ข่าว

'สปาย ลีกส์' การสาวไส้สายลับยิว-ตะวันตก

'สปาย ลีกส์' การสาวไส้สายลับยิว-ตะวันตก

01 มี.ค. 2558

เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'สปาย ลีกส์' การสาวไส้สายลับยิว-ตะวันตก : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                             โรเบิร์ด ลัดลัม นักเขียนชื่อดังในหนังสือประเภทเปิดโปงชีวิตสายลับในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะเรื่อง "กูชื่อเจสัน บอร์น" ที่ฮอลลีวู้ดนำไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์หลายภาคจบ หรือ แดเนียล ซิลวา ผู้ตีแผ่ชีวิตของสายลับมอสสาด ผู้เก่งกล้าที่สุดของอิสราเอล หรือเอียน เฟลมมิ่ง ผู้สร้าง "เจมส์ บอนด์" ขึ้นมากับมือ คงจะชิดซ้ายไปเลย เมื่อเจอกับ "เรื่องจริงยิ่งกว่านวนิยาย" ของประดาสายลับชื่อดังก้องโลกในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยมอสสาดของอิสราเอล ซีไอเอแห่งสหรัฐ เอ็มไอซิกส์ของอังกฤษ และเอฟเอสบีของรัสเซีย รวมทั้งเอสเอสเอ หรือสายลับของแอฟริกาใต้ ซึ่งได้ไปรวมศูนย์การจารกรรมที่แอฟริกาใต้มานานแสนนาน โดยเป้าหมายสำคัญก็คือ ร่วมกันกักอิหร่านให้อยู่ในวงล้อมการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจตะวันตก
 
                             แม้งานของหน่วยจารกรรมชื่อดังก้องโลกเหล่านี้จะถือเป็นความลับสุดยอดที่น้อยรายนักจะรู้ความจริงในข้อนี้ แต่ความลับย่อมไม่มีในโลกอยู่แล้ว จู่ๆ ข้อมูลลับสุดยอดของหน่วยข่าวกรองแอฟริกาใต้ (เอสเอสเอ) ระหว่างปี 2549-ปลายปี 2557 เกิดรั่วไหลไปอยู่ในมือของสำนักข่าวอัล จาชีราแห่งกาตาร์และหนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษ ที่รีบตะครุบหมับเหมือนกับได้มณีล้ำค่าแล้วเผยแพร่บางส่วนที่่น่าสนใจอย่างรวดเร็วจนเป็นที่มาของชื่อ "สปาย เคเบิลส์" ที่ส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นยิ่งกว่าวิกิลีกส์ หรือปริซึ่มลีกส์ และสวิสลีกส์ เพราะจะเป็นหลักฐานสำคัญมัดตัวผู้นำโลกหลายคนว่า สมคบกัน "โกหกพกลม" อย่างหน้าซื่อตาใส ไส่ไคล้อิหร่านว่ามีศักยภาพมากพอที่จะผลิตระเบิดนิวเคลียร์ภายในเร็ววัน ทำให้มหาอำนาจตะวันตกและอิสราเอลต้องร่วมปิดล้อมแดนเปอร์เซีย โดยเฉพาะการสกัดกั้นไม่ให้สามารถขายน้ำมันเพื่อนำเงินไปซื้อสินแร่ยูเรเนียมได้
 
                             ถือเป็น "ขบวนการลวงโลก" แบบเดียวกับที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เคยโกหกคำโตมาแล้วว่า ตอนจะส่งทหารบุกยึดอิรัก ด้วยการสร้างกระแสข่าวอย่างต่อเนื่องว่า ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน มีแผนจะผลิตอาวุธที่มีประสิทธิภาพทำลายล้างสูง แต่จนถึงขณะนี้แดนดินถิ่นอินทรีผยองก็หาหลักฐานมายืนยันไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว
 
