
เสียงจากคนหมู่บ้านโรคเรื้อน'เขาหาว่าเราเป็นขอทาน'
เสียงจากคนหมู่บ้านโรคเรื้อน'เขาหาว่าเราเป็นขอทาน' : กวินทรา ใจซื่อ
ทุกครั้งที่มีการกวาดจับขอทานในเขตเมืองขอนแก่นจะมีผู้ป่วยโรคเรื้อนที่อาศัยอยู่ในนิคมโนนสมบูรณ์ อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น รวมอยู่ด้วยและจะถูกส่งตัวเข้ากักกันในศูนย์กัก กันของหมู่บ้าน โดยมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุม แต่เมื่อพ้นจากช่วงที่ถูกกักกันพวกเขาก็มักจะกลับไปขอทานอีกซ้ำอยู่เช่นนี้เรื่อยมา จนหลายคนกล่าวหาว่าเป็นหมู่บ้านขอทาน ทำให้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ขมขื่น คับแค้นใจปนน้อยใจและอยากให้ทุกคนเลิกมีทัศนคติเช่นนั้นกับคนในหมู่บ้านแห่งนี้
สภาพความทรุดโทรมของสถานสงเคราะห์ผู้ป่วยขอทาน สถานพยาบาลโนนสมบูรณ์เดิมเคยเป็นสถานที่ในการดูแลรักษาพยาบาลและจ่ายยาให้ผู้ป่วยโรคเรื้อนที่เข้ามารักษา ซึ่งปัจจุบันอาคารที่พักถูกปิดร้างมาหลายปี อาคารสถานกักกันผู้ป่วยโรคเรื้อนขอทานและอาคารรักษาหลายหลังทรุดโทรมไม่ได้ใช้งานเหมือนในอดีต เพราะทุกวันนี้ไม่มีผู้ป่วยโรคเรื้อนเข้ามารักษาเหมือนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนชื่อจากนิคมโนนสมบูรณ์ เป็นหมู่บ้านโนนสมบูรณ์ ประกาศให้เป็นชุมชนปกติ เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าปัจจุบันไม่มีผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่อีกแล้ว
แม้จะรักษาจนหายขาดแล้วแต่สภาพความพิการทั้งมือและเท้าที่เป็นร่องรอยโรคเรื้อนปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน เป็นตราบาปที่ประทับอยู่บนตัวของผู้ป่วยในอดีตปฏิกิริยาคนภายนอกที่แสดงออกสร้างความกระทบกระเทือนใจ สร้างปมด้อยให้หลายคน มีเรื่องเล่ากันว่าแม่ค้าที่เข้ามาขายสินค้าในหมู่บ้านเมื่อกลับถึงบ้านต้องนำเงินที่ได้ไปต้มฆ่าเชื้อเพราะกลัวว่าจะติดโรคเรื้อน ทำให้หนุ่มสาวผู้ป่วยที่ทำใจไม่ได้ ตัดสินใจผูกคอตายไปไม่น้อยกว่า 10 ราย
นายหอมดี จันทร์โท ปราชญ์ชาวบ้านที่แม้ร่างกายปรากฏร่องรอยเพียงเล็กน้อย แต่ก็เคยมีผู้คนแสดงอาการรังเกียจเมื่อนั่งรถโดยสารพูดคุยพอรู้ว่ามาจากหมู่บ้านนี้คนนั่งใกล้ก็จะขยับออกทันที นอกจากนี้ยังเคยถูกหมู่บ้านใกล้เคียงรวมตัวขับไล่ออกจากหมู่บ้าน บอกว่าทำให้ชื่อเสียงแถวนี้เสียหายและผู้ป่วยโรคนี้ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ แม้จะได้เงินช่วยเหลือจากรัฐแต่ก็ไม่เพียงพอ การไปขอทานจึงเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ โดยใช้ร่างกายพิการเป็นต้นทุน ทุกคนอายที่ต้องทำแบบนี้ เมื่อไม่มีทางเลือกก็ต้องทำ หลายคนเมื่อส่งลูกเรียนจนสำเร็จ มีงานทำเลี้ยงตัวเองได้ก็เลิกขอทาน เป้าหมายอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี อยู่ในสังคมที่มีผู้คนยอมรับ ปัจจุบันลูกหลานหลายคนทำงานเป็นข้าราชการมีหน้ามีตาในสังคม
ลุงบุญฤทธิ์ วัย 70 ปี ที่ออกขอทานให้เหตุผลว่าอยู่ที่นี่มานานกว่า 27 ปี ได้รับที่ดินทำกิน 5 ไร่ กับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐก็ทำกินเรื่อยมา แต่พอชราไม่มีเรี่ยวแรงในการทำงานหนัก อยู่กับภรรยาที่เจ็บป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ประกอบกับไม่มีลูกหลานคอยดูแลทำให้ตัดสินใจไปขอทาน
