
ลงมติสอย'38อดีตส.ว.'13มี.ค.นี้
05 มี.ค. 2558
สนช.ยื่น 18 คำถามซัก 'ป.ป.ช. - 38 อดีตส.ว.' กำหนดแถลงปิดคดีด้วยวาจา 11 มี.ค. ลงมติถอดถอน 13 มี.ค.นี้
5 มี.ค. 58 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ออกจากตำแหน่ง กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ซึ่งเป็นการตอบข้อซักถามโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซักถาม ที่มีนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธาน กมธ. โดยสมาชิกได้มีการยื่นญัตติซักถามจำนวน 18 คำถาม แบ่งเป็นการถามคู่กรณี คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้กล่าวหา 13 คำถาม และอดีต 38 ส.ว. ผู้ถูกกล่าวหา 5 คำถาม และได้เชิญตัวแทนฝ่าย ป.ป.ช. คือ นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. และตัวแทนฝ่ายอดีต 38 ส.ว. เข้าสู่ห้องประชุม
จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการซักถาม โดยกรรมาธิการซักถามได้ถาม ป.ป.ช.ว่า เหตุใด ป.ป.ช.ยังเสนอเรื่องถอดถอน 38 ส.ว.มายัง สนช. ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกด้วยประกาศ คสช. และกรณีคุณสมบัติของนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช ที่ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท องค์การเภสัชกรรม ภายในเวลาที่กำหนด หลังได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ถือว่า องค์ประกอบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังถูกต้องหรือไม่ รวมถึงกรณี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ที่เข้าร่วมประชุมกรรมการ ป.ป.ช. ก่อนได้รับโปรดเกล้าฯ ในวันที่ 9 ก.ย. 57 มีความถูกต้องหรือไม่ ตลอดจนขอให้ระบุว่า ความผิดของอดีต 38 ส.ว. มีฐานความผิด แบ่งเป็นกี่กลุ่ม เหตุใดจึงเห็นว่า คำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาที่ว่า ไม่ทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ลงมติกับฉบับที่เข้าชื่อเสนอแก้ไขเป็นคนละฉบับกัน ฟังไม่ขึ้น และความผิดของผู้ถูกกล่าวหาผิดต่อหลักนิติธรรม และทำลายหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างไร รวมทั้งผู้ถูกกล่าวหาจะได้ประโยชน์จากการผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขให้ลงสมัครเป็น ส.ว.อีกสมัยได้ โดยไม่ต้องเว้นวรรคอย่างไร
นายวิชัย ตอบข้อซักถามว่า แม้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 50 จะสิ้นสุดลง แต่คำร้องได้ร้องตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ปี 42 ที่ยังบังคับใช้อยู่ เสียงข้างมากของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเห็นว่า ต้องดำเนินการต่อไป ส่วนที่ต้องส่งเรื่องการถอดถอนมาให้ สนช.พิจารณาทั้งๆ ที่อดีต ส.ว.พ้นจากตำแหน่งไปแล้วนั้น เป็นเพราะกระบวนการถอดถอนไม่ใช่ถอดถอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกระบวนตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ซึ่งเป็นผลสืบเนื่อง สำหรับ กรณีนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.นั้น นายภักดี ได้แสดงเจตนารมณ์ลาออกในเวลาที่กำหนด คือ ก่อนวันที่ 6 ต.ค. 2549 ถือว่ามีผลโดยสมบูรณ์แล้ว แม้ว่ากระบวนการจดทะเบียนทางธุรกรรมจะไปทำในภายหลัง ก็ไม่มีผลอะไรแล้ว เพราะการลาออกมีผลตั้งแต่แสดงเจตนา อีกทั้งการไปดำรงตำแหน่งบอร์ดก็เป็นไปในนามของหน่วยราชการ ส่วนกรณี น.ส.สุภา เข้าร่วมการประชุมในสำนวน ป.ป.ช.ชุดใหญ่นั้น น.ส.สุภา เข้าร่วมลงมติในสำนวนการประชุมคดีอดีต 38 ส.ว. ในครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 57 หลังจากที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 57 แต่ที่มีชื่อของ น.ส.สุภา อยู่ในสำนวนการประชุม ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 57 เป็นเพียงแค่มีชื่ออยู่ในใบปะหน้าของสำนวน ซึ่ง น.ส.สุภา ไม่ได้เข้าร่วมประชุม แต่เจ้าหน้าที่ ไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง เป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ยืนยันว่า ป.ป.ช.ทำถูกต้องทุกอย่าง
