
กฟผ.ชดเชยเหยื่อแม่เมาะชัยชนะบนความสูญเสีย
กฟผ.ชดเชยเหยื่อแม่เมาะชัยชนะบนความสูญเสีย
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ต่างได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารพิษที่รั่วไหลในชั้นบรรยากาศจากการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นต้องสูตรดมสารพิษเข้าไปโดยไม่รู้ตัว จนเกิดอาการเจ็บป่วยและสูญเสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวข้องระบบทางเดินหายใจจำนวนมาก จนกระทั่งลุกขึ้นมาฟ้องร้องเรียกร้องสิทธิที่ควรจะได้จาก กฟผ.มายาวนานถึง 11 ปี
กระทั่งศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ กฟผ.ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย 131 ราย เป็นเงิน 25 ล้านบาท แม้จะเป็นข่าวดี แต่บรรดาผู้เสียหายกลับมีความยินดีปนคราบน้ำตาแห่งการสูญเสียทั้งสุขภาพกายและใจที่ไม่สามารถหวนกลับคืนมาได้อีก
ปราณี อินปัญโย อายุ 43 ปี ชาวบ้านสบกลาง หมู่ 6 ต.นาสัก อ.แม่เมาะ กล่าวว่า มาร่วมต่อสู้คดีครั้งนี้ เพื่อเป็นตัวแทนของพ่อ คือ นายสงวน วงค์ดี อายุ 64 ปี ที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคมะเร็งสมองและไซนัส และลูกของตนก็มีอาการป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจตั้งแต่แรกเกิด ทำให้ต้องต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิที่ครอบครัวสมควรจะได้รับ
"เงิน 2 แสนบาท ที่ได้รับชดเชยมานั้น ถือว่าน้อยมาก ไม่สมกับการสูญเสียและการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคมายาวนาน ถูกคนของภาครัฐเข้ามารังแก ถึงขั้นมีการทำประชาคมไล่ให้ตนออกจากหมู่บ้าน ช่วงนั้นต้องอยู่อย่างหวาดกลัว กระทั่งมีการรวมกลุ่มของผู้ที่ได้รับผลกระทบเหมือนกัน จึงทำให้ต่อสู้มาจนถึงทุกวันนี้" ปราณี กล่าว
ปราณี กล่าวอีกว่า ลูกสาวป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจมาตั้งแต่แรกเกิด จนถึงปัจจุบันอายุ 11 ปี ยังต้องกินยาระงับอาการโรคระบบทางเดินหายใจตลอด ตนเองก็ต้องกินยาเพื่อรักษาอาการป่วยเช่นกัน ซึ่งค่ารักษาพยาบาลลูกและตน รวมถึงค่ารักษาตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ คิดเป็นเงินจำนวนมาก อีกทั้งสุขภาพที่เสียไป ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าเสียหายได้เลย จึงเป็นเรื่องที่ลำบากมากสำหรับครอบครัวที่มีอาชีพเป็นแม่ค้าหาเช้ากินค่ำ
อินทร์ อินติ๊บ อายุ 78 ปี กล่าวว่า ตน กับ จันทร์หอม อินติ๊บ ภรรยา อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการกระจายของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตั้งแต่เมื่อแรกเริ่ม จนกระทั่งปี 2545 ภรรยาเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอด นอกจากนี้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่รั่วไหลออกมายังทำให้พืชผลทางการเกษตรล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มต่อสู้คดีมาโดยตลอด
"ผมได้รับค่าชดเชย ทั้งในส่วนของตัวเองและภรรยาที่เสียชีวิตไป รายละ 246,900 บาท ซึ่งก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย โดยจะนำเงินจำนวนนี้ให้ลูกหลาน แต่เงินจำนวนนี้ ไม่สามารถที่จะทดแทนชีวิตหนึ่งชีวิตและสุขภาพร่างกายของคนในครอบครัวที่เสียไปได้เลย ผมเองป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ มาตั้งแต่ปี 2535 ต้องกินยามาตลอด หากขาดยาเมื่อไหร่อาการป่วยก็จะกำเริบ" อินทร์ กล่าว
มะลิวรรณ นาควิโรจน์ ประธานเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง กล่าวว่า บนเส้นทางการดำเนินการต่อสู้คดีความในชั้นศาลเป็นระยะเวลากว่า 11 ปี ตั้งแต่เป็นคดีความเมื่อปี 2546 กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ผลคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดถือว่าเป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจ ถึงแม้จะได้ค่าเยียวยาน้อยก็ตาม อย่างน้อยก็ได้พิสูจน์ให้สาธารณชนได้รู้ว่า พวกเราได้รับผลกระทบจริง และจะทำให้เป็นต้นแบบชุมชนอื่นที่ได้รับผลกระทบต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง
