
อาเฮียจงอ่าย
03 มี.ค. 2558
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : อาเฮียจงอ่าย : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ผมเกิดที่บ้านนอกไกลปืนเที่ยงในตลาดเล็กๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดกับบ้านผมเป็นร้านขายของชำจิปาถะสารพัดอย่าง เจ้าของเป็นคนจีนสูงอายุวัยมากกว่าพ่อของผม แต่ด้วยความที่คนจีนเขาเรียกกันตามศักดิ์ ผมจึงเรียกเจ้าของร้านขายของชำว่า “อาเฮียจงอ่าย” คนที่เดินผ่านไปมาร้าน “ส่งจงเส็ง” ของอาเฮียจงอ่าย จะคุ้นกับชายชราชาวจีนสวมกางเกงปั๋งลิ้มสีดำยืนหน้าตายิ้มแย้มทั้งวัน ใครเดินผ่านไปมาแกก็จะส่งเสียงเรียกเชื้อเชิญ “จ๋อก่อนทิด เจี๊ยะฮุงๆ” แกพูดของแกอย่างนั้นมาตั้งแต่ผมเป็นเด็กจนโตถึงขั้นบวชได้
ผมเคยถามว่าทำไมแกจะต้องเรียกให้คนเดินผ่านไปมาเข้ามาสูบบุหรี่เข้ามากินหมากด้วย เพราะหลายคนที่ผมเห็นบางทีก็เดินเข้ามาทำทีทำท่าพูดคุยสามสี่คำ แล้วก็หยิบบุหรี่จุดใส่ปากแล้วเดินจากไปโดยที่ไม่ซื้อของอะไรสักชิ้น หรือบางคนร้ายกว่านั้นนอกจากจะจุดบุหรี่สูบแล้ว ยังเอาเหน็บหูไปอีกสองสามมวนโดยไม่นึกละอายใจด้วยซ้ำ
อาเฮียจงอ่าย ตอบผมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่า ไม่เป็นไรหรอกใครจะซื้อของหรือไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร แค่เขาเดินเข้ามาร้านเราก็ดีแล้วอย่างน้อยเขาก็จะได้เห็นได้รู้ว่าในร้านเรามีอะไรวางขายบ้าง คนที่เข้ามาซื้อของหลายคนเขาก็ไม่กินหมากไม่สูบบุหรี่ ดังนั้น คนที่สูบบุหรี่และกินหมากแต่ไม่ซื้อของก็ถัวๆ เฉลี่ยๆ กันไป
เขาเข้ามากินหมากมาสูบบุหรี่เราก็พูดคุยถามทุกข์สุขเขา ข้าวในนาเป็นอย่างไร, ใกล้จะเกี่ยวข้าวแล้วหรือยัง, ลูกชายจะบวชปีนี้ใช่ไหม ฯลฯ เราพูดคุยเราถามเขาเท่านี้เราก็ได้กำไรแล้ว เพราะพอถึงเวลาที่เขาเกี่ยวข้าวจะได้นึกขึ้นมาได้ว่าเราเคยถาม เขาก็จะได้มาบอกขายข้าวให้เรา เวลาที่เขาจะจัดงานแต่งลูกสาวก็จะนึกได้ว่าร้านเราก็มีของขายและเราเคยถามเขาไว้เหมือนกัน หมากพลูและบุหรี่ของเราไม่เสียเปล่าหรอก อย่างน้อยก็ทำให้คนไม่โกรธไม่เกลียดเราเท่านี้ก็พอแล้ว
ผมเขียนถึงเรื่องการต้อนรับขับสู้ลูกค้าของคนจีนแก่ๆ ที่บ้านนอกชื่ออาเฮียจงอ่าย เพราะปัจจุบันนี้มีตำรับตำราสมัยใหม่ว่าด้วยการทำธุรกิจมากมาย ที่พูดถึงกันมากก็เห็นจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการบริการลูกค้าด้วยหัวใจ หรือที่เรียกกันว่าเซอร์วิสมายด์ มีการเปิดหลักสูตรอบรมกันทั้งภายในองค์กรและส่งพนักงานไปอบรมกับสถาบันต่างๆ เพื่อหวังที่จะให้พนักงานเหล่านั้นกลับมาทำงานต้อนรับและบริการลูกค้าให้เกิดความประทับใจ
แต่เซอร์วิสมายด์สมัยใหม่จะบรรลุผลไปไม่ได้ หากพนักงานขององค์กรเองยังคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ “งาน” และหรือตัวองค์กรเองก็คิดเพียงแค่เป็นการลงทุนที่ต้องได้ผลตอบแทนทันใจ เพราะการบริการด้วยหัวใจนั้น เป็นเรื่องที่ต้องบ่มเพาะขึ้นมาจากภายในจิตใจ ต้องทำและแสดงออกอย่างจริงจังจริงใจทั้งคำพูด, หน้าตา และงานที่บริการ
ถ้าพนักงานยังรู้สึกว่าลูกค้าคนใดคนหนึ่งเป็นคนงี่เง่ามากเรื่อง ก็ยังไม่สามารถบรรลุถึงการบริการจากภายในหัวใจได้ จนกว่าพนักงานผู้นั้นจะทำให้ลูกค้าที่คนอื่นเห็นว่า “เยอะ” หรือมากเรื่อง เกิดความรู้สึกที่ดีและกลับมาเป็นลูกค้าที่ภักดีต่อสินค้าและตัวองค์กรได้ พนักงานผู้นั้นจึงจะสมควรได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีหัวใจใฝ่บริการอย่างแท้จริง
------------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : อาเฮียจงอ่าย : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