"ขึ้นรถสองแถวเข้ามาขอทานที่ตลาดสดในเขตตัวเมืองมีรายได้เฉลี่ยวันละ 300-400 บาท เงินที่ได้จะใช้ซื้ออาหารเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายประจำวัน ผมมาจากนครปฐม ทะเบียนบ้านยังอยู่ที่นั่น จะให้ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ขอนแก่นก็ต้องมีเงินค่าจัดการอื่นๆ เบี้ยเลี้ยงชีพคนชราหรือการช่วยเหลืออื่นๆ จึงไม่ได้เหมือนคนอื่น หลังจากที่พัฒนาสังคมเขาจัดระเบียบคนเร่รอน คนขอทาน ต้องรายงานตัวที่สถานกักตัวผู้ป่วยโรคเรื้อนขอทานเป็นเวลา 1 เดือน มีเงินค่าอาหารวันละ 100 บาท แต่หลังจากนี้ก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อเพราะไม่มีเงิน คงต้องกลับไปขอทานอีก" ลุงบุญฤทธิ์ กล่าว
ปฏิกิริยาของสังคมภายนอกที่แสดงอาการรังเกียจกลายเป็นแผลลึกในใจและตราบาปของกลุ่มคนรุ่นลูกในบ้านโนนสมบูรณ์ "พัชรี สีจรูญ" ทายาทผู้ป่วย ในวัยเด็กพัชรีเลือกที่จะปิดบังไม่บอกว่ามาจากหมู่บ้านไหนเพราะกลัวว่าเพื่อนจะล้อ ไม่ยอมรับ เมื่อเรียนจบไปเรียนต่อและทำงานที่เมืองใหญ่ ตัดสินใจบอกความจริงกับเพื่อนที่ทำงาน ซึ่งเพื่อนๆ ไม่ได้แสดงอาการรังเกียจ ยังใช้ชีวิตร่วมกันคบหาตามปกติ ทำให้รู้สึกดีขึ้น
"ทุกวันนี้รู้สึกภูมิใจที่เราเรียนจบมีงานสุจริตทำ พาแม่เข้าไปเดินเที่ยวซื้อของใช้ในเมืองได้ แต่พอได้ยินคนอื่นว่าเป็นหมู่บ้านขอทานก็ยังมีความน้อยใจ พยายามบอกกับคนข้างนอกที่ไม่เข้าใจว่าที่นี่มีคนป่วยแต่เป็นเพียงคนบางส่วนเท่านั้นที่ไปขอทาน คนอื่นๆ ที่เขาทำอาชีพค้าขาย เกษตรกรรมก็มีอีกมาก ไม่ใช่คนทั้งหมดในชุมชนไปขอทาน อยากให้เลิกรังเกียจคนที่นี่เสียที แค่ป่วยทางกายก็รู้สึกเจ็บปวดมากแล้ว อย่าให้ได้เจ็บปวดใจกับคำพูดของคนอีกเลย" พัชรี สีจรูญ กล่าวทิ้งท้าย
เมื่อ พ.ศ.2478 กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำรวจผู้ป่วยโรคเรื้อนพบว่า จ.ขอนแก่น มีผู้ป่วยโรคเรื้อนเป็นจำนวนมากจึงจัดตั้งโรงพยาบาลโรคเรื้อนขึ้นที่บ้านสีฐาน อ.เมือง จ.ขอนแก่น เป็นสถานสงเคราะห์ผู้ป่วยโรคเรื้อนแห่งเดียวในภาคอีสาน ต่อมาปี 2507 ได้ย้ายมาตั้งใหม่ที่หมู่บ้านโนนสมบูรณ์ ต.โนนสมบูรณ์ อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น จากที่ผู้ป่วยเข้ารักษาตัว 300 คน เพิ่มจำนวนขึ้นกว่า 1,000 คน ถือเป็นชุมชนโรคเรื้อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ปี 2536 กรมควบคุมโรคติดต่อได้รับการอนุมัติจากระทรวงสาธารณสุขแบ่งสถานพยาบาลออกเป็น 2 หน่วยงาน คือสถานพยาบาลโรคติดต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือและนิคมโนนสมบูรณ์ สังกัดศูนย์โรคเรื้อนเขต 6 สำนักงานควบคุมโรคติดต่อเขต 6 ขอนแก่น
ปี 2557 กรมควบคุมโรค กรมธนารักษ์ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ องค์การบริหารส่วนตำบลโนนสมบูรณ์และมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือบูรณาการนิคมโรคเรื้อนโนนสมบูรณ์ให้เป็นชุมชนปกติ ภายใต้ชื่อ "หมู่บ้านโนนสมบูรณ์" ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ได้รับสิทธิ์ขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน จึงทำให้เกิดแนวคิดการปรับเปลี่ยนนิคมโรคเรื้อนให้เป็นชุมชนทั่วไป ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในนิคมโรคเรื้อนได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมตามรอยนิคมที่บูรณาการสำเร็จแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ นิคมปราสาท จ.สุรินทร์ เมื่อปี 2555 และนิคมดงทับ จ.จันทบุรี เมื่อปี 2556