                             ในเอกสารลับของเอสเอสเอ ที่รั่วไหลไปยังสำนักข่าวอัล จาชีรา และหนังสือพิมพ์การ์เดียน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเกาะติดความเคลื่อนไหวของอิหร่าน ที่พยายามจะทลายวงล้อมการคว่ำบาตรของมหาอำนาจตะวันตกให้ได้ แต่ที่กลับกลายเป็นข่าวใหญ่ก็คือ การเปิดโปงโกหกคำโตของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งแถลงหน้าตายกลางที่ประชุมสหประชาชาติเมื่อปี 2555 ว่า อิหร่านมีศักยภาพมากพอที่จะผลิตระเบิดนิวเคลียร์ภายในปี 2556 แต่ข้อมูลลับของมอสสาดกลับตรงกันข้าม เมื่อให้ความเห็นว่า เนทันยาฮู "โกหก" กลางเวทีสหประชาชาติ เพราะ "อิหร่านไม่ได้มีศักยภาพที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์" แม้แต่น้อย 
 
                             นอกจากนี้ยังมีการแฉว่า ซีไอเอพยายามลักไก่ติดต่อกับกลุ่มฮามาสที่ฉนวนกาซาให้ได้ ทั้งๆ ที่ทำเนียบขาวขึ้นบัญชีดำห้ามคบค้าด้วยในฐานะเป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่ความพยายามของซีไอเอเมื่อกลางปี 2555 ไม่ประสบความสำเร็จ จนต้องออกปากขอความช่วยเหลือจากแอฟริกาใต้ โดยสายลับซีไอเอและเอสเอสเอได้แอบพบกันที่เยรูซาเล็มตะวันออก ช่วงที่ทหารอิสราเอลเกิดปะทะกับฮามาส "กองกำลังสหรัฐสิ้นหวังที่จะติดต่อกับฮามาสในกาซาและอาจจะขอให้สายลับแอฟริกาใต้ช่วยเหลือเพื่อให้สามารถเข้าถึงฮามาสได้" นอกจากนี้ ยังเปิดโปงว่า พบแผนลอบสังหารนางเอ็นโคซาซานา ดีลามินี-ซูมา นักการเมืองและอดีตภริยาของประธานาธิบดีจาคอบ ซูมาแห่งแอฟริกาใต้ ขณะเตรียมตัวรับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสหภาพแอฟริกา (เอยู) ในกรุงแอดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย ในเดือนตุลาคม 2555 คาดว่าการข่มขู่นี้เป็นฝีมือของซูดาน แต่ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแอฟริกาใต้กับเอธิโอเปียเริ่มง่อนแง่นกว่าจะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ หรือเรื่องที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้โทรศัพท์ขู่ประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาสแห่งเขตบริหารปาเลสไตน์ให้ถอนข้อเสนอจะขอสถานะของรัฐสังเกตการณ์ที่ไม่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ แต่อับบาสไม่สนใจคำขู่นั้น ดึงดันเดินหน้าแผนการนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ
 
                             ในเอกสารลับของเอสเอสเอ ยอมรับว่า การจารกรรมของสายลับต่างชาติกำลังเฟื่องฟูมากในประเทศนี้ เชื่อว่ามีสายลับต่างชาติกว่า 140 คน แอบปฏิบัติการลับในแอฟริกาใต้ สามารถเจาะทะลวงจนพรุนทั้งกระทรวง ทบวง กรม แม้กระทั่งในทำเนียบประธานาธิบดี หรือถึงขนาดแอบเข้าไปในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นอกเหนือจากขโมยความลับทางทหารและเจาะข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยทางการเองแทบไม่สามารถรักษาความลับสุดยอดไว้ได้ เนื่องจากมาตรการป้องกันความลับหละหลวมมาก ข้าราชการไม่เคยใส่ใจในเรื่องนี้ ปล่อยปละละเลยถึงขนาดไม่ล็อกกุญแจตู้เอกสารลับหรือไม่เข้มงวดในการรับคนใหม่ๆ มาทำงาน ซ้ำร้าย ข้าราชการ นักการทูตและประชาชนทั่วไปยังมีส่วนช่วยสายลับต่างชาติด้วยการให้ข้อมูลลับสุดยอดโดยไม่เจตนาหรืออนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ที่คุมเข้ม "มาตรการรักษาความลับยังอยู่ในระดับเสี่ยงและคงจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน" ตอนหนึ่งของรายงานสรุปของเอสเอสเอย้ำ
 
