
ปลูกข้าวด้วยน้ำแร่สานฝันด้วยน้ำแรง
ปลูกข้าวด้วยน้ำแร่สานฝันด้วยน้ำแรง : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยนิศานาถ กังวาลวงศ์
"เกษตรอินทรีย์" กรรมวิธีเพาะปลูกที่ถูกจัดเอาไว้ให้อยู่ในระดับแถวหน้าของธัญญาหารอินเทรนด์ ตอบสนองวิถีชีวิตผู้คนยุคใหม่ผู้ใส่ใจกับสุขภาพ เฉพาะอย่างยิ่งกับอาหารการกินที่ผ่านกระบวนการผลิต ซึ่งสามารถรับรองความปลอดภัยได้ด้วยทุกขั้นตอนตามธรรมชาติ ย่อมมีโอกาสให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้มากกว่าถ้าหากการตลาดเอื้ออำนวย
หากแต่ในทุกเส้นทางของการผลิตอาหารเกษตรอินทรีย์ นอกจากไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จนสวยหรูน่าอิ่มเอมใจได้อย่างในจินตนิยายแล้ว หนทางนี้ต้องใช้ความมานะอดทนอย่างยิ่งยวด เพื่อนำพาอาชีพเกษตรกรรมปลอดสารให้ผ่านพ้นนานาอุปสรรค ยืนอยู่ได้ เติบโต และยั่งยืน เช่นเดียวกับเรื่องราวของ สพล พ้นพาล ผู้บริหาร "ไร่ภูมิสิทธิ์" เจ้าของนาข้าวไรซ์เบอร์รี่ 50 ไร่ แห่ง ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง
"สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือ ต้องอดทน ในช่วงแรกที่ทำตลาด เมื่อนำข้าวไปวางขายตามงานต่างๆ กลับกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เราต้องแก้ไข เพราะราคาข้าวไรซ์เบอร์รี่สูง" นี่คือโจทย์แรกสำหรับบททดสอบที่สพลจะต้องฝ่าฟัน หลังตัดสินใจต่อยอดกิจการ "วาสนาไร่หญ้าแจ้ซ้อนรีสอร์ท" ให้ครบวงจร นั่นหมายถึงว่า ก่อนที่เขาจะนำข้าวชนิดนี้มาให้บริการลูกค้าที่เช่าพัก จะต้องผ่าน "การชิม" เพื่อเป็นการรับประกันมาตรฐานสินค้าเสียก่อน ทางออกของเขามีอยู่ตรงหน้า และสามารถต่อยอดไปได้อีกมากมายถ้าหากมานะบากบั่น
"เมื่อข้าวแพงขายตามงานที่ไปออกบูธรีสอร์ทไม่ได้ เราจึงใช้วิธีการหุงข้าวขายกันในงานที่ไปออกร้านนั่นเลย เพื่อให้เห็นคุณภาพกันตรงนั้นว่าข้าวไรซ์เบอร์รี่ของเรานุ่มและหอม และเมื่อชิมแล้วต้องซื้อกลับไป" นั่นคือผลผลิตที่ผ่านกระบวนการเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง เพราะเคล็ดลับสำคัญอันแอบอิงอยู่กับธรรมชาติทุกขั้นตอน
รวงข้าวไรซ์เบอร์รี่จากไร่ภูมิสิทธิ์ ชูช่อจากต้นกล้าที่หล่อเลี้ยงด้วยธารน้ำพุร้อน และน้ำตกแจ้ซ้อน ที่ไหลมาบรรจบกันพอดีในบริเวณแปลงเพาะปลูกของเขา เช่นเดียวกับขี้ปลาจากแหล่งประมงน้ำจืดใหญ่ ที่เขื่อนกิ่วลม คือปุ๋ยอินทรย์อย่างดี ที่เป็นดั่งเครื่องหมายรับประกันสินค้าปลอดสารอีกทาง
"การทำเกษตรอินทรีย์ให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่จะติดปัญหาเรื่องการทำตลาด เหมือนที่มีคำพูดว่า คนไทยปลูกเก่งแต่ขายไม่เก่ง เพราะไม่มีช่องทางการจำหน่าย ถูกเอาเปรียบด้วยการกดราคา ไร่ของเราก็ประสบปัญหาเหมือนเกษตรกรทั่วไป คือเมื่อผลิตออกมาพร้อมวางตลาด แต่หาช่องทางขายไม่ได้ ท้ายที่สุดจึงต้องนำเรื่องราวที่มาที่ไปของข้าวไรซ์เบอร์รี่มาเป็นประเด็นนำเสนอเพื่อดึงดูดผู้บริโภคอีกทาง" นั่นคือต้นธารของการเล่าขานเรื่องราวข้าวจากไร่ภูมิสิทธิ์อันว่าด้วย "ปลูกข้าวด้วยน้ำแร่" อันเป็นจุดขายสำคัญ
"การที่จะปลูกข้าวต้องบอกเล่าเรื่องราวให้ได้ เหมือนเกษตรกรในต่างประเทศที่ผลผลิตทุกอย่างของเขาจะมีเรื่องราว มีที่มาที่ไป คนไทยปลูกเก่ง ผลิตเก่ง แต่ขายไม่เก่ง ดังนั้นต้องส่งเสริมให้เกษตรกรมีตัวตนของตัวเอง อย่าส่งเสริมเพียงปลูกอย่างไรให้สำเร็จ แต่ต้องส่งเสริมให้พัฒนาผลผลิตให้ขายได้ราคาด้วย"
