
ดาหน้าถล่ม'แพ้โหวตไม่ไว้วางใจต้องยุบสภา'
ดาหน้าถล่ม'แพ้โหวตไม่ไว้วางใจต้องยุบสภา' ทำลายการตรวจสอบ? : โดย ทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่น
การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มีความพยายามที่จะวางโครงสร้างระบบการเมืองใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงพยายามนำหลักการแบ่งแยกอำนาจมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งแยกอำนาจของฝ่ายบริหาร และ ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกจากกัน
จึงทำให้เขียนลงไปในรัฐธรรมนูญว่า หนึ่งในสาเหตุของการสิ้นสุดอายุสภาผู้แทนราษฎรคือการที่นายกรัฐมนตรีแพ้มติไม่ไว้วางใจ ซึ่งแต่เดิมนั้นระบุเพียงว่าหากนายกรัฐมนตรีถูกลงมติไม่ไว้วางใจก็ให้นายกฯ ออกจากตำแหน่งแต่ไม่เกี่ยวพันถึงสภาแต่อย่างใด
มุมของกรรมาธิการมองว่าที่ออกแบบระบบนี้มา ก็เพื่อป้องกันการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจพร่ำเพื่อ เป็นการปกป้องฝ่ายบริหาร เพราะที่ผ่านมาเราได้เห็นการยื่นอภิปรายกันแบบไม่มีหลักฐาน แต่ในอีกมุมหนึ่ง อาจจะหมายถึงการทำลายระบบถ่วงดุลอำนาจ เพราะอีกหน่อยฝ่ายนิติบัญญัติอาจไม่กล้ายื่นญัตติ หรือลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ เพราะจะทำให้สภาต้องสิ้นสุดลงไปด้วย เพราะการยุบสภา และการกลับไปลงเลือกตั้งใหม่ ถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับ ส.ส.
“สำนักข่าวเนชั่น” รวบรวมความคิดความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ว่าเอาเข้าจริงแล้วระบบนี้ “สร้าง” หรือ “ทำลาย” กันแน่
บรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการยกร่างฯ และเป็นหนึ่งในอนุกรรมาธิการยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงแนวคิดดังกล่าวว่า “มาตรา 168 ได้วางหลักไว้ ว่าถ้ามีประเด็นปัญหาอื่น คุณไปใช้ช่องทางอื่นเป็นหลัก ถ้าทุจริตใช้ตรงนั้น โดยหลักไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งไหนที่รัฐบาลเป็นฝ่ายแพ้ แต่ฝ่ายค้านใช้มาตรการนี้เพื่อที่จะตีรวน จึงใช้มาตรการขอความไว้ใจ แต่สิทธิ์ยื่นไม่ไว้วางใจก็อยู่ที่ฝ่ายค้านตลอด และในการยื่นอภิปรายก็ยังมีอยู่ตลอด”
อย่างไรก็ตาม “บรรเจิด” เชื่อว่า การตรวจสอบก็จะอยู่เหมือนเดิม นอกจากนี้ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่ารัฐบาลต่อไปนี้ ไม่ใช่รัฐบาลพรรคเดียว จะเป็นหลายพรรค จึงอาจจะมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ ก็ต้องสร้างเครื่องมือให้รัฐบาลเดินได้อย่างมีเสถียรภาพ
ด้าน “ไพบูลย์ นิติตะวัน” อีกหนึ่งในกรรมาธิการยกร่าง อธิบายว่า ต้องย้อนกลับบทเรียนของรัฐบาลผสม ที่มาจากพรรคที่มีเสียงขนาดกลางรวมกัน ถ้าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมีพรรคร่วมมักจะไปข่มขู่ฝ่ายรัฐบาลอยู่เสมอ ใช้เป็นเครื่องมือบีบ เพื่อแลกผลประโยชน์กัน ทำให้ต่อมา ครม.จึงต้องขยายมายึดสภาให้ได้ จึงเป็นสภาทาส เราจึงออกแบบให้รัฐบาล มีอำนาจต่อรองเยอะ ถ้ากระทำผิดก็ถูกตรวจสอบโดยองค์กรการใช้อำนาจรัฐ เช่น ป.ป.ช. คตง. เพราะถ้าเกิดการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง มักจะเป็นเกมการเมืองกัน เหมือนสภาเสียงข้างมากเลือกนายกฯ แต่เมื่อไม่ไว้วางใจกันแล้ว ไม่ใช่คนคนใดคนหนึ่งไป แต่ต้องไปทั้งคู่
ขณะที่ฝ่ายค้านมืออาชีพอย่าง “ประชาธิปัตย์” กลับมองในมุมตรงข้ามกับกรรมาธิการยกร่าง ?
