
'นายกฯคนนอก'วิกฤตเท่านั้น!
28 ก.พ. 2558
'อภิสิทธิ์' แนะ กมธ.ยกร่างฯ เขียนให้ชัด 'นายกฯคนนอก' ต้องมาตอนวิกฤตเท่านั้น เตือนทบทวนหลายประเด็น หวั่นทำการเมืองถอยหลัง
28 ก.พ. 58 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้นายกรัฐมนตรี มาจากคนนอก โดยไม่ต้องเป็น ส.ส. ว่า ยืนยันไปตั้งแต่ต้นแล้วว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ควรจะทำให้ถอยหลัง เพราะระบบการเมืองของเราพัฒนามาถึงจุดที่ให้นายกรัฐมนตรี ผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยประชาชน ซึ่งถือเป็นหลักสากล แต่ กมธ.ยกร่างฯ มักพูดในทำนองว่า เพื่อเป็นการแก้ไขในภาวะวิกฤต แต่ยังไม่เห็นร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าเป็นเงื่อนไขพิเศษอย่างไร
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าเขียนไว้ในลักษณะทั่วไป ประเด็นดังกล่าวจะทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ถูกมองว่าถอยหลัง และมีแรงกดดันตามมา ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับเลือกตั้งที่ถูกเสนอมาด้วย ถ้ามีพรรคการเมืองที่ไม่ใช่เสียงข้างมาก ก็จะเป็นระบบที่ไปส่งเสริมให้พรรคขนาดเล็กมีอำนาจต่อรองมากเกินกว่าที่ประชาชนมอบให้ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง และเมื่อมีการเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องเป็น ส.ส. ยิ่งทำให้เป็นเงื่อนไขต่อรองมากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สงสัยว่าภาวะวิกฤตที่ประสบกันมาในรอบ 10 ปี ที่มีสถานการณ์จะนำนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้เป็น ส.ส.เข้ามาแก้ไขนั้น เกิดในช่วงที่ไม่มีสภา มันไม่ได้เกิดช่วงที่มีสภา ซึ่งการไม่มีสภา ก็ไม่มี ส.ส.อยู่แล้ว เป็นคนละเรื่องกับบททั่วไป จึงต้องมาพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจน และถ้าบอกว่าให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามปกติ หากเกิดวิกฤตและอยากเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาได้ ก็ต้องเขียนให้ชัดว่าเงื่อนไขคืออะไรที่ถือเป็นวิกฤตจนต้องมีนายกรัฐมนตรี ที่มาจากคนนอก แต่ถ้าไประบุเป็นบททั่วไป ต้องระมัดระวัง เพราะทั่วโลกจับตาดูการยกร่างรัฐธรรมนูญของไทยจะมีปัญหาหรือไม่
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เคยเตือนแล้วว่าการจะยุบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้ากับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จะทำให้ประเทศไทยต้องเหนื่อยกับการชี้แจงประชาคมโลก ว่าทำไมรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงไม่มี กสม.อยู่เหมือนในอดีต ซึ่งการนำ กสม.ไปยุบรวมกับองค์กรอื่น เป็นคนละสถานะในสายตาของประชาคมโลก
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตทำได้ยากหรือไม่ เพราะมีขั้นตอนมาก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่ามีการแยกแยะไว้อย่างไร แต่เห็นว่าบทบัญญัติบางเรื่องในรัฐธรรมนูญก็คงจะแก้ยาก แต่ถ้าเป็นบทบัญญํติที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง หรือไปเอื้อเพื่อเป็นการเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง ก็ไม่ควรจะแก้ยาก มิฉะนั้นรัฐธรรมนูญจะขาดความยืดหยุ่น แต่สิ่งสำคัญในตอนนี้ คือ เมื่อเริ่มมีบทบัญญัติที่อาจมีข้อโต้แย้งจำนวนมาก ยืนยันว่าการทำประชามติจะเป็นทางออกที่เหมาะสม เพื่อทำให้เกิดการยอมรับในตัวรัฐธรรมนูญ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ส.ส.ที่เป็นผู้แทนของประชาชนควรมีสิทธิ์แก้ไขได้ เพียงแต่ต้องไม่เป็นการใช้อำนาจแก้ไขเพื่อเอื้อให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจจนทำให้การตรวจสอบ หรือถ่วงดุลโดยประชาชนเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นเราต้องแยกแยะ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญมีทั้งการแก้ไขเพื่อความจำเป็น หรือเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยที่ไม่ได้กระทบต่อโครงสร้างของดุลอำนาจ หรือหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการตรวจสอบมากขึ้น หรือเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน คิดว่าก็ควรจะแก้ได้ง่าย
"ที่ผมห่วง คือ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ดูจะแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และซ้ำเติมปัญหามากขึ้น โดยเฉพาะบทบัญญัติที่ทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากขึ้น และทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติอ่อนแอลง เช่น กรณีที่กำหนดว่า รัฐสภามีมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องมีการยุบสภาทั้งหมด ซึ่งผมไม่เข้าใจว่า กำหนดประเด็นนี้มาเพื่ออะไร จึงจำเป็นต้องนำเรื่องนี้มาทบทวน เพราะปัญหาที่ผ่านมามีการพูดกันว่า ฝ่ายนิติบัญญัติถ่วงดุลกันไม่ได้ แต่ครั้งนี้กลับจะทำให้การตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติทำได้ยากขึ้นอีก เพราะคนที่เป็นฝ่ายค้าน ก็จะคิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำให้เกิดการยุบสภาไปด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลก"
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่เห็นประโยชน์ของการให้รัฐมนตรีต้องลาออกจากการเป็น ส.ส. เพราะระบบรัฐสภาในหลายประเทศบังคับให้รัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.ด้วย เพราะทำให้รัฐมนตรีต้องใส่ใจงานสภาด้วย แต่ถ้ากำหนดให้รัฐมนตรีต้องไม่เป็น ส.ส. รัฐมนตรีก็ไม่อยากมาร่วมประชุมสภา โดยอ้างว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง ทั้งที่จริงแล้ว ระบบรัฐสภา งานนิติบัญญัติ และการถูกตรวจสอบ เป็นสิ่งที่รัฐมนตรีต้องมาประชุมสภา นอกจากนี้การที่มีรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ระบบเขตในหลายประเทศถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยตรวจสอบรัฐมนตรีคนนั้น เพราะหากรัฐมนตรีคนนั้นทำเรื่องที่ไม่ดี หรือสร้างความเสียหาย เขาก็จะถูกประชาชนในพื้นที่กดดัน จึงอยากให้มีการทบทวนประเด็นเหล่านี้ เพราะไม่เห็นว่าการเป็นรัฐมนตรี และเป็น ส.ส.ด้วยนั้น ขัดตรงไหน ขณะที่ผลประโยชน์ที่น่ากลัวมากกว่า คือ เรื่องภาคธุรกิจ ไม่ใช่การทำหน้าที่ในสภา
ขอข้อมูล 'อนุพงษ์' แจง ป.ป.ช.ปมสลายม็อบ นปช.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งข้อกล่าวหาในฐานะนายกรัฐมนตรี กรณีสั่งการใช้กำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเมือง เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ว่า ยังไม่ได้รับหนังสือจาก ป.ป.ช. แต่ขณะนี้กำลังประสานขอข้อมูลจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. เพื่อขอข้อมูลในระดับปฏิบัติงาน หากข้อมูลเพียงพอ ก็อาจจะไม่ขอเพิ่มพยาน
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่มีความประสงค์ที่จะกดดันใคร แต่ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ทบ. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ ต่างเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย



