
จริงๆ แล้วชีวิตเรา มีความวิเศษอยู่ในตัว
01 มี.ค. 2558
คุยนอกกรอบ : จริงๆ แล้วชีวิตเรา มีความวิเศษอยู่ในตัว : นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร - เรื่อง / ภาพ ... มนสิกุล โอวาทเภสัชช์
"เพียงแค่บริหารตัวเราให้พลังงานไหลเวียนในร่างกายดีขึ้น ร่างกายก็จะดูแลตัวเองได้ แล้วเปิดรับพลังงานบวก ปิดพลังงานที่เป็นลบ และหมั่นเดินพลังภายในให้ดีขึ้น สุขภาพร่างกายและจิตใจก็ดีขึ้น"
เมื่อสิบกว่าปีก่อน เราพบกับ นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลนครธน กรุงเทพฯ ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์..
ครั้งนั้น คุณหมอพาทีมงานไปออกบูธนวดแผนไทยให้แก่ประชาชน และนักเดินทางท่องเที่ยวที่นั่น ฉันเองก็รู้สึกแปลกใจที่คุณหมอจากโรงพยาบาลเอกชน ทำไมจึงมาทำเรื่องนวด จึงได้คุยกับคุณหมอไฟแรง ที่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาตะวันออกที่มีอายุหลายพันปีจะสูญหายไปตามกาลเวลา และได้พลิกฟื้นบูรณาการศาสตร์ตะวันออกแห่งการฟื้นฟูและดูแลตนเองขึ้นมาภายใต้ร่มเงาของโรงพยาบาลนครธน
12 ปีให้หลัง จากความสนใจบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ในการเยียวยาฟื้นฟูตนเอง โดยการฝึกจิตในวิถีการภาวนามากมายของคุณหมอมาถึงจุดที่ว่า "ลงตัว" และ "นำไปใช้ได้จริง"
มาสนทนากับคุณหมอกันว่า อะไรเป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงตนเอง และจะมีวิธีใดในการช่วยเหลือผู้คนให้ค้นพบตนเอง เพราะเมื่อรู้จักตัวเอง ก็จะรู้ว่า ร่างกายนั้นมหัศจรรย์เพียงใด
อะไรที่ทำให้คุณหมอมาสนใจศาสตร์แพทย์ทางเลือก ผสานกับพุทธศาสนาและภูมิปัญญาตะวันออก
เริ่มจากเมื่อประมาณอายุ 35 ปี หรือประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผมป่วยมาก เป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ซึ่งสองโรคนี้เป็นมาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยม แล้วเป็นไม่หาย เป็นเรื้อรังมาจนเป็นนักเรียนแพทย์ เมื่อไปเอกซเรย์ ก็พบว่ามีแผล พอจบมาเป็นแพทย์ ก็มาดูเรื่องการส่องกล้อง ก็เจอแผล หลังๆ อาการรุนแรงขึ้น ผมเลยคิดว่า จะต้องเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต เพราะว่าการแผนปัจจุบันที่เรียนอยู่ มันช่วยผมไม่ได้เลย และความเครียดที่มันสะสมอยู่โดยไม่รู้ตัว แล้วหาทางออกไม่เจอ ก็เอาแต่กินยา สุดท้ายใจเราเองก็สะกิดว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิต การออกกำลังกายชีวิตก็คงจะแย่แน่
ตอนนั้นเกิดความเมตตาตัวเองขึ้นมาทันทีทันใด ถ้าเรามีความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด เราจะไปช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไร เลยเปลี่ยนพฤติกรรมหมด เปลี่ยนที่ทำงาน เปลี่ยนวิธีคิด หันมาศึกษาศาสตร์การแพทย์ต่างๆ โดยการเอาตัวเองไปทดลอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมชาติบำบัด ศาสตร์การแพทย์แผนไทย การออกกำลังกาย การฝึกจิต การเข้ากรรมฐาน สุนทรียศาสตร์ ดนตรี ชี่กง ผมลองทุกอย่างหมด
ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ผมไม่ต้องกินยาเลย มันเป็นเรื่องปัจจัตตัง (รู้ได้เฉพาะตน) จริงๆ แล้วชีวิตเรามีความวิเศษอยู่ในตัว ถ้าเราค้นหามันเจอ เราก็น่าจะมีสุขภาวะที่ดีได้ ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวผมเองว่า ถ้าผมประจักษ์แจ้งในตัวเองก็จะบอกต่อได้ว่า อย่างนี้มันดีนะ คุณลองดูสิ ผมน่ะ สัมผัสมาแล้ว และรู้ว่ามันดี
บังเอิญโชคดี หลังจากที่ผมย้ายมาทำงานที่โรงพยาบาลนครธน ประมาณ 12 ปีที่แล้วผมได้ถูกโปรโมทให้เป็นผู้บริหาร ผมก็เอาแนวความคิดของผมเข้ามาในโรงพยาบาล
มีอุปสรรคบ้างไหม
ต้องบอกเลยว่า มันยาก โรงพยาบาลเอกชน คิดถึงเรื่องผลกำไร และผลประกอบการ แต่ผมก็พยายามขายไอเดียให้แก่คณะกรรมการบริหารทราบว่า เราควรจะมีความเมตตาในส่วนการดูแลสังคม ดูแลชุมชนด้วย ผมเชื่อว่า หากเราทำตรงนี้ได้ดี องค์รวมของสังคมจะดีขึ้น เมื่อผมขายไอเดียกับคณะกรรมการบริหารไปแล้วก็เริ่ม ซึ่งมันไม่ง่ายเลย เวลาลงมือปฏิบัติ เพราะมีหมออีกมากในโรงพยาบาลที่เขาไม่รู้เรื่องนี้
ศาสตร์อะไรบ้างที่นำมาใช้เป็นทางเลือกการรักษาในโรงพยาบาล
ผมนำการแพทย์แผนจีน นวดบำบัด สุนทรียศาสตร์ เป็นต้น เข้ามา ตอนนี้ก็เจอปัญหาอีกอย่างคือ ผู้บริโภค คือกลุ่มประชาชน ยังไม่ตระหนักว่าตัวเองมีศักยภาพในการดูแลตัวเอง เวลาเจ็บป่วยก็ยังคิดว่าต้องเข้าโรงพยาบาล ขอจ่ายยาแล้วจะหายเร็วๆ คือ ประชาชนยังมีลักษณะของผู้ที่ต้องการคนที่มาช่วยเขา มาทำให้เขาหายป่วยเป็นลักษณะของผู้ถูกกระทำ ไม่ใช่ลักษณะของผู้กระทำ ซึ่งอยู่ในศาสตร์ทางเลือก ภูมิปัญญาตะวันออกที่ว่า คุณต้องทำเอง ต้องออกกำลังกายเอง ต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ต้องรู้จักปล่อยวาง ต้องรู้จักกินอาหารอย่างนี้ ต้องมีสุนทรียศาสตร์ โอ้โห สิ่งเหล่านี้มันต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก
แล้วมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้คนมาสนใจการแพทย์ทางเลือก แล้วเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง?
ผมก็เริ่มออกบรรยาย จากในโรงพยาบาลก่อน มีหน่วยงานไหนมา ผมก็บรรยาย แล้วก็เริ่มมีคนรู้จัก เขาก็เชิญผมไปบรรยายข้างนอก พอบรรยายไปบรรยายมา สิ่งที่ผมเจอก็คือ คนมักจะถามซ้ำๆ คนมักจะจดเวลาบรรยาย และขอสไลด์ที่บรรยาย ก็เลยมาคิดว่า ทำอย่างไรให้คนได้ใช้เลย ก็คิดว่าควรจะทำหนังสือออกมา เขาจะได้มาฟังให้เต็มที่แล้วไม่ต้องจด และหนังสือก็สามารถเผยแพร่ให้แก่คนที่ไม่ได้อบรมด้วย เล่มแรกจึงออกมาชื่อว่า "เครียดอย่างฉลาด"
แล้วผมก็เอาตัวเองเป็นตัวละครให้เห็นว่า ผมเองขนาดเป็นหมอ ผมยังเสร็จเลย แต่ผมโชคดีที่มันมาเตือนผมตอนอายุสามสิบต้นๆ ด้วยโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ แต่มีคนบางคนที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งและเสียชีวิต มีหมอหลายคนมากที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ผมก็เล่าประสบการณ์การป่วยของผมแล้วมันผ่านพ้นมาได้อย่างไร
