
ไทย-กัมพูชาฟื้นเอ็มโอยู 2544สานต่อเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทะเล
ไทย-กัมพูชาฟื้นเอ็มโอยู 2544 สานต่อเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล : ทีมข่าวความมั่นคง
การเดินทางเยือนกัมพูชาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) พร้อมด้วย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (รมช.กลาโหม) และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ถูกจับตามองอย่างมากว่า วาระสำคัญในการเดินทางคือเรื่องอะไร
ทั้งนี้ สาเหตุที่สื่อให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากการเดินทางดังกล่าวไม่อนุญาตให้มีการเข้าไปทำข่าวบริเวณท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) เฉกเช่นทุกครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. แต่งตั้งให้ พล.อ.ประวิตร เป็นประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) แทนนายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านเขตแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประธานเจบีซีคนเก่า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557
ภารกิจในฐานะประธานเจบีซีของ พล.อ.ประวิตร คือ การดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และการพูดคุยเพื่อหาข้อยุติในเรื่อง "เขตแดน" ที่ยังเป็นปัญหาหลายจุด หลังจากชะลอการหารือมานานจากปัญหากรณีเขาพระวิหาร รวมทั้งภารกิจในการเตรียมการประชุมเจบีซีที่กัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในเร็วๆ นี้ และการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือ การเจรจาเรื่อง "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" ที่ชะงักงันมานาน และมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วในรัฐบาลชุดปัจจุบัน
โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในการประชุมร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 9 ที่ จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ที่มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เป็นประธานร่วมกับ นายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2558
หนึ่งในประเด็นความร่วมมือในการประชุมเจซีครั้งที่ 9 คือ การเห็นพ้องให้ผลักดันคณะกรรมการร่วมทางเทคนิค (เจทีซี) สานต่อการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาในอ่าวไทย ตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาในปี 2544 (เอ็มโอยู 2544) และกฎหมายระหว่างประเทศ
หากย้อนกลับไปคงจำได้ว่า การเจรจาปักปันเขตแดน และผลประโยชน์ทางทะเลได้ริเริ่ม และรุดหน้าอย่างรวดเร็วในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2544 แต่ก็ถูกกระแสเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเดินหน้าได้สำเร็จ
แต่พอล่วงมาถึงรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2552 ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2544 โดยมีคำถามสำคัญว่า เอ็มโอยูถือเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศหรือไม่ และจริงๆ แล้ว สามารถที่จะทำการยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่
ต่อมา ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีความพยายามรื้อฟื้นเอ็มโอยู 2544 ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ถูกกระแสต่อต้านเช่นเดียวกับในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ประกอบกับแรงกดดันเรื่องเขาพระวิหาร การเจรจาจึงไม่มีความคืบหน้า
ขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันถือเป็นยุคที่ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เฟื่องฟูถึงขีดสุด ทั้งความสัมพันธ์ในระดับผู้นำประเทศ และผู้นำทุกเหล่าทัพ โดยมีการยกคณะเยือนกันและกันหลายรอบนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในหลายๆ ด้าน โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ กับ พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมกัมพูชา 2 คีย์แมนหลัก
สัญญาณในการฟื้นการเจรจาเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในระหว่างเป็นประธานในการ "มอบนโยบายการดำเนินงานยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ" แก่หัวหน้าหน่วยงานพลเรือน ตำรวจ ทหาร เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 ที่หอประชุมกองทัพเรือ
มีฝ่ายความมั่นคงระดับสูง ทั้ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เข้าร่วมรับฟังอย่างพร้อมเพรียง
"ผมมุ่งหวังให้ทุกหน่วยงานช่วยกันดูแลทรัพยากรทางทะเลไว้ให้ได้ เพราะเป็นสิ่งที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ลูกหลานในอนาคต ซึ่งพลังงานทางทะเลถือว่ามีอยู่มหาศาล เป็นสิ่งที่ช่วยชาติให้ยั่งยืน และมั่นคงตลอดไปได้” พล.อ.ประวิตร กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการมอบนโยบาย
นอกจากนี้ ในเอกสารแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล (พ.ศ.2558-2564) ระบุถึงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทะเลของไทยไว้ตอนหนึ่งว่า สำหรับความท้าทาย และสิ่งจำเป็นที่ต้องได้รับการให้ความสำคัญคือ การแก้ไขปัญหา "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการทำประมงที่ผิดกฎหมายและความขัดแย้งเรื่องทรัพยากร
จากนั้นวันที่ 24 ธันวาคม 2557 พล.อ.ประวิตร พร้อมด้วย พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ ได้เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าพบ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และพล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมกัมพูชา
ต่อมา วันที่ 17 มกราคม 2558 กระทรวงการต่างประเทศได้ออก "เอกสารข่าว" ผลการประชุมเจซี ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 9 ที่ระบุถึงความเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เป็น "ชายแดนแห่งสันติภาพ และความมั่งคั่ง" โดยหนึ่งในหัวข้อในการหารือ คือ การต่อการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาในอ่าวไทย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเขตแดนในทะเลวิเคราะห์กรณีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ได้ท้วงติงว่า การเดินตามกรอบของเอ็มโอยู 2544 เสี่ยงที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบในการแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเลที่มี "พื้นที่ทับซ้อน" กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร
สาระสำคัญของเอ็มโอยู 2544 คือ 1.พื้นที่ด้านบนประมาณ 10,000 ตร.กม. ตั้งแต่ละติจูด 21 องศาขึ้นไปให้มีการปักปันเส้นเขตแดน และ 2. พื้นที่ด้านล่างอีก 16,000 ตร.กม. ให้ทำเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน หรือเจดีเอ
"การแบ่งปันผลประโยชน์ดังกล่าวอาศัยหลักการอะไร และได้มีการสำรวจหรือไม่ว่า แหล่งทรัพยากรธรรมชาติอยู่ตรงไหน ซึ่งในเมื่อยังไม่มีความชัดเจนก็ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่า การแบ่งปันผลประโยชน์มีความเป็นธรรมหรือไม่ แต่ถ้าทำแล้ว มีคำตอบ และประชาชนยอมรับได้ก็คงไม่มีปัญหาอะไร"
ข้อสังเกตดังกล่าวสอดคล้องกับเสียงท้วงติงจากฝ่ายต่อต้าน ที่ไม่ได้ติดใจในเรื่องการนำทรัพยากรในทะเลขึ้นมาใช้ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย
หากแต่สูตรในการแบ่งปันผลประโยชน์ต้องเป็นไปอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และตอบข้อสงสัยของประชาชนได้
รัฐบาลก็ได้รับบทเรียนเบื้องต้นมาแล้วในการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ที่ต้องชะลอออกไปก่อน..???



