
ไอซีเอโอจี้ไทยจุดเสี่ยงมาตรฐานการบิน
ไอซีเอโอจี้ไทยจุดเสี่ยงมาตรฐานการบิน : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
วันที่ 19-30 มกราคม 2558 "ไอซีเอโอ" องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization) ส่งผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานตรวจสอบกำกับดูแลความปลอดภัยสากล เข้ามาประเทศไทยเพื่อสอดส่องดูว่า "กรมการบินพลเรือน" ทำงานอย่างไร มีระบบความปลอดภัยได้มาตรฐานหรือไม่ ?
ปรากฏว่าผ่านการตรวจสอบไปเพียง 11 วัน สื่อมวลชนเปิดเผยข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า ไทยได้อันดับคะแนนต่ำสุดในอาเซียน โดยไทยมีคะแนนเพียง 36 คะแนน กัมพูชา 40 คะแนน อินโดนีเซีย 45 คะแนน เวียดนาม 56 คะแนน ส่วนสิงคโปร์ได้มากที่สุด 99 คะแนน แม้ว่าจะไม่ได้ระบุแหล่งที่มาของข้อมูลดังกล่าว แต่ผู้คนก็สงสัยว่า
ทำไมมาตรฐานควบคุมการเดินอากาศของไทยตกต่ำถึงเพียงนี้ !?!
กรมการบินพลเรือน พยายามให้ข้อมูลตอบโต้ว่า "ไอซีเอโอ" มาตรวจจริง แต่ไม่ได้ลดอันดับไทยหรือให้คะแนนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เป็นการตรวจและให้คำแนะนำตามปกติของสมาชิกตาม "อนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ" ปัจจุบันมีอยู่ 191 ประเทศ ประเทศไทยถูกตรวจมาแล้ว 3 ครั้ง ในปี 2542 ปี 2548 และปี 2558
โดยจุดที่ตรวจเพื่อประเมินประสิทธิภาพในการดำเนินงานมีทั้งหมด 8 ข้อ ได้แก่ 1.กฎหมายและกฎระเบียบ 2.หน่วยงานดูแลความปลอดภัย 3.ใบอนุญาตเจ้าหน้าที่ 4.ด้านปฏิบัติการตัวเครื่องบิน 5.การเดินอากาศ 6.การสอบสวนอุบัติเหตุ 7.ด้านบริการเดินอากาศ 8.ด้านสนามบิน และภาคพื้นดิน
นอกจากนี้ ยังตรวจอีก 2 องค์ประกอบหลักคือ "ส่วนที่กลไกรัฐต้องจัดให้มี" (Establish) คือ 1.ด้านกฎหมายหลักของกรมการบินพลเรือน 2.ด้านระเบียบเฉพาะเรื่อง 3.การกำกับดูแลความปลอดภัย 4.ด้านคุณสมบัติเจ้าหน้าที่และการฝึกอบรม 5.แนวปฏิบัติทางเทคนิค เครื่องมือและข้อกำหนดด้านความปลอดภัย และ "ส่วนที่รัฐจัดตั้งขึ้นมา" (Implemented) ได้แก่ 1.การอนุญาต การรับรองและการให้อำนาจหน้าที่ 2.การติดตามกำกับดูแล และ 3.มาตรการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย
หลังจากทีมไอซีเอโอเข้ามาตรวจสอบเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ กรมการบินพลเรือนได้รับแจ้งว่า มีจุดบกพร่อง 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ "มาตรฐานกำกับดูแล" หมายถึง ประเทศไทยให้ใบอนุญาต “สายการบิน” ต่างๆ ง่ายดายเกินไป ควรตรวจสอบเข้มมากกว่านี้ เช่น เมื่อสายการบินแจ้งว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง ก็ควรส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจว่ามีจริงหรือไม่ เพราะแค่เขียนคำว่า "มี" ในเอกสารที่ยื่นให้ตรวจคงไม่เพียงพอ โดยเฉพาะสายการบินเล็กๆ ที่บริการให้เช่าเหมาลำเครื่องบิน บางบริษัทมีเครื่องบินเพียง 1 ลำขนาด 4 ที่นั่ง หรือมีเพียงเฮลิคอปเตอร์ลำเดียว
ในอดีตเคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้ว บางประเทศในยุโรปไม่ให้สายการบินเอกชนแห่งหนึ่งบินเข้าประเทศ เนื่องจากตรวจพบว่าคู่มือการบินฉุกเฉินเป็นเล่มเก่า ไม่ได้เป็นฉบับอัพเดทหรือฉบับที่ปรับปรุงใหม่ล่าสุด
ทั้งนี้ ทีมไอซีเอโอ แนะนำให้ประเทศไทยจัดระบบใหม่ โดยแยกระหว่าง “ผู้ออกใบอนุญาต” และ “ผู้ตรวจสอบ” ออกจากกัน เพราะที่ผ่านมา กรมการบินพลเรือนเป็นผู้ให้ใบอนุญาตและเป็นผู้ตรวจสอบกำกับดูแลเอง จึงเป็นไปได้ที่การตรวจจะไม่เข้มข้น อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรืออาจช่วยกันปกปิดจุดบกพร่องต่างๆ กระทรวงคมนาคมออกมารับลูกข้อแนะนำนี้ โดยแสดงความเห็นด้วยให้หน่วยงานที่ออกใบอนุญาตสายการบินและนักบิน ย้ายมาขึ้นตรงกับกระทรวงคมนาคม
นอกจากนี้ ยังแนะนำเรื่อง "มาตรฐานความปลอดภัย" การดูแลเกี่ยวกับขนส่งสินค้าอันตราย หรือการไม่ส่งเจ้าหน้าที่ไปฝึกอบรมเพิ่มเติม ไอซีเอโอให้ความสำคัญมากกับปัญหานี้ เพราะการจัดอบรมนั้นจะมีการแนะนำความรู้ใหม่ๆ หรือให้คำแนะนำปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น ความรู้เรื่องสารเคมีอันตรายที่ห้ามขนส่งทางอากาศ หรือสถานการณ์รับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ภัยก่อการร้าย ฯลฯ
ส่วนคำแนะนำสำคัญสุดคือ ให้ประเทศไทยจัดทำกฎหมายใหม่ขึ้นมา เพื่อดูแลควบคุมการเดินอากาศและมีบทลงโทษที่ชัดเจน
"สมชาย พิพุธวัฒน์" อธิบดีกรมการบินพลเรือน อธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาไทยไม่มีกฎหมายเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่จะให้สายการบินไปทำตามรายละเอียดหรือข้อกำหนดต่างๆ ในภาคผนวกของ "องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ" และไทยใช้มาตรฐานเดียวกันนี้ในการตรวจสอบ
"ในภาคผนวกหรือกฎระเบียบที่ไอซีเอโอแนะนำ เป็นคู่มือด้านความปลอดภัยหรือหลักปฏิบัติต่างๆ ให้สายการบินทำตามเกือบ 1 หมื่นข้อ ทางเราเห็นว่าดีอยู่แล้ว ก็ให้ทำตามนั้น แต่ตอนนี้เขาอยากให้ไทยมีกฎหมายของตัวเอง จะได้มีบทลงโทษหรือรายละเอียดที่เหมาะสมเพิ่มเติม ซึ่งตอนนี้กำลังพิจารณากันว่า ต้องออกเป็นร่างกฎหมายฉบับใหม่ เช่น พ.ร.บ.ควบคุมการเดินอากาศหรือชื่ออื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน"
อธิบดีสมชาย ยอมรับว่า ทีมตรวจครั้งนี้ลงรายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่าง เช่น เรื่องผลตอบแทนหรือเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานทั่วโลก เขาอยากให้ปรับปรุงเพื่อให้มีบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานมากขึ้น ส่วนปัญหาเรื่องการฝึกอบรมนั้น ได้ชี้แจงไปแล้วว่า เจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ เพราะมีอยู่เพียง 20 คนเท่านั้น จากนี้ไปคงต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่ในส่วนนี้เพื่อให้สามารถหมุนเวียนไปอบรมได้
หลังจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเหลือเวลาประมาณ 3 เดือน ที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ แต่ถ้าทำไม่ทันกำหนดจะมีบทลงโทษอย่างไร
"ผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเราพร้อมทำตามที่ไอซีเอโอแนะนำอยู่แล้ว ตอนนี้กำลังจะเสนอแผนขั้นแรกในวันที่ 2 มีนาคม 2558 ถ้าผ่าน จะมีเวลา 90 วัน จนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2558 จากนั้นคณะกรรมการต้องเข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง"
หาก "กรมการบินพลเรือน" ไม่สามารถแก้ไขจุดบกพร่องได้ทัน ไม่มีหน่วยงานใดมีสิทธิห้ามสายการบินของไทยขึ้นบินบนท้องฟ้า หรือมาลงโทษตำหนิต่อว่าประเทศไทยไม่ได้ด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ทำได้มีเพียงประกาศเตือนในเว็บไซต์ไอซีเอโอ www.icao.int ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ "ไม่ปลอดภัย" !