"การต่อสู้ของบรรดาชาวบ้านแม่เมาะ ถือเป็นเส้นการต่อสู้ที่แสนยากลำบาก เต็มไปด้วยความสลด หดหู่ ท้อแท้ และอีกหลากหลายอารมณ์ มีทั้งความเครียด ความโกรธเคือง ต่อโรงไฟฟ้าแม่เมาะและหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้ใส่ใจเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ" มะลิวรรณ กล่าว
มะลิวรรณ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ ถือเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่สำหรับบรรดาผู้ประกอบการ เมื่อจะทำการใดๆ ก็ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม เงินชดเชยที่ชาวบ้านได้รับนั้น ไม่อาจชดเชยต่อการสูญเสียทั้งชีวิต สุขภาพ ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ได้เลย
โชคชัย แสงอรุณ ทนายความที่ปรึกษาคดีมลพิษแม่เมาะมากว่า 10 ปี กล่าวว่า ในฐานะทีมทำงานสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ หลังจากได้ร่วมการดำเนินการในคดีความนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาตัดสินให้ กฟผ.แม่เมาะ ชดใช้ค่าเสียหายรายละ 20,000-246,900 บาท ตามระยะเวลาที่อยู่ในพื้นที่จริง รวมเป็นเงิน 25 ล้านบาท ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่น่าพอใจสำหรับเหล่าคณะทำงาน
โชคชัย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ผ่านมา พบเจออุปสรรคในการต่อสู้คดี คือ กระบวนการศาลยังไม่มีศาลเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำให้เมื่อมีคดีความเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต้องมีการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับชาวบ้าน เมื่อมีการขอยกเว้นการวางค่าธรรมเนียมทำให้ต้องมีการไต่สวนเพิ่ม หลังจากมีการพิพากษาของศาลปกครองอีกทั้งอัยการและกฟผ.ก็ยังมีการอุทรณ์อีก ทำให้เป็นการเพิ่มระยะเวลาในการไต่สวนยาวนานขึ้นไปอีก ซึ่งมองว่า คดีความที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไม่สมควรที่จะมีการอุทธรณ์คดี
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ทีมทนายความพยายามช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบด้วยการทวงถามถึงคำพิพากษาที่ยังไม่ครอบคลุมชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบบางส่วน ซึ่งมีการอุทธรณ์เกิดขึ้นเรื่อยมา กระทั่งวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาครอบคลุมถึงจำนวนชาวบ้านที่มีการยื่นอุทธรณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลดีตต่อชาวบ้าน
ภายหลังคำพิพากษา ชาวบ้านจะมีการดำเนินการตรวจสอบจำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่ได้รับ อีกทั้งจะมีการรวมกลุ่มของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเพื่อจัดตั้งกองทุนดูแลผู้ป่วยเพื่อแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่มที่ได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายจำนวนน้อยและผู้ป่วยอาการหนักที่ไม่ได้รับเงินชดใช้ อีกทั้งเห็นสมควรว่า ภายหลังจากนี้ กฟผ. หรือ หน่วยงานภาครัฐ จะต้องเข้ามาดูแลเฝ้าระวังผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษในระยะยาวด้วย
ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 300 ราย ที่มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคในระบบทางเดินหายใจ ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลและเสียโอกาสในการประกอบอาชีพตามปกติ เนื่องจาก วงเงินชดเชย 25 ล้านบาท เมื่อนำมาแจกจ่ายให้ชาวบ้าน บางรายได้กว่า 2 แสนบาท ขณะที่บางรายได้เพียงแค่หลักหมื่นบาท ซึ่งชาวบ้านที่ต้องกลายเป็นผู้ป่วยต่างเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการชดใช้หนี้สินจากการรักษาพยาบาล หรือชดเชยสุขภาพร่างกายที่ไม่มีวันหาย และทดแทนสมาชิกในครอบครัวที่ต้องเสียชีวิต รวมทั้งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังจากนี้ และไม่สามารถย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นได้ เมื่อหน่วยงานรัฐกลายเป็นต้นตอของความเดือดร้อนของประชาชน จนกลายเป็นข้อพิพาทยาวนานกว่า 10 ปี ค่าชดเชยที่ได้ไม่อาจเทียบได้กับความสูญเสียของชาวบ้าน เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมาตระหนักให้ความสำคัญ ก่อนที่จะสายนเกินแก้



