
เล็งควบรวม'ป.ป.ท.-ป.ป.ช.'
03 มี.ค. 2558
กรรมาธิการปฏิรูป ป.ป.ช. เสนอแผนงาน เพิ่มคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็น 11 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ให้ ป.ป.ท.เป็นอิสระจากระบบราชการ หรือควบรวมกับ ป.ป.ช.
3 มี.ค. 58 เมื่อเวลา 10.15 น. นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบ แถลงผลการดำเนินงาน ว่า กรรมาธิการ ฯ ได้ศึกษาและวิเคราะห์การทุจริตประพฤติมิชอบในปัจจุบัน จนได้ข้อสรุป ภายใต้แนวคิด 3 ป. การปลูกฝัง การป้องกัน และการปราบปราม ซึ่งในเรื่องการปลูกฝัง กรรมาธิการ ฯ ได้เสนอแนวคิด เรื่อง "คนไทยไม่โกง" ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 3 แนวทาง ได้แก่ การสร้างจิตสำนึก การสร้างความเข้มแข็งเพิ่มเครือข่าย และการสร้างพลังคุณธรรม ส่วน 7 กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มนักการเมือง กลุ่มธุรกิจเอกชน กลุ่มสื่อมวลชน กลุ่มประชาสังคม และกลุ่มประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ มาตรการที่จะดำเนินการ อาทิ นำหลักสูตรโตไปไม่โกงไปยังสถานศึกษาทุกระดับ และรณรงค์ปลุกจิตสำนึกอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง
นายประมนต์ กล่าวอีกว่า ในด้านการป้องกัน กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลสาธารณะ โดยที่ประชาชนไม่ต้องร้องขอ รวมไปถึงการปรับปรุง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ. 2540 ขณะนี้ได้มีการจัดตั้งอนุกรรมาธิการ ฯ ขึ้น เพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกรรมาธิการ ป.ป.ช. กรรมาธิการการเมือง และกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชน อีกทั้งตรากฎหมายจัดซื้อจัดจ้างขึ้นใหม่ ให้ครอบครัวหน่วยงานของรัฐที่ตั้งขึ้นใหม่ เช่น รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยนำมาตรการการป้องกันการทุจริตที่มีการศึกษามาใช้ เช่น ข้อตกลงคุณธรรม เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และเอาผิดทั้งผู้ให้และผู้รับสินบน นอกจากนี้ ยังให้มีการจัดตั้งกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน
นายประมนต์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการปราบปรามให้มีการปฏิรูปกลไกทั้งระบบและองค์กรให้ทำงานรวดเร็ว เที่ยงธรรม โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งมุ่งลดความซ้ำซ้อนเรื่องสอบสวนทุจริต โดยให้มีกลไกประสานงาน ได้แก่ ป.ป.ช. ปปง. ป.ป.ท. สตง. และผู้ตรวจการแผ่นดิน อีกทั้งปรับปรุงสิทธิภาพการทำงานของ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ให้มีประสิทธิภาพในหลายด้าน เช่น เสนอให้มีการเพิ่มจำนวนคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็น 11 คน และให้มีที่มาหลากหลายครอบคลุมการชำนาญหลายด้าน และให้ ป.ป.ช.มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ขณะที่การปฏิรูป ป.ป.ท.ให้เป็นอิสระจากระบบราชการ หรืออาจนำไปควบรวมกับ ป.ป.ช.
