ข่าว

‘แผ่นดินไหว’ภัยพิบัติใกล้ตัวจับตา14รอยเลื่อนเขย่าไทย

‘แผ่นดินไหว’ภัยพิบัติใกล้ตัวจับตา14รอยเลื่อนเขย่าไทย

02 มี.ค. 2558

‘แผ่นดินไหว’ภัยพิบัติใกล้ตัว จับตา14รอยเลื่อนเขย่าไทย : พัฐอร พิจารณ์โสภณรายงาน

            ร่องรอยความเสียหายทั้งต่อสิ่งปลูกสร้างระบบสาธารณูปโภค ถนนหนทาง รวมถึงบ้านเรือนของประชาชนในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคเหนือ และเหตุเขย่าขวัญชาวปักษ์ใต้ฝั่งทะเลอันดามันเมื่อวันก่อน ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยต่างจับตาภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว ที่ในรอบหลายปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย

            แผ่นดินไหว เป็นภัยพิบัติ ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ซึ่งพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจึงควรต้องเรียนรู้และเตรียมการรับมืออยู่ตลอดเวลา เพราะการเตรียมรับมือที่ดีจะช่วยลดความสูญเสียได้ดีที่สุดหากเกิดภัยพิบัติร้ายแรงขึ้นจริง

            ข้อมูลการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งรวบรวมไว้โดยสำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ในรอบเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวขึ้นในไทยมากถึง 23 ครั้ง ในห้วงเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

            ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อเวลา 11.38 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ คือเหตุแผ่นดินไหวล่าสุด มีความรุนแรงขนาด 1.9 มีศูนย์กลางลึกลงไปใต้ดินประมาณ 1 กิโลเมตร ใน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ก่อนหน้านั้นเวลา 21.11 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ก็เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาด 2 ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 2 กิโลเมตร ใน อ.สรวย จ.เชียงราย เช่นกัน

            เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4 ขึ้นในเวลา 06.02 น. ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 2 กิโลเมตร บริเวณอ่าวพังงา ทางทิศใต้ของเกาะยาวใหญ่ อ.เกาะยาว จ.พังงา ก่อนหน้านั้นวันเดียวเกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.7 ที่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ลึกลงไปใต้ดิน 2 กิโลเมตร ในเวลา 19.35 น.

            14.16 น. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ แผ่นดินไหวขนาด 1.9 ใน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย โดยก่อนหน้านั้น 10 ชั่วโมง เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.2 ลึกลงไปในพื้นดิน 2 กิโลเมตร ใน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เช่นกัน

            16 กุมภาพันธ์ เวลา 06.05 น. แผ่นดินไหวขนาด 3.3 ลึกไปใต้ดิน 3 กิโลเมตร ที่ อ.พาน จ.เชียงราย โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เวลา 07.30 แผ่นดินไหวขนาด 3.2 ลึกลงไปใต้ดิน  3 กิโลเมตร ใน อ.แม่ลาว จ.เชียงราย

            14 กุมภาพันธ์ เวลา 21.08 น. แผ่นดินไหวขนาด 1.7 ลึกลงไป 4 กิโลเมตรใต้ผิวดิน ที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย, 13 กุมภาพันธ์ เวลา 01.30 น. แผ่นดินไหวขนาด 3.0 ลึกลงไปใต้ดิน 2 กิโลเมตร ที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย, 9 กุมภาพันธ์ เวลา 23.14 น. แผ่นดินไหวขนาด 2.3 ลึกลงไปใต้ดิน 7 กิโลเมตร ที่ ต.นิคมพัฒนา อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ก่อนหน้านั้น 4 ชั่วโมง เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.0 ลึกลงไป 8 กิโลเมตร ใต้ผิวดิน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

            18.50 น. วันเดียวกัน เกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.0 ลึกลงไปใต้ดิน 8 กิโลเมตร ใน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย, 7 กุมภาพันธ์ เวลา 13.06 น. แผ่นดินไหวขนาด 2.0 ลึกลงไปใต้ดิน 1 กิโลเมตร ใน อ.เมือง จ.เชียงราย, 6 กุมภาพันธ์ เวลา 16.05 น. แผ่นดินไหวขนาด 2.3 ลึกลงไปใต้ผิวดิน 6 กิโลเมตร ที่ ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

