้ยินของตน มีปัญหา เพราะอาการหูดับอาจจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนจับสังเกตความผิดปกติได้ยาก
อย่างไรก็ตาม การป้องกันเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุดที่ควรทำ และควรคำนึงด้วยว่า ถ้าเรื่อง "หูดับ" ไม่ส่งผลอันตรายร้ายแรงในวงกว้างแล้วนั้น องค์กรระดับโลกอย่างองค์การอนามัยโลก คงไม่ออกคำเตือนเช่นนี้หรอก