อย่างไรก็ตาม เพิ่มระบบตรวจสอบองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อถ่วงดุลการทุจริต และเพิ่มความโปร่งใส นอกจากนี้ ให้มีการตั้งศาลทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นศาลชำนาญพิเศษ เป็นการเฉพาะ ก็เพื่อความรวดเร็ว โดยเป็นระบบศาลสองชั้น และใช้ระบบการไต่สวนในการดำเนินคดี อีกทั้งให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแส และเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยแผนงานนี้ ทางกรรมาธิการ ฯ ได้นำเสนอต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว
'ปธ.ป.ป.ช.' ค้านเพิ่ม คกก.ป.ป.ช.เป็น 11 คน
เมื่อเวลา 15.00 น. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอให้เพิ่มจำนวนคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็น 11 คน วาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี และยังเสนอให้ควบรวม ป.ป.ช.กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบต้องมีอิสระ ซึ่ง ป.ป.ท.ขึ้นตรงกับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร ดังนั้น ด้วยรูปแบบของ ป.ป.ท.ต้องเป็นอิสระ ส่วนจะควบรวมหรือไม่อย่างไรนั้น ไม่มีปัญหา เพราะการทำงานของทั้งสองหน่วยงานนั้นควบคู่กันอยู่แล้ว สามารถควบรวมได้ เพราะมีลักษณะการทำงานที่คล้ายกัน คือ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และถึงแม้จะไม่ควบรวมกัน การดำเนินงานก็คล้ายกันอยู่แล้ว สำคัญอยู่ที่ว่าต้องมีอิสระ
นายปานเทพ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอให้เพิ่มจำนวนคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็น 11 คน เห็นว่า จำนวนกรรมการต้องเป็นเลขคี่ เป็นเลขคู่ไม่ได้ ซึ่งจำนวนเดิมที่มีอยู่ 9 คน เพียงพออยู่แล้ว เป็นรูปแบบเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนวาระการดำรงตำแหน่งที่ลดจาก 9 ปี เหลือ 6 ปี สามารถทำได้ แต่ไม่ควรจะสั้นเกินไป เช่น ดำรงตำแหน่งเพียง 4 ปี เนื่องจากคดีทุจริตต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบยาวนาน หากระยะเวลาสั้นเกินไป จะไม่สามารถทำอะไรได้
ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า การที่ กมธ.ป.ป.ช.สปช. เสนอให้ตั้งศาลชำนาญการพิเศษว่าด้วยเรื่องคดีทุจริตนั้นเป็นเรื่องดีที่จะได้ดำเนินการเรื่องทุจริตโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับศาลวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเรื่องพวกนี้จะเข้าสู่ศาลโดยตรง ทำให้เกิดความรวดเร็ว ในลักษณะเดียวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน
ลูกหม้อหนุนยุบรวมผู้ตรวจการ-กสม.
ตามที่มีกระแสยุบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายสงัด ปัถวี รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้แสดงความเห็นผ่านบทเรื่อง"การควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดิน กับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ : มุมมองของคนใน" นายสงัดได้ระบุว่าว่า เคยรับราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 18 ปีเศษสาเหตุที่ที่ลาออกจากราชการทั้งที่อายุราชการเหลืออีกถึง 19 ปี เนื่องจากมาก่อตั้งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินร่วมกับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาคนแรกของประเทศไทย (นายพิเชต สุนทรพิพิธ)
นายสงัดได้ระบุถึงปัญหาของการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนของหน่วยงานของรัฐงว่า ทุกข์ของประชาชนที่เกิดจากการใช้อำนาจรัฐจนต้องร้องเรียนขอความเป็นธรรมมีหลายมิติ การบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนที่ผ่านมาของรัฐไทยมีความสับสน ซ้ำซ้อน ก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณและกำลังคนภาครัฐอย่างมากมาย และที่สำคัญที่สุดก่อให้เกิดกรณี “ความล่าช้า คือความ ไม่เป็นธรรม” ให้กับประชาชนแทบทุกเรื่องที่ร้องเรียน มีสาเหตุสำคัญ 3 ประการคือ
3.1 ขาดการแยกแยะทุกข์ของประชาชนในมิติต่างๆให้ชัดเจนแต่แรกเช่น ทุกข์ที่เกิดจากการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ทุกข์เกิดจากผลกระทบจากการดำเนินโครงการของรัฐ ทุกข์เกิดจากการใช้ดุลพินิจบิดผันไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การทุจริต และ/หรือการใช้เงินของรัฐผิดวัตถุประสงค์ ไม่คุ้มค่าของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น
3.2 การขาดกฎหมายมอบหมายให้หน่วยงานใดเพียงหน่วยงานเดียวดูแลคำร้องเรียนตั้งแต่แรกจนได้ข้อยุติอย่างยั่งยืน ไม่มีการร้องเรียนซ้ำอีก หรือหากมีกรณีร้องเรียนซ้ำอีกก็ต้องให้หน่วยงานเดิมดูแล แก้ไขก่อน
3.3 รัฐไทยที่ผ่านมาไม่เคยสร้างระบบการติดตามเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพให้ผู้ร้องทราบว่าเรื่องนั้นคืบหน้าอย่างไร หน่วยงานใด/เจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดเป็นผู้บริหารจัดการเรื่องร้องเรียนของเขา(ต่างจากระบบ E-People ของประเทศเกาหลีใต้ ที่ผู้ร้องสามารถติดตามสอบถามความคืบหน้าของเรื่องร้องเรียนของตนเองได้ตลอดเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือ )
ทั้งนี้นายนายสงัด ได้ระบุในตอนท้ายว่า ผู้เขียนเคยปฏิบัติงานในตำแหน่ง "ผู้ช่วยผู้ตรวจการสำนักนายกรัฐมนตรี" ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเวลายาวนานกว่า 15 ปีเศษ ตั้งแต่ ซี 4 จนถึง ซี 8 ได้ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวนทั้งสิ้น 11 คน (งานด้านการตรวจราชการ มีงาน 3 ด้านได้แก่ งานติดตามนโยบาย/โครงการสำคัญของรัฐบาล ,งานสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย และงานฝ่ายช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ตรวจการาชสำนักนายกรัฐตรีได้เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่ได้อย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ) ผู้เขียนได้มีโอกาสทำงานร่วมกันกับเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซี 10 ของสำนักนายกรัฐมนตรี
ตามที่มีกระแสยุบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายสงัด ปัถวี รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้แสดงความเห็นผ่านบทเรื่อง"การควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดิน กับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ : มุมมองของคนใน" นายสงัดได้ระบุว่าว่า เคยรับราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 18 ปีเศษสาเหตุที่ที่ลาออกจากราชการทั้งที่อายุราชการเหลืออีกถึง 19 ปี เนื่องจากมาก่อตั้งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินร่วมกับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาคนแรกของประเทศไทย (นายพิเชต สุนทรพิพิธ)
นายสงัดได้ระบุถึงปัญหาของการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนของหน่วยงานของรัฐงว่า ทุกข์ของประชาชนที่เกิดจากการใช้อำนาจรัฐจนต้องร้องเรียนขอความเป็นธรรมมีหลายมิติ การบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนที่ผ่านมาของรัฐไทยมีความสับสน ซ้ำซ้อน ก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณและกำลังคนภาครัฐอย่างมากมาย และที่สำคัญที่สุดก่อให้เกิดกรณี “ความล่าช้า คือความ ไม่เป็นธรรม” ให้กับประชาชนแทบทุกเรื่องที่ร้องเรียน มีสาเหตุสำคัญ 3 ประการคือ
3.1 ขาดการแยกแยะทุกข์ของประชาชนในมิติต่างๆให้ชัดเจนแต่แรกเช่น ทุกข์ที่เกิดจากการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ทุกข์เกิดจากผลกระทบจากการดำเนินโครงการของรัฐ ทุกข์เกิดจากการใช้ดุลพินิจบิดผันไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การทุจริต และ/หรือการใช้เงินของรัฐผิดวัตถุประสงค์ ไม่คุ้มค่าของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น
3.2 การขาดกฎหมายมอบหมายให้หน่วยงานใดเพียงหน่วยงานเดียวดูแลคำร้องเรียนตั้งแต่แรกจนได้ข้อยุติอย่างยั่งยืน ไม่มีการร้องเรียนซ้ำอีก หรือหากมีกรณีร้องเรียนซ้ำอีกก็ต้องให้หน่วยงานเดิมดูแล แก้ไขก่อน
3.3 รัฐไทยที่ผ่านมาไม่เคยสร้างระบบการติดตามเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพให้ผู้ร้องทราบว่าเรื่องนั้นคืบหน้าอย่างไร หน่วยงานใด/เจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดเป็นผู้บริหารจัดการเรื่องร้องเรียนของเขา(ต่างจากระบบ E-People ของประเทศเกาหลีใต้ ที่ผู้ร้องสามารถติดตามสอบถามความคืบหน้าของเรื่องร้องเรียนของตนเองได้ตลอดเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือ )
