
โพลล์ระบุปชช.ให้โอกาสรัฐบาลทำงานต่อ
อภิสิทธิ์ลั่นขออุ้ม "กษิต"ต่อ อ้างแค่โดนหมายเรียกยังไม่ควรโดนปรับออก ยันรบ.จะไม่แทรกการกระบวนการยุติธรรม อดีต ส.ส.ร.ชี้ตร.ตั้งข้อหาร้ายแรงไม่เป็นผลดี โพลล์ระบุปชช.ให้โอกาสรัฐบาลทำงานต่อส่วนใหญ่พอใจมาตรการแก้ศก.
(12ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ถึงกรณีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ถูกพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกในคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่ของรมว.ต่างประเทศเป็นจำนวนมากว่า ตนต้องขอขอบคุณการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่เสียงส่วนใหญ่ระบุให้นายกษิต ควรอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนเสร็จสิ้นภารกิจการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่ จ.ภูเก็ตให้เสร็จสิ้นก่อน
อย่างไรก็ตามตนมองว่าที่ผ่านมา นายกษิตปฏิบัติงานและประสานงานต่างๆ ในเรื่องของการต่างประเทศได้ดีมาโดยตลอด และตนก็ต้องการให้ทำไปจนสิ้นสุด ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายพูดถึงกฎเหล็ก 9 ข้อที่ตนตั้งไว้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่มาเป็นรัฐบาล หากรัฐมนตรีในคณะคนใดทำผิดกฎหมาย ก็จะไม่รอให้คดีความต่างๆ ถึงที่สิ้นสุดนั้น ตนยืนยันยังรักษามาตรฐานยึดถือกฎเหล็ก 9 ข้ออยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าในกรณีของนายกษิตยังอยู่ในแค่ชั้นออกหมายเรียก ซึ่งที่ผ่านมานั้นนายกษิตก็ได้ไปรายงานตัวแล้ว และตนมองว่าการออกหมายเรียกนั้นเกินเลยถึงมาตรฐานที่ปฏิบัติโดยทั่วไป ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปรับให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่มีปัญหาความน่าเชื่อถือ อีกทั้งงานด้านต่างประเทศ ก็มีความคืบหน้าไปมากมายด้วย
" กรณีของนายกษิตนั้น ผมยืนยันว่าไม่มีการยกเว้นกรณีพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับคดีความอื่นๆ รัฐบาลและฝ่ายการเมืองขอยืนยันจะไม่เข้าไปแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง หากมีการร้องขอให้เปลี่ยนพนักงานสอบสวน ผมก็ยินดีจะให้ปฏิบัติตาม แต่ถ้าให้มีการดำเนินคดีกับคนนั้น ไม่เอาผิดกับคนนี้ อย่างนี้ทำไมได้ เพราะผมทำอย่างนั้นเท่ากับเป็นการทำร้ายการเมือง ไม่ว่าใครที่คิดว่า รัฐบาลจะช่วยเหลือนั้น ยืนยันว่าจะไม่มีการช่วย และข่าวทางลบที่ออกมาก็ไม่เป็นความจริง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
อดีต ส.ส.ร.ชี้ตร.ตั้งข้อหาร้ายแรงไม่เป็นผลดี
นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การตั้งข้อหาผู้ก่อการร้ายไม่เป็นผลดีกับผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากว่าผู้ถูกกล่าวหาจะต้องเสี่ยงกับข้อหาที่รุนแรงยิ่งขึ้น แต่หากในกระบวนการไต่สวนของศาลไม่พบว่าผิดตามข้อหานั้นๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นข้อกล่าวหาไปในทีเดียว แต่อาจจะถูกลงโทษในความผิดที่รองลงมาตามแต่การวินิจฉัย
โพลล์ระบุปชช.ให้โอกาสรัฐบาลทำงานต่อ
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจภาคสนามระดับครัวเรือน เรื่อง ประเมินผลงานรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในรอบ 6 เดือนแรก และความนิยมต่อพรรคการเมือง ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่วันนี้ กรณีศึกษาประชาชนอายุ 18 ปี ขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวน 4,102 ครัวเรือน ระหว่างวันที่ 3-11 กรกฎาคม 2552 เมื่อสอบถามความพึงพอใจมาตรการของรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 60.2 พอใจมาตรการช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาทต่อเดือน มากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ค่าตอบแทน อสม.600 บาทต่อเดือน และ 5 มาตรการ 6 เดือนลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามลำดับ
สำหรับด้านสังคม ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 62.8 พอใจนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ รองลงมา ได้แก่ มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และการแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง ตามลำดับ ส่วนด้านการเมืองและความมั่นคง พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 65.4 พอใจต่อการปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รองลงมา พอใจต่อการป้องกันประเทศ และพอใจต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ตามลำดับ
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.2 ระบุว่า ควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานต่อไป โดยเมื่อถามถึงความตั้งใจจะเลือก ส.ส.แบบสัดส่วนของพรรคการเมือง หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 44.6 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ร้อยละ 40.1 จะเลือกพรรคเพื่อไทย และร้อยละ 15.3 จะเลือกพรรคอื่นๆ โดยเมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่ายิ่งคนมีการศึกษาสูงขึ้น จะมีสัดส่วนของคนที่ตั้งใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นตามไปด้วย แต่ในกลุ่มเกษตรกรและผู้รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป พบว่าไม่แตกต่างกันมากนักในการสำรวจครั้งนี้คือ ร้อยละ 44.9 ระบุว่าจะเลือกพรรคเพื่อไทย ขณะที่ร้อยละ 40.3 ระบุว่า จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์