นายวิชัย กล่าวว่า สำหรับฐานความผิดของอดีต 38 ส.ว. คือ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ไม่มีข้อหาอื่น มีพฤติการณ์ลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.ทั้งที่รู้ว่า เป็นคนละฉบับกับร่างที่เข้าชื่อเสนอแก้ไขบทที่เป็นความผิดโดยตรง คือ มาตรา 58 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยคนที่ลงมติในแต่ละมาตรา ย่อมทราบดีว่า เป็นร่างจริง หรือร่างสอดไส้ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสำคัญยิ่งยวดต่อระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องมีการรับรู้โดยทั่วกัน ต้องแจกจ่ายร่างแก้ไขให้ฝ่ายค้านทราบ เพื่อถ่วงดุลเสียงข้างมาก การอ้างว่า ไม่ทราบว่าร่างฉบับที่ลงมติเป็นร่างแก้ไขใหม่ จึงฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายระบบนิติรัฐ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย รวมถึงผู้ถูกกล่าวหาได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่เรื่องสำคัญที่ ป.ป.ช. วินิจฉัย คือ การที่ร่างรัฐธรรมนูญที่เข้าชื่อเสนอขอแก้ไขกับฉบับที่มีการลงมติเป็นคนละฉบับกัน และไม่ได้มีการแจกจ่ายให้สมาชิกคนอื่นได้รับทราบ ถือว่าไม่ถูกต้อง
ต่อมาเป็นการซักถามฝ่าย 38 อดีต ส.ว. ในฐานะผู้ถูกกล่าวว่า ทราบหรือไม่ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ไม่ใช่เอกสารจริง การกระทำดังกล่าวของ 38 อดีต ส.ว.ทั้งการร่วมลงรายชื่อในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ การลงมติ เป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ และมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
นายวิทยา อินาลา อดีต ส.ว. นครพนม ชี้แจง ยืนยันว่า ร่างที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และใช้ในการพิจารณามีร่างเดียว ไม่ใช่เอกสารปลอม แต่เป็นร่างที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และสมาชิกรัฐสภา 308 คน ได้ยื่นแก้ไข แต่ก่อนที่ประธานสภาฯ จะบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุม นายอุดมเดช ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมจาก 12 มาตรา เป็น 13 มาตรา จึงถือว่าเป็นร่างเดียวกัน โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามกระบวนการนิติบัญญัติที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 กว่า 80 ปีแล้ว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็มีตัวอย่างอยู่แล้ว เช่น ร่าง พ.ร.บ.โคนม และผลิตภัณฑ์นม ของนายนิยม วรปัญญา อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และคณะ และร่าง พ.ร.บ.การค้า พ.ศ. ... ของนางอนิก อัมระนันทน์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
"ขณะนี้ผมไม่ลงสมัคร ส.ว.แน่นอน ส่วนเพื่อน ส.ว.คนอื่นนั้น จะทำอย่างไรถือเป็นสิทธิ์และสรีภาพ แต่ส่วนใหญ่ไม่ลงสมัคร เพราะลงแล้วไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ได้ ก็ยังไม่ทราบ ดังนั้นอย่าไปอ่านอนาคตว่าใครจะดีหรือจะเลวอย่างไร"
ด้านนายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี ชี้แจงว่า ไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์แต่อย่างใด เพราะทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 อีกทั้งเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ส.ว.ทั้ง 38 คน จะลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ว.หรือไม่ ซึ่งถือว่าความผิดยังไม่สำเร็จองค์ประกอบไม่ครบ ส่วนที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีเจตนาเพื่อตัวเองหรือไม่ในการกำหนดให้ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการสรรหานั้น การที่ ป.ป.ช.กล่าวโทษก็ได้มีการอ้างศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ชี้แจงไปแล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยมาตรา 68 โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 50 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่งการที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้ สนช.ดำเนินการถอดถอน เพราะอาศัยคำสั่งของ คสช.ที่ให้ ป.ป.ช.คงอยู่ไว้เพื่อให้ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาระบบ ไม่ได้หมายว่าให้เอาเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาเข้าสู่การพิจารณา และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าผูกพันทุกองค์กร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกระบวนการซักถามเสร็จสิ้น นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธาน ได้แจ้งว่า ในวันที่ 11 มี.ค.จะเป็นการแถลงปิดสำนวนคดีด้วยวาจาของทั้ง 2 ฝ่าย จากเดิมที่เคยกำหนดไว้วันที่ 12 มี.ค. และวันลงมติในวันที่ 13 มี.ค.