                             ในเอกสารสปาย เคเบิลส์ ระบุว่า สายลับต่างชาติมีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวผู้มีอำนาจตัดสินใจช่วงที่กำลังจะตัดสินใจซื้ออาวุธลอตใหญ่เมื่อปี 2552 ไม่ว่าจะเป็นเรือรบ เรือดำน้ำ เครื่องบินรบ เฮลิคอปเตอร์และอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนากองทัพแอฟริกาใต้ให้ทันสมัย ท่ามกลางข่าวลือที่กระหึ่มไปทั่วว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่
 
                             อย่างไรก็ดี ในบรรดาเอกสารลับของหน่วยข่าวกรองเอสเอเอหลายพันชิ้นที่รั่วไหลนั้น สำนักข่าวอัล จาชีรา ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเอกสารลับว่าด้วย "มาตรการตอบโต้การจารกรรมเพื่อโครงการความมั่นคงของรัฐ" ว่าด้วยรายละเอียดการรวมหน่วยข่าวกรอง 5 หน่วยทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าด้วยกันเป็นสำนักงานความมั่นคงแห่งรัฐ เมื่อปี 2552 และ "บทวิเคราะห์เป้าหมายปฏิบัติการ" หนา 128 หน้า เปิดเผยข้อมูลลับเกี่ยวกับปฏิบัติของอิหร่าน ทั้งรายชื่อ ปฏิบัติการลับ ครอบครัว ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ ตลอดจนการเปิดโปงว่า สายลับเอ็มไอ 6 ของอังกฤษได้เกาะติดความเคลื่อนไหวของอิหร่านในแอฟริกาใต้แทบทุกฝีก้าว และได้เตือนเอสเอสเอว่า มีบริษัทของแอฟริกาใต้บริษัทหนึ่งแอบทำธุรกิจกับบริษัทนายหน้าของอิหร่าน ซึ่งเบื้องหน้านั้นเป็นบริษัทที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เบื้องหลังเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมผลิตเครื่องยิงขีปนาวุธและการพัฒนาจรวด  สายลับตะวันตกเตือนด้วยว่า อิหร่านยังเกี่ยวข้องกับกลุ่มอันธพาลและค้ายาเสพติดในแอฟริกาใต้ พร้อมกับเปิดเผยรายชื่อหน่วยงานบังหน้าของอิหร่านว่า คลุมไปถึงอิหร่านแอร์ สายการบินแห่งชาติของอิหร่าน สำนักข่าวสาธารณรัฐอิสลาม วิทยุกระจายเสียงสาธารณรัฐอิหร่าน บริษัทเดินเรืออิหร่าน ศูนย์วัฒนธรรมและร้านค้าพรมเปอร์เซีย
 