หลังจากที่เขียนหนังสือออกไป ทำให้มันง่ายต่อการบรรยายของผม และมีคนรับรู้เรื่องราวโรคภัยของความเครียดมากขึ้น จึงเป็นที่มาของหนังสือเล่มที่สอง เป็นเรื่องของการใช้พลังชีวิต เรื่อง ชี่ เรื่อง ปราณ เพราะในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ศาสตร์ทางแพทย์สายพลังงาน มีคำอธิบายทางควอนตัมฟิสิกส์หมดเลยว่ามีพลังงานอยู่ในตัวเรา และยังมีพลังงานหมุนเวียนอยู่ในตัวเรา ทำงานพลังอย่างสร้างสรรค์ ในระบบเคมี ระบบประสาท เพียงแค่บริหารตัวเราให้พลังงานไหลเวียนในร่างกายดีขึ้น ร่างกายก็จะดูแลตัวเองได้ เปิดรับพลังงานบวก ปิดพลังงานที่เป็นลบ แล้วก็หมั่นเดินพลังภายในให้ดีขึ้น สุขภาพร่างกายและจิตใจก็ดีขึ้น
ผมเองได้มีโอกาสไปฝึกชี่กงมา 6 ปี ผมลงทุนไปหาหนังกำลังภายในมาดูว่า เวลาที่เขานั่งโคจรลมปราณจนเหงื่อออกเป็นอย่างไร การเคลื่อนไหวท่าทาง การรำมวยจีน ต่างๆ เหล่านี้ มีผลกับสุขภาพจริงๆ จึงเป็นที่มาของหนังสือเล่มที่สองคือ "ทำง่ายหายป่วย ด้วยพลังชีวิต" เกี่ยวกับการแพทย์พลังงาน ก็เลยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เรื่องควอนตัมฟิสิกส์ ไปอธิบายศาสตร์ต่างๆ ว่า เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ว่าอธิบายไม่ได้ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งเกิดมาประมาณ 300-400 ปี เพิ่งจะมาอธิบายศาสตร์ 3,000 ปี ที่เขาทำมานานแล้ว การไปสแกนสมองผู้ปฏิบัติธรรม วิทยาศาสตร์ก็เพิ่งตื่นมาอธิบายศาสตร์ของพระพุทธเจ้าที่มีมากว่า 2,500 ปี
คราวนี้อยู่ที่ว่า ทำอย่างไร ให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของตัวเขาเอง ตระหนักในความสามารถที่อยู่ในตัวเขา และเป็นพลังเป็นกำลังใจให้เขาสามารถที่จะดูแลสุขภาพตัวเองให้ได้
-------------------------
สีน้ำวิปัสสนา
นอกเหนือหนังสือสองเล่ม "เครียดอย่างฉลาด" และ "ทำง่าย หายป่วย ด้วยพลังชีวิต" หนังสือเกี่ยวกับศาสตร์ทางเลือกและศาสตร์องค์รวมในการดูแลตัวเอง ที่ออกไปแล้วของคุณหมอวิโรจน์ ในปีหน้าคุณหมอกำลังออกเล่มสาม คือ "สีน้ำวิปัสสนา" ที่จะเป็นกุญแจไขความลับขุมพลังงานทั้งมวลในตัวเราทีเดียวให้เรากลับมารู้จัก "จิต" และจะทำอย่างไรจึงจะดึงศักยภาพจากจิตออกมาใช้ให้เต็มที่
คุณหมอวิโรจน์อธิบายว่า ผมเคยไปเรียนสีน้ำกับครูเป้ แล้วก็คุยกันว่าเราควรจะมาเขียนหนังสือร่วมกันแล้วล่ะ เราจะต้องเผยแพร่ให้ประชาชนเขาเรียนรู้เรื่อง การเจริญสติ (mindfulness) คือ มันพูดง่ายมาเลย แต่ทำอย่างไรล่ะ
"การไปปฏิบัติธรรม นุ่งขาวห่มขาวเดินช้าๆ บางทีไม่ถูกจริตกับบางคน ผมเลยคิดเอาการใช้เรื่องของสี การมอง ถ่ายทอดน้ำหนักของแสง ผ่านตัวตนลงบนกระดาษ โดยไม่มีผู้ถูกวาด ไม่มีผู้วาด ให้จิตเป็นตัวถ่ายทอดแสงที่อยู่ตรงหน้าผ่านเวลาและการบันทึกลงบนกระดาษ ผมว่ามันมหัศจรรย์มาก เป็นการแพทย์ทางจิตเลยทีเดียว"
-------------------------
(คุยนอกกรอบ : จริงๆ แล้วชีวิตเรา มีความวิเศษอยู่ในตัว : นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร - เรื่อง / ภาพ ... มนสิกุล โอวาทเภสัชช์)



