
'หนี้ครัวเรือนไทย'พุ่งสวนเงินออมห่วง'สินเชื่อบุคคล'
'หนี้ครัวเรือนไทย'พุ่งสวนเงินออม ห่วง'สินเชื่อบุคคล-เช่าซื้อ'ผิดชำระ-ชี้3ต้นตอหลัก
ปัจจุบันปัญหา "หนี้ครัวเรือน" เป็นประเด็นที่มีการกล่าวถึงอย่างมากในสังคมไทย และจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีผลต่อเศรษฐกิจระดับมหภาค โดยเฉพาะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ จีดีพี ที่สามารถสะท้อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเพื่อช่วยในการลงทุน ซึ่งหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยเมื่อเทียบกับรายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2557 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นสูงถึงกว่า 84% ต่อจีดีพี เมื่อเทียบกับปี 2551 อยู่ที่ 55.6%
สาเหตุการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายด้านสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคสินค้าอุปโภคและบริโภคที่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งเร้า ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความรู้ของประชาชนทางด้านการเงินพัฒนาได้ไม่เท่าทัน ทำให้ประชากรบางส่วนตกเป็นเหยื่อของโลกทุนนิยม
นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการสถาบันคีนันแห่งเอเชีย เปิดเผยว่า ขณะนี้หนี้ภาคครัวเรือนเติบโตสูงมากเฉลี่ยปีละ 15% ขณะที่การออมเติบโตลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดเติบโตเพียง 1.2% คาดภายใน 2-3 ปี หนี้ครัวเรือนของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 89% ของจีดีพี จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 84-85% ของจีดีพี และภายในไม่กี่ปีก็จะแตะระดับ 100% ของจีดีพี
"หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพราะจะกระทบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากๆ การอุปโภคบริโภคที่คิดเป็นส่วนสำคัญในเศรษฐกิจก็ไม่โต กระทบต่อเนื่องไปยังการลงทุนของภาคเอกชน ขณะที่การส่งออกก็ไม่ดี จึงเหลือเพียงกลไกการลงทุนของรัฐบาลเท่านั้นที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทย คำถามคือ รัฐบาลจะแบกภาระนี้ไหวหรือไม่" นายปิยะบุตร กล่าว
ด้าน นายดาเรน บัคลีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยเติบโตขึ้นเร็วมาก มาอยู่ที่ประมาณ 10.2 ล้านล้านบาทแล้ว โตแบบก้าวกระโดดและโตเป็น 2 เท่าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา และมีความเป็นไปได้ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นเป็น 100% ต่อจีดีพี
"กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้ คือ สินเชื่อบุคคล และสินเชื่อรถยนต์ โดยพบว่า อัตราการชำระหนี้ล่าช้าเพิ่มขึ้น ซึ่งสินเชื่อบุคคลที่ชำระหนี้ล่าช้า 3 เดือนของระบบธนาคารพาณชิย์เพิ่มขึ้นจาก 2.7% ในปี 2553 เป็น 4.7% ในปี 2557 ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตที่มีการค้างชำระ 1 เดือน เพิ่มขึ้นจากระดับ 4.3% เป็น 4.7%" นายดาเรน บัคลีย์ กล่าวและว่า การผิดนัดชำระหนี้อัตราการชำระหนี้ล่าช้า ไม่น่ากังวลว่าจะกระทบฐานะของธนาคารพาณิชย์ เพราะธนาคารส่วนใหญ่มีระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี ซึ่งธนาคารก็ยังปล่อยกู้ได้ตามปกติ โดยพิจารณาความเสี่ยงไปตามเกณฑ์ จึงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก
ทั้งนี้ แม้ที่ผ่านมาจะมีการตื่นตัวให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของการจัดการทางเงิน แต่จากผลการวิจัยของสถาบันคีนันแห่งเอเชียในโครงการ "คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงิน" โดยการสนับสนุนของธนาคารซิตี้แบงก์ พบว่าหนี้ครัวเรือนของไทยเติบโตรุนแรง มี 3 ต้นตอสำคัญที่ก่อวิกฤติการเงินไทย ได้แก่
1.การไม่รู้พื้นฐานทางการเงิน คือ ขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการออมเงิน การจัดการความเสี่ยง ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และการลงทุนในรูปแบบต่างๆ
2.ทัศนคติต่อการใช้เงินที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเกิดจากสื่อและลัทธิบริโภคนิยม ส่งผลต่อการตัดสินใจในเรื่องเงิน ทำให้ขาดความระมัดระวังและการวางแผน
3.การเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่าย นอกเหนือจากบริการสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ยังมีแหล่งเงินอื่นๆ อีก เช่น สหกรณ์ กองทุนหมู่บ้าน และสินเชื่อบริษัทเอกชนต่างๆ ที่ดึงดูดให้ประชาชนมีพฤติกรรมกู้ยืมเงิน ด้วยรู้สึกว่าจ่ายน้อย ด้วยอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ หรือจ่ายคืนเงินต้นต่ำ เป็นต้น
ดังนั้น เพื่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน ยังต้องส่งเสริมทักษะการอ่านออกเขียนได้ขั้นพื้นฐานและการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้วย เพื่อสร้างค่านิยมในการตระหนักรู้ความสำคัญด้านการเงิน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และพฤติกรรมให้สามารถใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการประเมินพบว่า กลุ่มประชากรที่มีระดับความรู้ทางด้านการเงินน้อย และมีแนวโน้มเป็นหนี้สูง ได้แก่ 1.กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา 2.กลุ่มเกษตรกร และ 3.กลุ่มแรงงานรับจ้างมีรายได้น้อย ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้ ถือเป็นฐานประชากรหลักของประเทศด้วยสัดส่วนต่อประชากร 18%, 24% และ 38% ตามลำดับ
ปัญหาที่พบจากประชากรกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นหนี้ คือ ขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงิน ประกอบกับปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ทำให้เกิดการกู้ยืมเงินนอกระบบ และขาดความสามารถในการชำระเงินคืน เนื่องจากไม่เข้าใจถึงระบบการคิดอัตราดอกเบี้ยนำไปสู่อัตราหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของประเทศไทย โดยกลุ่มแรงงานรับจ้างรายได้น้อย ซึ่งแบ่งย่อยออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ แรงงานรายได้น้อย ในภาคอุตสาหกรรม และพนักงานรับจ้างที่ได้รับค่าจ้างน้อย ถือเป็นกลุ่มที่ส่งผลต่อจีดีพีของประเทศมากที่สุดจากสัดส่วนของจำนวนประชากร