“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ความคิดนี้มาจากความคิดเดิมที่เขาจะแยกอำนาจให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเด็ดขาด เดิมคิดว่านายกฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่พอถูกคัดค้านมากๆ ว่าในระบบรัฐสภาต้องมีการถ่วงดุล ความคิดในการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาดก็ตกไป แต่ นายบวรศักด์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ยังมีความคิดนี้อยู่ พอการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาดตกไป ก็เลยจะพยายามสร้างวิธีการ ให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็งต่อไป ก็เลยคิดว่าถ้ารัฐบาลถูกคว่ำได้รับเสียงไม่ไว้วางใจมากเกินครึ่ง ก็ให้ไปเลยทั้งรัฐบาลพร้อมกัน ก็ทำให้รัฐบาลไม่เข้มแข็ง ต่อไปฝ่ายค้านก็ไม่กล้าลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐบาลก็อยู่ได้ใช้อำนาจยังไงก็ได้ การตรวจสอบก็จะไม่มีพลัง
“นิพิฏฐ์” บอกต่อว่า เพราะฉะนั้นรัฐบาลหน้าจะเสนอกฎหมายแปลกๆมาก แล้วจะบอกว่ากฎหมายฉบับนั้นๆ เป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาล เขียนไว้ท้ายคำแถลงนโยบายรัฐบาลว่า รัฐบาลมีกฎหมายสำคัญที่ต้องใช้ในการบริหารประเทศ 50 ฉบับดังต่อไปนี้ เช่น กฎหมายนิรโทษกรรม เมื่อออกกฎหมายนี้แล้วถูกสภาคว่ำ ก็กลายเป็นว่าทั้งรัฐบาลและสภาก็ไปกันทั้งหมด ต้องเลือกตั้งกันใหม่ ก็เลยไม่มีใครกล้าค้านเพราะ ส.ส.ไม่อยากเลือกตั้ง เพราะในอดีตถ้ากฎหมายคว่ำรัฐบาลต้องลาออก ต้องเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลใหม่ต้องขึ้นมา แต่แนวคิดของ กมธ.นี้ทำให้สภาบาลไปหมด ทำให้การตรวจสอบรัฐบาลอ่อนแอมาก
“แนวคิดนี้ผมทุบโต๊ะเลยว่าเป็นการสร้างรัฐบาลแห่งชาติ อาจจะไม่มีฝ่ายค้านเลย ถึงจะมีพรรคการเมืองขนาดเล็กก็ไม่มีใครกล้าค้าน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก เรื่องนี้ต้องทบทวน เพราะจะสร้างความขัดแย้งในอนาคตได้ ถ้าการเมืองอ่อนแอประชาธิปไตยก็เดินไปไม่ได้”
“ราเมศ รัตนะเชวง” ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการ ควรคิดถึงหลักความเป็นจริงและกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติให้มากที่สุด การให้สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงไปด้วย หากนายกรัฐมนตรีไม่ได้รับความไว้วางใจ โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยเพราะศักยภาพของฝ่ายค้าน ถ้าเขามีการบริหารงานที่ดีกว่า สามารถทำได้ดีกว่ารัฐบาลเดิมก็ควรที่จะให้เข้ามาบริหารประเทศได้ รัฐธรรมนูญปี 50 ถึงกำหนดให้ฝ่ายค้านเสนอชื่อ เป็นคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีมาด้วย
"ตามกระบวนการตรวจสอบ ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรู้อยู่ว่า ถ้านายกรัฐมนตรีสิ้นไป สภาก็ไม่มี แล้วใครจะสู้จริง ถ้าเป็นนักมวยก็ชกไม่เต็มหมัดอาจมีการล้มมวยกันได้ ฉะนั้นหลักความเป็นจริงของประเทศไทยควรคิดว่าหลักการใดสามารถใช้ได้จริง อย่าเอารัฐธรรมนูญที่กำลังร่างมาลองผิดลองถูก แบบหักมุม 180% เพราะวันที่ใช้รัฐธรรมนูญคนที่ร่างคงได้แต่นั่งมองเพราะไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เลย”
ส่วนกลุ่มคนที่เป็นรัฐบาลมาตลอดอย่างอดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย กลับมองเรื่องนี้ไปในทางเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ โดย “สมคิด เชื้อคง” อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ ขัดหลักการของสภานิติบัญญัติโดยสิ้นเชิง การอ้างว่าเพื่อไม่ให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจำนวนมากอย่างไม่มีเหตุผลสมควร และเพื่อเป็นกลไกปกป้องฝ่ายบริหารนั้น แสดงว่าต้องการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อไม่ให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะกลัวจะมีการยุบสภาใช่หรือไม่
“เขียนเหมือนรู้ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลชุดหน้า การเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้เป็นการมัดมือมัดเท้าฝ่ายนิติบัญญัติ ผิดหลักเกณฑ์สากลอย่างชัดเจน เอาฝ่ายนิติบัญญัติไปพันกับฝ่ายบริหารรัฐธรรมนูญแบบนี้มีแต่จะสร้างปัญหาในอนาคต”