            5 กุมภาพันธ์ เวลา 08.18 น. แผ่นดินไหวขนาด 2.0 ลึกใต้ดิน 2 กิโลเมตร ที่ อ.ดอกคำใต้ จ. พะเยา, 4 กุมภาพันธ์ เวลา 02.36 น. แผ่นดินไหวขนาด 2.3 ลึกใต้ดิน 7 กิโลเมตร ใน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

            3 กุมภาพันธ์ เวลา 19.33 น. แผ่นดินไหวขนาด 2.6 ลึกใต้ดิน 5 กิโลเมตร ที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ก่อนหน้านั้น 1 ชั่วโมง เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.5 ลึกใต้ดิน 1 กิโลเมตร ที่ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย

            2 กุมภาพันธ์ เวลา 18.51 น.แผ่นดินไหวขนาด 2.6 ลึกใต้ดิน 1 กิโลเมตร ที่ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ก่อนหน้านั้น 4 ชั่วโมง เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.2 ลึกใต้ดิน 1 กิโลเมตร ใน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และเวลา 11.52 น. วันเดียวกันก็เกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.3 ใน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เวลา 13.54 น. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.4 ใน อ.เมือง จ.เชียงราย

            กรณีแผ่นดินไหวขนาด 4 ในอ่าวพังงา เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างสร้างความหวาดหวั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพราะบริเวณนั้นเคยผจญกับภัยพิบัติร้ายแรงจากโศกนาฏกรรม “สึนามิ” คลื่นยักษ์กลืนเมืองมาก่อน จาก “คลื่นยักษ์สึนามิ” ที่เกิดจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่บริเวณหัวเกาะสุมาตราเมื่อปลายปี 2547

            ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งวิจัยเกี่ยวกับรอยเลื่อนคลองมะรุ่ยมาเป็นเวลานาน ระบุว่า แผ่นดินไหวขนาด 4 ในอ่าวพังงา จุดศูนย์กลางเป็นช่วงปลายของรอยเลื่อนแผ่นเปลือกโลกคลองมะรุ่ย ซึ่งระยะหลังเกิดแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง แต่เนื่องจากมีขนาดเล็กจึงไม่ค่อยเป็นที่สนใจมากนัก

            "2 ปีที่แล้ว ที่ภูเก็ตก็มีไหวขนาด 4 กว่าๆ เหมือนกัน ตอนนั้นเกิดใกล้กับเมือง ทำให้เกิดผลกระทบค่อนข้างเยอะ แต่ครั้งนี้ไปอยู่ที่เกาะ ในทะเล จึงส่งผลกระทบน้อยกว่า เป็นไปได้ว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยในระยะหลังในพื้นที่ภาคใต้ เกิดจากผลพวงจากแผ่นดินไหวใหญ่ที่เกาะสุมาตราเมื่อปี 2547 มันอาจจะทำให้เกิดการสะสมพลังงานบริเวณนี้ได้ เพราะทางใต้ของประเทศไทยถูกบิดตัวไปตั้งแต่แผ่นดินไหวครั้งนั้น เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ พื้นดินบริเวณแนวรอยเลื่อนก็เหมือนแก้วที่มีรอยร้าวเมื่อจับมันบิดก็จะยิ่งมีรอยร้าวมากขึ้น" 

            ในพื้นที่ภาคใต้จากสถิติที่ผ่านมามีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเป็นระยะ เช่นเดียวกับภาคเหนือ และภาคตะวันออก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่มีพลังพาดผ่าน โดยภาคใต้มีแนวรอยเลื่อนแผ่นเปลือกโลก 2 แนว คือ รอยเลื่อนคลองมะรุ่ยที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด อีกรอยเลื่อนขึ้นมาทางเหนือเล็กน้อยคือ รอยเลื่อนระนอง ที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดปานกลางหรือขนาดใหญ่มาสักพันปีมาแล้ว

            ผศ.ดร.ภาสกร ให้ข้อมูลด้วยว่า แผ่นดินไหวมักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เคยเกิดแผ่นดินไหวมาก่อน รอยเลื่อนคลองมะรุ่ยเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงมาเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงถือว่าเป็นรอยเลื่อนที่มีศักยภาพที่อาจจะเกิดแผ่นดินไหวได้ในอนาคต และเป็นที่น่าสังเกตว่า ทำไมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาจึงเกิดแผ่นดินไหวบริเวณนี้ถี่ขึ้น