ทั้งนี้นายนายสงัด ได้ระบุในตอนท้ายว่า ผู้เขียนเคยปฏิบัติงานในตำแหน่ง "ผู้ช่วยผู้ตรวจการสำนักนายกรัฐมนตรี" ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเวลายาวนานกว่า 15 ปีเศษ ตั้งแต่ ซี 4 จนถึง ซี 8 ได้ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวนทั้งสิ้น 11 คน (งานด้านการตรวจราชการ มีงาน 3 ด้านได้แก่ งานติดตามนโยบาย/โครงการสำคัญของรัฐบาล ,งานสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย และงานฝ่ายช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ตรวจการาชสำนักนายกรัฐตรีได้เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่ได้อย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ) ผู้เขียนได้มีโอกาสทำงานร่วมกันกับเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซี 10 ของสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่นั้นสมัยนั้น(สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี) มีคำพร่ำสอนจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องว่า การได้ทำงานใกล้ชิดกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ให้ตะหนักอยู่เสมอว่า แต่ละคนที่มาเป็น "นาย" ยอมมีดีอยู่ในตัว มิฉะนั้นจะไม่สามารถได้รับการแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซี 10 ได้ จึงให้ทุกคนเรียนรู้ สิ่งดี ๆ เหล่านั้น เพื่อเป็นตัวอย่างและปฏิบัติตามเพื่อความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการทำราชการต่อไป อย่างไรก็ดี การอยู่ใกล้ชิดกับข้าราชชั้นผู้ใหญ่ ก็จะได้พบเห็นสิ่งไม่ดีที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไม่พึ่งปฏิบัติ แต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้พลั้งเผลอหรือจงใจปฏิบัติเป็นอาจิณก็ตาม แต่ "ผู้ช่วยผู้ตรวจการสำนักนายกรัฐมนตรี" ไม่ควรทักท้วง หรือนินทานายลับหลัง ให้ทำอย่างเดียวคือ จดบันทึกพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้นไว้ เสมอๆ และให้สังวรระลึกถึงเสมอว่า หากได้เติบโตไปอยู่ตำแหน่งนั้น ก็อย่าไปทำตัวเช่นนั้น
ตลอดระยะเวลาการทำงานราชการมา 33 ปีเศษ ผู้เขียนได้จดบันทึกพฤติกรรมที่ไม่พึ่งประสงค์ของ "นาย" ที่เป็นผู้ใหญ่ได้น้อยมาก เพราะแต่ละท่านที่ได้มีโอกาสปฏิบัติงานใกล้ชิดด้วยล้วนเป็นข้าราชชั้นผู้ใหญ่ ที่มีแต่สิ่งดี ๆ ที่น่าจดจำไว้ปฏิบัติตาม เท่าที่จดได้มีเพียง 2 เรื่องเท่านั้นได้แก่ การใช้อำนาจนิยมเชิงอุปถัมภ์ และ การเป็นผู้ใหญ่ที่หูเบา ปากไว ชอบใส่ความผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ผู้เขียนจดไว้และจะไม่ทำแน่ หากได้เติบโตไปในอนาคต มาวันนี้การที่ ผู้ใหญ่ในหลายวงการได้สร้างวาทะ ระดมกันคัดค้านการควบรวม(ยกระดับ) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ กสม. โดยไม่ได้พิเคราะห์ถึงประเด็นการที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์มากขึ้นในการ อำนวยงานให้ความเป็นธรรมในเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องที่ 3 ที่ผู้เขียนจะได้จดไว้ และเติบโตไปจะไม่ทำ จึงขอสรุปว่า การปฏิรูปสององค์กรนี้ให้ทำงานสอดประสานกันอย่างใกล้ชิดจะมีแต่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ จึงเห็นว่า รีบควบรวม (ยกระดับ)
ตลอดระยะเวลาการทำงานราชการมา 33 ปีเศษ ผู้เขียนได้จดบันทึกพฤติกรรมที่ไม่พึ่งประสงค์ของ "นาย" ที่เป็นผู้ใหญ่ได้น้อยมาก เพราะแต่ละท่านที่ได้มีโอกาสปฏิบัติงานใกล้ชิดด้วยล้วนเป็นข้าราชชั้นผู้ใหญ่ ที่มีแต่สิ่งดี ๆ ที่น่าจดจำไว้ปฏิบัติตาม เท่าที่จดได้มีเพียง 2 เรื่องเท่านั้นได้แก่ การใช้อำนาจนิยมเชิงอุปถัมภ์ และ การเป็นผู้ใหญ่ที่หูเบา ปากไว ชอบใส่ความผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ผู้เขียนจดไว้และจะไม่ทำแน่ หากได้เติบโตไปในอนาคต มาวันนี้การที่ ผู้ใหญ่ในหลายวงการได้สร้างวาทะ ระดมกันคัดค้านการควบรวม(ยกระดับ) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ กสม. โดยไม่ได้พิเคราะห์ถึงประเด็นการที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์มากขึ้นในการ อำนวยงานให้ความเป็นธรรมในเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องที่ 3 ที่ผู้เขียนจะได้จดไว้ และเติบโตไปจะไม่ทำ จึงขอสรุปว่า การปฏิรูปสององค์กรนี้ให้ทำงานสอดประสานกันอย่างใกล้ชิดจะมีแต่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ จึงเห็นว่า รีบควบรวม (ยกระดับ)



