ข่าว

ทางรอดแก้ปัญหาช้างป่าทำร้ายชาวบ้าน

ทางรอดแก้ปัญหาช้างป่าทำร้ายชาวบ้าน

01 มี.ค. 2558

จัดชุดลาดตระเวน-เพิ่มไฟส่องสว่าง ทางรอดแก้ปัญหาช้างป่าทำร้ายชาวบ้าน : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค

 
                         คนรุกป่าหรือสัตว์ป่าไล่ล่าคน กลายเป็นข้อถกเถียงเพื่อหามาตรการป้องกันและตีกรอบหลักเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกันของทั้งสองฝ่ายอย่างผาสุก เมื่อธรรมชาติของสัตว์ต้องลงมาหาอาหารประทังชีวิตในขณะที่ป่าถูกรุกรานจากคนจนทำให้การโหยหาอาหารเป็นไปอย่างลำบาก 
 
                         หน่วยงานอนุรักษ์ป่า และสัตว์ป่าจากหลายพื้นที่ได้ส่งตัวแทนร่วมระดมความคิดเห็น อาทิ นิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  ร่วมกับ เชิดชัย จริยะปัญญา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 3 (สาขาบ้านโป่ง) วัฒนา พรประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สาขาเพชรบุรี) กมล นวลใย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พรชัย ถมกระจ่าง นายอำเภอหัวหิน สุนันทา พิมพ์ไทย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์...
 
                         อาจกล่าวได้ว่า นี่คือการวางแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน หลังจากเกิดเหตุการณ์ช้างป่าทำร้ายชาวบ้าน จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ...!
 
                         ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคม 2557 ได้เกิดเหตุช้างป่าทำร้ายคนบาดเจ็บ และเสียชีวิตบนถนนสายหนองพลับ-ป่าละอู ระหว่างหน่วยอุทยานหุบเต่า-ฐานตำรวจพลร่มพรุไทร เขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หมู่ 1 ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน มีผู้เสียชีวิตเป็นหญิงอายุ 56 ปี ขณะที่สามีอายุ 67 ปี ได้รับบาดเจ็บ
 
                         ที่มาของเหตุร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองขับรถจักรยานยนต์เพื่อที่จะกลับบ้านพักที่ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ โดยเป็นการขับรถตามหลังรถกระบะ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ พบกับช้างป่าที่ยืนขวางถนน และได้เข้าทำร้ายบุคคลทั้ง 2 ก่อนที่จะกลับเข้าป่า
 
                         เหตุร้ายที่เกิดขึ้นจึงเป็นที่มาของการที่จะหาทางป้องกัน โดยรูปแบบที่วางเอาไว้ประกอบด้วย การจัดกำลังของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทหารชุดเฉพาะกิจจงอางศึก และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านห้วยสัตว์ใหญ่ ร่วมกันออกลาดตระเวนไปตามถนนสายหัวหิน-ป่าละอู ทางเข้า ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ เป็นระยะทางรวม 9 กิโลเมตร โดยจะทำภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่ใช้เส้นทางนี้ การจัดทำป้ายเตือนอันตรายตลอด 2 ฝั่งถนน รวม 30 จุด ด้วยกัน
 
                         ขณะที่มาตรการในระยะกลางคือ การขอให้อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ ในฐานะเจ้าของพื้นที่โดยตรง จัดสรรงบประมาณในการติดตั้งไฟส่องสว่างตลอดเส้นทาง  ระยะทาง 9 กิโลเมตร เพื่อให้ง่ายต่อการเฝ้าสังเกตเหตุร้าย ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ จะติดตั้งกล้องวงจรปิด 30 ตัว เพื่อทำหน้าที่ในการดูพฤติกรรมช้างป่า เพื่อคอยแจ้งเตือนภัยแก่ผู้ที่ใช้เส้นทาง และจะมีการปรับปรุงหน่วยพิทักษ์เขาหุบเต่าให้เป็นศูนย์เฝ้าระวังช้าง มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจตลอดเวลา
 
                         แนวทางข้างต้นนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ วีระ ศรีวัฒนตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เสนอเรื่องไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หลังเกิดเหตุร้ายขึ้น โดยเห็นควรว่าให้หาทางเคลื่อนย้ายช้างป่าที่พฤติกรรมดุร้าย ออกไปจากพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ขึ้นอีก      
 
                         นิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ข้อเสนอที่จะให้ผลักดันช้างป่าให้ออกไปจากพื้นที่ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และไม่มั่นใจว่าการขับไล่ช้างป่า จะไปสร้างปัญหาในพื้นที่อื่นหรือไม่ เรื่องนี้ต้องศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน จะต้องมีการสำรวจติดตามพฤติกรรมของช้างป่า อีกทั้งหากจะมีการเคลื่อนย้ายไป ก็จะต้องดูในเรื่องของแหล่งอาหาร สภาพพื้นที่ และที่สำคัญจะต้องไม่ไปก่อปัญหาในถิ่นใหม่ที่ย้ายช้างป่าเข้าไป ยอมรับว่าแนวคิดไม่ใช่สิ่งที่ทำได้โดยง่าย อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว
 
                         สุนันทา พิมพ์ไทย นายก อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาในพื้นที่ประสบปัญหาช้างป่าออกมากัดกินพืชไร่ และล่าสุดคือเกิดเหตุช้างป่าทำร้ายชาวบ้านเสียชีวิต สิ่งที่ อบต. ได้เข้าไปดูแลก็คือ จัดสรรงบประมาณเดือนละ 4 หมื่นบาท เพื่อจัดชุดอาสาสมัครเฝ้าระวัง ขณะที่ในส่วนของฝ่ายปกครอง คืออำเภอหัวหิน ได้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.) เข้ามาสนับสนุนภารกิจ
 