                             ในรายงานข่าวกรองที่รั่วไหลเปิดเผยว่า เจ้าหนาที่ระดับสูงของอิหร่านได้แอบพบกับประธานาธิบดีทาโบ เอ็มบากิ อย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อขอความช่วยเหลือที่จะหลบเลี่ยงการแซงชั่นจากมหาอำนาจตะวันตก จากนั้นคณะผู้แทนอิหร่านภายใต้การนำของโรว์ฮานี ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอิหร่าน ได้เดินทางไปพบกับเอ็มบากิ เพื่อขอให้แอฟริกาใต้ช่วยเหลืออิหร่านในโครงการนิวเคลียร์ อาทิ ขอคำแนะนำด้านเทคนิคและเทคโนโลยี รวมไปถึงเทคโนโลยีที่จะใช้กับดาวเทียมจารกรรม การสอดส่องทางออนไลน์และการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ตลอดจนการช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ของอิหร่านให้ดีขึ้น ผ่านการใช้สื่ออิสระและสื่อหลากหลายกลุ่มมาเป็นเครื่องมือ นอกจากนี้อิหร่านยังอยากจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับซิมบับเว เพราะต้องการสินแร่ยูเรเนียมสำหรับพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ โดยประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดิเนจัด ได้เดินทางเยือนซิมบับเว พร้อมข้อเสนอแลกสินแร่ยูเรเนียมกับน้ำมัน และซิมบับเวก็ตอบตกลง ไม่นับรวมการให้ข้อมูลลับเกี่ยวกับการลอบขนส่งแร่ยูเรเนียมเมื่อเดือนกันยายน 2553 และกรณีเกาหลีใต้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถยึดอาวุธจากเกาหลีเหนือที่ส่งไปยังอิหร่าน ฯลฯ
 
                             ตอนหนึ่งของ "สปาย เคเบิลส์" ยังสะท้อนถึงความขัดแย้งลึกๆระหว่างเอสเอสเอกับมอสสาด โดยมีการเปิดโปงพฤติกรรมของมอสสาดในแอฟริกาใต้ว่า ใช้วิธีการสกปรกทุกรูปแบบ อาทิ ลงทุนจ้างโสเภณีให้แอบถ่ายภาพขณะให้บริการลูกค้าที่เป็นชาวปาเลสไตน์หวังจะใช้แบล็กเมล์ในภายหลัง หรือการส่งสายไปตามสถานทูตและพนักงานบนเครื่องของสายการบินเพื่อให้มอบข้อมูลล้ำค่าของนักการทูต สายการบินและเมืองในอาหรับ 
 
                             ที่สำคัญก็คือ การเปิดโปงว่ามอสสาดในยุคของแมร์ ดาแกน เป็นผู้อำนวยการนั้น มีโครงการลอบสังหารเหยื่อบางรายด้วย นอกเหนือจากตีแผ่ว่า อิสราเอลได้รับเทคโนโลยีการผลิตขีปนาวุธต่อต้านรถถังของแอฟริกาใต้ที่ถูกขโมยไป แต่ในรายงานลับของมอสสาดเมื่อปี 2553 กลับกล่าวโทษแอฟริกาใต้ว่า ปกปิดกรณีจับกุมชาวอิสราเอลในข้อหาขโมยพิมพ์เขียวขีปนาวุธแอฟริกาใต้ และชาย 2 คนถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหาลักทรัพย์ โดยผู้พิพากษาไม่ได้ให้รายละเอียดในเรื่องที่อิสราเอลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขโมยนี้ แถมนักข่าวยังรายงานข่าวบิดเบือนว่า อิสราเอลได้คืนเอกสารที่ถูกขโมยไปโดย "ไม่สนใจ" รายละเอียดของแบบพิมพ์เขียว อีกทั้งยังได้ไล่เซลส์แมนในตลาดมืดที่พยายามขายพิมพ์เขียวนี้ ขณะที่ข่าวกรองของเอสเอเอกลับระบุว่า นักธุรกิจยิวได้ซื้อข้อมูลนี้แล้วมอบต่อให้มอสสาด ต่อมาภายหลังสายลับยิวได้ยอมคืนพิมพ์เขียวที่ถูกขโมยไปตามคำขอของเอสเอสเอ สะท้อนถึงความร่วมมือที่กระชับแน่นของหน่วยข่าวกรองของสองประเทศ
 
 
 
 
 
-------------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'สปาย ลีกส์' การสาวไส้สายลับยิว-ตะวันตก : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)