            แต่หากเทียบสถิติแล้วพื้นที่ภาคใต้ยังเกิดแผ่นดินไหวน้อยกว่าพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันตก ซึ่งแผ่นดินไหวค่อนข้างถี่ในระยะนี้ เพราะมีแนวรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกพาดผ่านพื้นที่หลายรอยเลื่อน

            ในไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 14 รอยเลื่อน คือ รอยเลื่อนแม่จัน พาดผ่าน จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย รอยเลื่อนแม่อิง พาดผ่าน จ.เชียงราย รอยเลื่อนแม่ฮ่องสอน พาดผ่าน จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก รอยเลื่อนแม่เมย พาดผ่าน จ.ตาก จ.กำแพงเพชร รอยเลื่อนแม่ทา พาดผ่าน จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.เชียงราย รอยเลื่อนแม่เถิน พาดผ่าน จ.ลำปาง จ.แพร่ รอยเลื่อนพะเยา พาดผ่าน จ.พะเยา จ.เชียงราย จ.ลำปาง รอยเลื่อนปัว พาดผ่าน จ.น่าน รอยเลื่อนอุตรดิตถ์ พาดผ่าน จ.อุตรดิตถ์ รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ พาดผ่าน จ.กาญจนบุรี รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ พาดผ่าน จ.กาญจนบุรี จ.สุพรรณบุรี จ.อุทัยธานี จ.ตาก รอยเลื่อนระนอง พาดผ่าน จ.ระนอง จ.ชุมพร จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.พังงา รอยเลื่อนคลองมะรุ่ย พาดผ่าน จ.สุราษฎร์ธานี จ.กระบี่ จ.พังงา และรอยเลื่อนเพชรบูรณ์ พาดผ่าน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งรอยเลื่อนที่ว่านี้ครอบคลุมพื้นที่ 22 จังหวัด ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ซึ่งจังหวัดเหล่านี้มีโอกาสจะเกิดแผ่นดินไหวได้ทุกเมื่อ ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

            ผศ.ดร.ภาสกร แนะนำว่า ในจังหวัดที่มีรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกพาดผ่านควรจะดูแลสิ่งปลูกสร้างให้มีความมั่นคงแข็งแรง และต้องเรียนรู้ถึงวิธีรับมือกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสถิติการเกิดแผ่นดินไหวที่ผ่านมาพบว่าความรุนแรงขนาด 3 จะทำลายสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง ส่วนขนาดระดับ 5 ขึ้นไป จะสร้างความเสียหายในวงกว้าง ในไทยเคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 มาแล้ว ที่ จ.เชียงราย เมื่อ 9 เดือนก่อน สร้างความเสียหายในวงกว้าง ทั้งสิ่งปลูกสร้าง อาคารบ้านเรือนของประชาชน หรือแม้กระทั่งถนนหนทางที่เสียหายไปจำนวนมาก

            ภัยพิบัติแผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทย จึงควรเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ ซึ่งสำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา ให้ข้อแนะนำไว้ว่า เมื่อเกิดแผ่นดินไหว สิ่งที่สำคัญคือ อย่าตกใจ และให้มีสติ หากอยู่ในอาคารให้หลบใต้โต๊ะที่แข็งแรงอยู่ให้ห่างจากกระจกและหลีกเลี่ยงบริเวณที่จะมีของหล่นใส่ อย่าใช้ลิฟต์ขณะมีการสั่นไหว หากอยู่นอกอาคาร ให้อยู่ด้านนอก ในที่โล่ง อยู่ให้ห่างจากอาคาร เสาไฟ สายไฟฟ้า ต้นไม้ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งของที่อาจหล่นใส่

            หลังแผ่นดินไหว มักจะมีการเกิดอาฟเตอร์ช็อก ซึ่งทั่วไปมีความรุนแรงน้อยกว่า แต่ก็อาจสร้างความเสียหาเพิ่มเติม ควรหลีกเลี่ยงบริเวณสิ่งก่อสร้างที่เสียหายหรือพังทลาย และควรตรวจสอบข่าวสารให้ดี อย่าหลงเชื่อข่าวลือ.!