หนุ่มใหญ่วัย 35 ผู้บริหารไร่ภูมิสิทธิ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาเริ่มต้นฟูมฟักข้าวไรซ์เบอร์รี่ขึ้นที่นี่เมื่อ 3 ปีก่อน ตามปณิธานและภูมิปัญญาของบิดา ประสิทธิ์ พ้นพาล ผู้เป็นต้นแบบคิดค้น และพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยยึดหลักเกษตรอินทรีย์ด้วยตนเอง อย่างเช่น ปุ๋ยขี้ปลาผสมผสานกับแร่ธาตุจากแหล่งน้ำพุร้อนและน้ำตกแจ้ซ้อน ซึ่งครอบครัวพ้นพาลมั่นใจว่า คือที่มาของคุณภาพข้าวไรซ์เบอร์รี่ไร่ภูมิสิทธิ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง คอเลสเตอรอลในเลือด เบาหวาน และโรคความดันโลหิต
สำหรับเป้าหมายในลำดับต่อไป สพลบอกว่า จะพัฒนาข้าวไรซ์เบอร์รี่เกรดพรีเมียมเพื่อเพิ่มมูลค่าสูตรน้ำแร่จากใต้ดิน และการเพาะปลูกในระบบปิด ซึ่งจะขยายขอบเขตไปถึงการปลูกพืชผัก ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตกรอบอร่อย เนื้อแน่น และสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นที่เพาะปลูกด้วยแหล่งน้ำทั่วไปอย่างคูคลองหนองบึง
ทุกวันนี้ ไร่ภูมิสิทธิ์ ภายใต้การบริหารงานของสพล ดำเนินกิจการไปพร้อมกัน 2 ขา นั่นคือ กิจการข้าวไรซ์เบอร์รี่ กับ วาสนาไร่หญ้าแจ้ซ้อนรีสอร์ท ซึ่งเกื้อหนุนกันและกัน หากแต่สิ่งที่สพลตั้งเป้าไว้ขณะนี้ก็คือ การพัฒนาต่อยอดจากผลผลิตข้าวไรซ์เบอร์รี่
"นับจากนี้ สิ่งที่เราจะทำคือ การแปรรูปข้าวไรซ์เบอร์รี่ให้เป็นผลิตภัณฑ์ตัวอื่น อย่างเช่น น้ำข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ ไอศกรีม แครกเกอร์จากข้าวหักที่เมล็ดไม่สมบูรณ์หลังผ่านกระบวนการสีข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าที่ถูกคัดออกจากข้าวสารบรรจุถุง ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผน เพื่อทำให้ตลาดข้าวไรซ์เบอร์รี่ไม่จบลงที่เมล็ดข้าวสารเพียงอย่างเดียว"
ไร่ภูมิสิทธิ์ ผลิตข้าวสารไรซ์เบอร์รี่ได้ปีละ 30 ตัน มีรายได้สุทธิ 5 ล้านบาท โดยในอนาคตอันใกล้นี้ สพลบอกว่า จะพัฒนาปรับปรุงให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยไม่ขยายพื้นที่ปลูกจากเดิมที่มีอยู่ 50 ไร่ ซึ่งที่ผ่านมานั้น แรกเริ่มสามารถผลิตได้เพียงไร่ละ 200-300 กิโลกรัม ต่อมาพัฒนาจนได้ 1 ตันต่อไร และตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า จะทำให้ได้ไร่ละ 1,100-1,200 กิโลกรัม
อีกขาหนึ่งของกิจการครอบครัวพ้นพาล คือ วาสนาไร่หญ้าแจ้ซ้อนรีสอร์ท สพลได้บริหารจนธุรกิจที่พักที่มีอายุ 8 ปีแห่งนี้ ประสบความสำเร็จและแข็งแกร่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป มีลูกค้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง การได้ดูแลรีสอร์ทไปพร้อมกับธัญญาหารอินทรีย์ในอาณาจักรเดียวกัน คือความสำเร็จที่เดินควบคู่สองขา อันเป็นผลพวงแห่งความบากบั่นเมื่อหลายปีก่อนหน้า
แน่นอน กิจการของเขาอาศัยพึ่งพิงอยู่กับคนเดินทางต่างถิ่น นักท่องเที่ยว ผู้ถวิลหาวิถีแห่งสุขภาพแบบครบวงจร สพลได้จัดตั้งชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองปานขึ้น เพื่อให้ชาวชุมชนได้มีโอกาสรวมตัวกันสร้างความเข้มแข็งและแสดงออกถึงศักยภาพของท้องถิ่น ด้วยปัจจัยสำคัญที่เขาแลเห็นว่า ลำปางเป็นเมืองที่ไม่หมุนตามเวลา สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสงบเรียบง่ายไม่วุ่นวาย และมีทรัพยากรให้ได้ใช้สอยและถนอมรักษาไปในคราวเดียวกัน
แม้ลำปางไม่หมุนตามเวลา ทว่า เมื่อเป็นเมืองหนึ่งในเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ไม่อาจหลีกลี้หนีพ้นการปรับตัวตามยุคสมัย และการมาถึงของสิ่งที่เรียกกันติดปากว่า ความเจริญ
แต่ สพล สรุปทิ้่งท้ายเอาไว้ว่า
"ถึงแม้จะมีคนต่างถิ่นนำความเจริญเข้ามาในพื้นที่ แต่ผมเองก็จะเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะรักษาความเป็นธรรมชาติเอาไว้"
ลำปางในวันที่ไม่หมุนตามเวลา ยังมีเสียงน้ำไหล นกร้อง และแหล่งพักพิงที่รายรอบไปด้วยไร่นา และแปลงผัก เกษตรอินทรีย์