ขณะที่ “ก่อแก้ว พิกุลทอง” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าน่าจะเป็นเพียงการเขียนกฎหมายให้เข้มกว่าเดิมเฉยๆ ซึ่งการยุบสภานั้น หมายถึงการส่งสัญญาณว่า เมื่อสภาไม่ไว้วางใจก็ควรเริ่มต้นกันใหม่ แต่ปัญหาคือ ส.ส.จำนวนมากไม่อยากต้องไปเลือกตั้งใหม่บ่อยๆ เพราะเหนื่อย เสี่ยง และค่าใช้จ่ายเยอะ ดังนั้น การเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้จะทำให้ ส.ส.หลายคนโดยเฉพาะ ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลที่อยากลงมติไม่ไว้วางใจ กลัวว่ารัฐบาลอาจจะแพ้ จะต้องมีการยุบสภา แล้วตัวเองจะซวยไปด้วย เหมือนสอยรัฐมนตรีแต่ตัวเองก็โดนสอยไปด้วย ตรงนี้ทำให้ ส.ส.กังวลที่จะโหวตตามความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองได้
ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลตลอดกาลอย่าง “ชาติไทยพัฒนา” ก็มองไม่ต่างกันมากนัก โดย “ชาญยุทธ เฮงตระกูล” อดีต ส.ส.ชลบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา และแกนนำ นปช.ภาคตะวันออก กล่าวว่า คนที่กำลังเขียนรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนี้ควรที่จะไปลงสมัครรับเลือกตั้งให้ได้เป็น ส.ส.สักสมัยหนึ่งก่อน จะได้รู้เรื่องว่าการทำงานในสภา นั้นควรจะเป็นอย่างไร
ส่วนอดีต ส.ส.ร. ปี 2550 อย่าง “ประพันธ์ นัยโกวิท” กล่าวว่า หลักการเดิมของรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 มีอยู่ว่า การยื่นญัตติไม่ไว้วางใจนั้น มี 2 ทางเลือกให้นายกรัฐมนตรี หากฝ่ายค้านชนะผลโหวต คือ สรรหานายกฯ คนใหม่ในพรรคเดียวกัน หรือ นายกฯ ตัดสินใจยุบสภาทันที แต่ในหลักการใหม่ต้องยุบสภาอย่างเดียว มองว่าคนเป็นฝ่ายค้าน คงไม่อยากให้ตัวเองถูกยุบไปด้วย เพราะต้องไปหาเสียง เลือกตั้งใหม่ซึ่งก็ไม่มีหลักประกันว่าจะกลับเข้ามาเป็น ส.ส.ได้อีก ซึ่งในทางปฏิบัติจะทำให้การทัดท้าน การตรวจสอบนายกฯ ตรวจสอบรัฐบาล จากฝ่ายค้านคงเกิดขึ้นยาก และหากมีการตรวจสอบจริงจะมีประสิทธิภาพหรือไม่
“เหตุผลที่ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดรูปแบบเช่นนี้ คงคิดว่ารัฐบาลหน้าคงเป็นรัฐบาลผสม เพราะใช้รูปแบบการเลือกตั้งผสมแบบเยอรมัน จึงเป็นไปได้ว่าคงต้องเป็นรัฐบาลผสม ไม่ใช่รัฐบาลพรรคเดียว เหมือนสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ดังนั้น การที่เป็นรัฐบาลผสมพรรคการเมืองก็ต้องประนีประนอมมากขึ้น รัฐบาลก็ต้องอยู่แบบประคับประคองตัว ไม่กล้าออกนโยบายที่หวือหวาเพราะต้องอาศัยพรรคร่วมรัฐบาลด้วย และการตรวจสอบของฝ่ายค้านก็จะไม่มีประสิทธิภาพ เพราะอาจจะหวังอยู่ว่าหากมีรัฐบาลสมัยหน้าพรรคตนเองอาจจะได้กลับเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้ จะเกิดการเกี้ยเซียะกันเอง”
ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง “ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่า ปกติแล้วหลักการของระบบรัฐสภา เป็นกลไกที่ต้องถ่วงดุลกัน เพราะสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อสภาผู้แทนราษฎรปลดนายกรัฐมนตรีได้ จึงกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ ดังนั้น กติกาใหม่ที่ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดขึ้นมานั้น มองว่าฝ่ายค้านคงไม่มีทางยกมือชนะได้ เพราะปกติแล้วฝ่ายค้านมีเสียงน้อยกว่ารัฐบาลอยู่แล้ว และการที่ตั้งกติกาเช่นนี้คิดว่า กมธ.ยกร่างฯ จะทำให้รัฐบาลชุดต่อไปที่เป็นรัฐบาลผสมเข้มแข็งและมีปัญหาน้อยที่สุด เพราะถ้าหากรัฐบาลไม่ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง เสียงรัฐบาลอาจจะแตกและไปโหวตร่วมกับฝ่ายค้านได้
“ต้องยอมรับว่ากติกาใหม่นี้ เป็นการให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ เลือกผู้แทนใหม่เลย เพราะจากเดิมหากสภาผู้แทนไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี สภายังอยู่และสภาก็เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่สำหรับกติกาใหม่นี้ประชาชนเป็นคนเลือก คิดว่า กมธ.ยกร่างฯ คงคิดว่าการใช้ระบบเลือกตั้งผสมแบบเยอรมัน จะได้รัฐบาลผสมหลายพรรครวมกัน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น” ปริญญา กล่าว



