ข่าว

ชำแหละงบซื้ออาวุธปี58ทร.ยังต้องรอ‘เรือดำน้ำ’

ชำแหละงบซื้ออาวุธปี58ทร.ยังต้องรอ‘เรือดำน้ำ’

03 มี.ค. 2558

ชำแหละงบซื้ออาวุธปี58ทร.ยังต้องรอ‘เรือดำน้ำ’ : ทีมข่าวความมั่นคง

            "การจัดซื้ออาวุธ" ในรัฐบาลยุค คสช.และกองทัพผนึกเป็นเนื้อเดียวกัน การขยับตัวของกองทัพในการจัดหาอาวุธย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษว่า จะมีการอนุมัติที่พิเศษกว่ารัฐบาลในภาวะปกติหรือไม่

            สำหรับงบประมาณปี 2558 ในส่วนของกระทรวงกลาโหม แม้จะถูกปรับลดลงไปทั้งสิ้น 550,715,300 บาท เหลือ 192,949,090,200 บาท จากที่ขอไปทั้งสิ้น 193,499,805,500 บาท แต่ก็ถือว่ามากกว่าในยุคของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา

            โดยงบประมาณปี 2556 กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณ 180,491,535,700 บาท เท่ากับว่า ได้รับงบประมาณเพิ่มถึง 12,547,554,500 บาท ขณะที่งบประมาณกระทรวงกลาโหมปี 2557 ได้รับทั้งสิ้น 184,737,484,200 บาท เท่ากับว่า งบประมาณปี 2558 ได้รับงบประมาณมากกว่าปี 2557 ถึง 8,211,606,000 บาท โดยแยกเป็นงบประมาณของแต่ละเหล่าทัพ ดังนี้

            กองทัพบก ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 95,485,610,200 บาท เมื่อเทียบกับงบประมาณปี 2557 กองทัพบกได้งบรวมทั้งสิ้น 90,411,745,300 บาท เท่ากับว่า งบประมาณปี 2558 มากกว่าปี 2557 จำนวน 8,633,723,900 บาท

            กองทัพเรือ ได้งบประมาณทั้งสิ้น 37,522,191,700 บาท มากกว่างบประมาณที่ได้จากปี 2557 ถึง 2,248,879,000 บาท กองทัพอากาศ ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 35,700,224,800 บาท มากกว่างบประมาณปี 2557 ถึง 2,091,989,300 บาท

            สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 7,771,268,700 บาท จากที่ขอไปทั้งสิ้น 7,776,268,700 บาท (ไม่มีการปรับลดงบประมาณ) กองบัญชาการกองทัพไทย ได้งบประมาณ 14,779,666,600 บาท กรมราชองครักษ์ ได้งบประมาณ 619,472,700 บาท สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 1,070,655,500 บาท

            แหล่งข่าวกองทัพเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการใช้งบประมาณของกองทัพในปีงบประมาณ 2558 โดยเฉพาะงบในการจัดซื้ออาวุธว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) ให้แต่ละเหล่าทัพจัดทำบัญชีจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และงบซ่อมบำรุงเสนอมายังรัฐบาลเพื่อพิจารณาอนุมัติ

            สำหรับโครงการจัดหาอาวุธของเหล่าทัพที่น่าสนใจ กองทัพบก เสนอโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ (ฮ.) ทดแทน ฮ.ท.1 หรือ "ฮิวอี้" ที่มีอายุใช้งานหลายสิบปี วงเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท, โครงการจัดหาอาวุธปืนประจำกาย 7.62 มม. วงเงินประมาณ 700 ล้านบาท, โครงการปรับปรุงฮ.ท.212 หรือ "เบลล์ 212" วงเงินประมาณ 400 ล้านบาท

            นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ภายใต้วงเงินประมาณ 600 กว่าล้านบาท, โครงการจัดหารถยนต์บรรทุก (ร.ย.บ.) 4x4 ภายใต้วงเงินงบประมาณ 400 ล้านบาท, โครงการจัดหาเครื่องควบคุมการยิงของรถถังหลักรุ่น เอ็ม 60 ภายใต้วงเงินงบประมาณ 800 ล้านบาท เป็นต้น

            กองทัพเรือ เสนอโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง จำนวน 2 ลำ ภายใต้วงเงินงบประมาณ 1,400 กว่าล้านบาท, โครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง จำนวน 7 ลำ ภายใต้วงเงินงบประมาณ 400 กว่าล้านบาท, โครงการจัดหาเรือลากจูง จำนวน 2 ลำ ภายใต้วงเงินงบประมาณ 68 ล้านบาท (คาดว่าจะถูกตัดลดเหลือเพียง 1 ลำ) เป็นต้น

            ขณะที่โครงการจัดหา "เรือดำน้ำ" ที่ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เคยระบุถึงความต้องการ และความจำเป็นในการจัดซื้อมาก่อนหน้านี้มีรายงานว่า มีคำสั่งให้ชะลอออกไปก่อน และให้เสนอความต้องการเข้ามาใหม่ในปีงบประมาณ 2559 เนื่องจากงบประมาณในส่วนของกองทัพเรือยังไม่เพียงพอต่อการจัดซื้อ

            กองทัพอากาศ เสนอโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ชั้นต้น (เดิมเป็นเครื่องบินฝึกแบบ L-39 จากสาธารณรัฐเช็ก) ภายใต้วงเงินงบประมาณ 1,800 กว่าล้านบาท และโครงการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่รุ่นเอฟ 16 (ในลักษณะรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี) ภายใต้วงเงินงบประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท เป็นต้น

            "งบประมาณส่วนใหญ่ 70% จะเป็นงบที่เกี่ยวกับเงินเดือน และเบี้ยเลี้ยงของแต่ละเหล่าทัพ ส่วนที่เหลืออีก 30% ถึงจะแบ่งบางส่วนมาเป็นงบในการจัดซื้ออาวุธ ซึ่งเป็นงบที่ผูกพันข้ามปีงบประมาณ โดยแต่ละเหล่าทัพได้จัดทำแผนการจัดหาล่วงหน้า (แพ็กเกจ) ไว้ล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 10 ปีอยู่แล้ว" วงในกองทัพอธิบายรูปแบบการจัดซื้อของกองทัพ

            อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า โครงการต่างๆ ที่เสนอไปนั้นทางรัฐบาลและคสช.จะพิจารณาอนุมัติแค่ไหน อย่างไร เพราะต้องยอมรับว่า หากอนุมัติไปตามคำร้องขอทั้งหมดจะถูกครหาว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กองทัพในภาวะที่เป็น "รัฐบาลทหาร" และจะนำไปสู่ประเด็นโจมตีทางการเมืองได้

            ดังนั้น การพิจารณาจะต้องมีความรอบคอบ สอดคล้องกับความจำเป็น และงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มากที่สุด