
กรรมการสิทธิฯ-ยักษ์มีกระบอง ?
บ้านเมืองเราเพิ่งมีการผลัดเปลี่ยนองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีความสำคัญในเรื่องของสิทธิมนุษยชนไปเมื่อเร็วๆ นี้
นั่นคือ..."คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ"
เพราะว่าคณะกรรมการชุดแรกได้ครบวาระ และขณะนี้เราก็ได้ "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่" โดยมีการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นชุดที่ 2 สำหรับประเทศเรา
แต่ที่ผ่านมากรรมการสิทธิถูกมองว่าไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม จนคนแทบลืมองค์กรแห่งนี้ไปเลยก็ว่าได้
แล้ว...คณะกรรมการชุดใหม่ จะเป็น "ยักษ์มีกระบอง" หรือไม่ ???
"ตอนนี้ได้มีการประชุมกรรมการสิทธิชุดใหม่ไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งสำนักงานเลขาธิการฯ ได้สรุปเรื่องมาให้คณะกรรมการสิทธิทราบว่า มีคดีค้างอยู่กว่าพันคดี และได้คุยกันในเรื่องของการวาง "ยุทธศาสตร์" ของกรรมการสิทธิชุดนี้ว่าจะต้องวางโครงสร้างอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับมิติของสังคมไทย" นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ซึ่งเพิ่งสวมหมวกกรรมการสิทธิหมาดๆ เริ่มเล่า
แล้ว...กรรมการสิทธิควรก้าวเดินไปในทิศทางไหน ?
"ผมเห็นว่า ปัญหาสังคมไทยขณะนี้มีมากมายหลายอย่างที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น "ยุทธศาสตร์" ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมือง...หลักๆ ก็ต้องเรื่องชุมชนเป็นตัวตั้ง"
จากนั้นอธิบายต่อว่า..."ปัญหาในเรื่อง "สิทธิชุมชน" เป็นปัญหาใหญ่สุด ซึ่งได้แก่ เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ดิน ลุ่มน้ำ ป่าไม้ แร่ธาตุ เหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของชุมชนเรา เพราะว่าประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตโซนร้อนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรและมีความหลากหลายในทางชีวภาพ ทำให้มีภาวะของการถูกครอบงำจากกระแสโลกาภิวัตน์ ทั้งในเรื่องของทุนในชาติและข้ามชาติ ขณะเดียวกันอำนาจรัฐส่วนกลาง ก็ไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ จึงเข้าไปแย่งชิงและทำลายในรูปของการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องต่อความยั่งยืน"
ดังนั้นการทำงานของคณะกรรมการสิทธิ ต้องสร้าง "เครือข่ายสิทธิมนุษยชน" ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยให้ได้
ซึ่ง "เครือข่าย" ในที่นี้หมายถึง ชาวบ้าน เอ็นจีโอ นักวิชาการ และสื่อท้องถิ่น
ทั้งนี้คณะกรรมการสิทธิต้องดึง "เครือข่าย" เหล่านี้มาช่วยในการทำงาน และต้องทำงานประสานกับหน่วยงานรัฐทุกกระทรวง ทบวง กรม
รวมทั้งทำให้ชาวบ้านเข้าใจในเรื่อง "สิทธิ" จะได้ดูแลรักษา "สิทธิ" ของตนเองด้วย
"ตามรัฐธรรมนูญ กรรมการสิทธิต้องทำหน้าที่ตรวจสอบในเรื่องพฤติกรรมการละเมิด ไม่ว่าจะเกิดจากรัฐหรือภาคธุรกิจหรืออื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ขณะเดียวกันก็ต้องทำหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครองในเรื่องสิทธิมนุษยชนให้เกิดในสังคมไทยให้ได้ แต่ปัญหาที่ผ่านมา เรามักจะมองถึง "สิทธิ" เวลาที่ถูกละเมิดแล้ว เพราะทำงานในเชิงรับ ลุ่มน้ำถูกทำลายแล้วด้วยการสร้างเขื่อน ทะเลถูกทำลายแล้วด้วยการสร้างโรงไฟฟ้า ที่ดินก็ถูกทำลาย ชาวบ้านขาดโอกาสเข้าถึงในเรื่องของทรัพยากร แต่ต่อไปกรรมการสิทธิต้องทำงานเชิงรุกในการส่งเสริม "สิทธิ" ให้เกิดขึ้นต่อภาคประชาชน ทำให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อคนไทยและสังคมไทยอย่างแท้จริง"
นอกจากนี้ เขายังบอกว่า กรรมการสิทธิต้องวางยุทธศาสตร์ในเรื่องการตรวจสอบ โดยต้องมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สอบสวนและตรวจสอบ ซึ่งก็ต้องพยายามสร้างคน และพัฒนาบุคลากรให้มีจิตสำนึกและมีความเข้าใจในเรื่อง "สิทธิ" โดยทำหน้าที่ในการสอบสวนข้อเท็จจริง
ส่วนคณะกรรมการสิทธิทำหน้าที่ในการตัดสิน วินิจฉัย ซึ่งจะเป็นการถ่วงดุลกันไปในตัวและทำให้คดีไม่คั่งค้าง เพราะถ้ากรรมการสิทธิลงไปทำทุกเรื่อง ก็จะเป็น "คอขวด" คดีมาค้างอยู่ที่กรรมการสิทธิ
และคณะกรรมการสิทธิยังได้ "เขี้ยวเล็บใหม่" จากรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน
แต่เดิมรัฐธรรมนูญปี 2540 กรรมการสิทธิทำหน้าที่ตรวจสอบเฉยๆ จากนั้นรายงานต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และถ้ายังไม่มีการดำเนินการ ก็รายงานต่อรัฐสภาก็จบ
แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ให้อำนาจกรรมการสิทธิในการฟ้องร้องต่อศาลอาญา ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วย
"ดังนั้น กรรมการสิทธิจึงสามารถช่วย "ชุมชน" หรือ "ผู้ถูกละเมิด" ในการฟ้องต่อศาลทั้งสามได้ โดยกรณีที่เป็นการขัดรัฐธรรมนูญก็ฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรณีที่เป็นการกระทำผิดทางปกครองก็ฟ้องต่อศาลปกครอง หากผิดอาญาก็ฟ้องต่อศาลอาญา กรรมการสิทธิจึงเป็นผู้รักษาความเป็นธรรม โดยอาศัยกระบวนการยุติธรรมเข้ามาช่วย เพื่อให้ "สิทธิ" บรรลุเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาและเกิดประโยชน์ต่อชาวบ้าน"
เขายังทิ้งท้ายกับข้อคิดที่ว่า ที่บ้านเมืองวุ่นวายหรือวิกฤติอยู่ในขณะนี้ ก็เพราะว่าสังคมเราขณะนี้มีความแตกต่างกันเยอะ มองในเรื่องสิทธิไม่เท่าเทียมกัน ไม่เสมอภาค มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก
ดังนั้นกรรมการสิทธิจึงต้องเข้ามาดูในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรรมขึ้นในสังคมไทย
บ้านเมืองจะได้สงบสุขเสียที
**โต๊ะข่าวการเมือง**