                         "ปัญหาช้างป่าทำร้ายเคยเกิดขึ้นมาแล้วในเดือนสิงหาคม 2556 ครั้งนั้น อบต.ได้เสนอให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ย้ายช้างป่า 6 ตัว ซึ่งมีลักษณะดุร้าย  ออกนอกพื้นที่ โดยผลักดันให้อยู่ที่ป่าเขาพะเนินทุ่ง   ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แต่คำตอบที่ได้รับจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ คือ ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง และที่ผ่านมายังไม่เคยมีการย้ายช้างป่าออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ รวมทั้งต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามหลักวิชาการอีกด้วย   สิ่งที่ทำได้คือการแจ้งเตือนภัยเท่านั้น"  
 
                         มนูญ ทองแย้ม กำนันตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ กล่าวว่า ทางพื้นที่ขอสะท้อนว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือ ต้องผลักดันช้างป่าที่ทำร้ายชาวบ้านจนเสียชีวิตออกไป ช้างป่าที่อยู่ตามถนนบางคืนมีหลายสิบตัว ส่วนช่วงเช้า และเย็นบางวันมี 1-4 ตัว ระยะหลังชาวบ้านต่างพบว่า ช้างป่าเริ่มมีนิสัยดุร้ายมากขึ้น
 
                         "ช้างกับคนควรอยู่ร่วมกันได้ก็จริง แต่กรณีช้างป่าทำร้ายชาวบ้านจนถึงขั้นเสียชีวิต ผมเห็นว่าก็ต้องมีมาตรการเคลื่อนย้ายออกไปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะนี้ขึ้นอีก ชีวิตชาวบ้านก็มีค่า ไม่เกิดขึ้นกับใครไม่มีใครรู้ อย่าลืมว่าคนเรามีขีดจำกัด ไม่อยากให้เกิดปัญหาคนไปทำร้ายช้างขึ้นมาอีก จึงต้องยุติปัญหาก่อนจะลุกลาม"   
 
                         วัชระ คำพร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 บ้านเฉลิมพร ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ กล่าวว่า ปัจจุบันช้างป่าเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยหากินอยู่ป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แต่ปัจจุบันได้ออกมาหากินในพื้นที่ทั้ง ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งปกติช้างป่าจะมีเส้นทางออกหากินที่หมุนไปตามหมู่บ้านต่างๆ ใน 2 ตำบล คือ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน  จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แต่ระยะหลังจำนวนช้างเริ่มมีเพิ่มขึ้น และสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน
 
                         "ช่วงกลางคืนช้างป่าจะพากันออกมากัดกินพืชไร่   ทำให้ต้องจัดชุดรักษาความสงบเรียบร้อยของหมู่บ้านเฉลิมพร คอยเฝ้าระวังช้างป่าที่จะออกมากัดกินพืชไร่ ด้วยวิธีการใช้ลูกโป่งใส่หนังสติ๊กยิงให้เกิดเสียงดัง เพื่อให้ช้างกลับออกจากพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะรักษาพืชผลทางการเกษตรเอาไว้ ถึงแม้จะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดก็ตาม"  
 
                         กมล นวลใย หัวหน้าอุทยานแห่ชาติแก่งกระจาน  กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าลงพื้นที่แล้ว เพื่อจะหามาตรการแก้ไขทางวิชาการในการกำหนดรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน
 
                         "กรณีที่ชาวบ้านเรียกร้องให้มีการเคลื่อนย้ายช้างป่าที่ก่อเหตุออกไปนั้น จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าช้างตัวไหนมีพฤติกรรมก้าวร้าว ทั้งจะต้องศึกษาว่าจะเคลื่อนย้ายไปไว้ที่ไหนอย่างไร ก่อปัญหาตามมาหรือไม่ เช่น ระยะทางไกลหรือไม่ กระทบต่อชุมชนใหม่หรือไม่ มีแหล่งอาหารเพียงพอหรือไม่ และจะเข้ากับช้างป่าถิ่นเดิมได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่สำคัญต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน" 
 
                         การแก้ปัญหาช้างป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ออกจากป่ามากัดกินพืชไร่ และทำร้ายคน มีการเสนอทางออกว่า ให้สร้างรั้วกันช้าง แยกพื้นที่ระหว่างคนกับช้างป่า โดยให้ช้างป่าอยู่ในป่า แต่ปัญหาอยู่ที่ไม่มีงบประมาณของทางราชการมาสนับสนุน เพราะหากทำเป็นรั้วขึ้นมาในส่วนของ จ.เพชรบุรี   ต้องสร้างทั้งหมดรวมความยาว 13 กิโลเมตร ขณะที่ในส่วน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต้องสร้างทั้งหมดรวมระยะทาง 40 กิโลเมตร
 
                         ข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ และความไม่มั่นใจว่าแนวทางนี้จะป้องกันช้างป่าไม่ให้ออกจากป่ามายังพื้นที่เกษตรได้จริง ทำให้สิ่งที่สามารถทำได้ในขณะนี้คือการหาทางเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย เพื่อลดความสูญเสีย...!
 
 
 
 
 
--------------------
 
(จัดชุดลาดตระเวน-เพิ่มไฟส่องสว่าง ทางรอดแก้ปัญหาช้างป่าทำร้ายชาวบ้าน : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค)