
ปิดประเทศกันหวัดแค่ระดับ2แลก"สูญแสนล้าน"
หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 เอช1 เอ็น1 พุ่งเกิน 3,000 ราย มีนักวิชาการแพทย์ท่านหนึ่งออกมาเสนอให้ปิดประเทศ ก่อนที่เชื้อจะกระจายไปทั่วประเทศไทยมากกว่านี้ เนื่องจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีความสามารถในการแพร่เชื้อสูงมาก
ส่งต่อจากผู้ป่วย 1 คนไปยังผู้ใกล้ชิด 2-3 คนได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว อาจทำให้โรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยอีกต่อไป เพราะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 อาจนำเชื้อร้ายไปสู่คนไข้อื่นๆ ที่มีภูมิคุ้มกันน้อยอยู่แล้ว
"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี รีบออกมายืนยันทันทีว่า อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ของไทยอยู่ที่ร้อยละ 0.4 ซึ่งเป็นอัตราเฉลี่ยของโลก ยังไม่มีความจำเป็นต้องพูดเรื่องการปิดประเทศ ประชาชนควรดำเนินชีวิตไปตามปกติ และองค์การอนามัยโลกก็ยืนยันแล้วว่า ยังไม่จำเป็นที่จะห้ามคนเดินทางไปยังประเทศต่างๆ
จริงหรือไม่ที่ "การปิดประเทศ" จะช่วยระงับการระบาดของไวรัสร้าย เอช1 เอ็น1 ?
การปิดประเทศเพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไม่ใช่เรื่องพูดเล่นๆ เพราะเม็กซิโกซิตี้ต้นกำเนิดไวรัสเคยสั่งปิดประเทศมาแล้ว 5 วัน ช่วงนั้นคนเม็กซิกันล้มป่วยกันจนล้นโรงพยาบาล ประธานาธิบดีเฟลิเป้ คัลเดรอน สั่งปิดเมืองเม็กซิโกตั้งแต่วันที่ 1-5 พฤษภาคม 2552 โดยประกาศให้หน่วยงานราชการและบริษัทเอกชนหยุดทำงาน พร้อมขอร้องให้ประชาชนอยู่บ้าน ไม่ไปรวมตัวกันในห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่สาธารณะ ยกเว้นโรงพยาบาล
ส่วนสาธารณูปโภคและสถาบันการเงินยังทำงานตามปกติ ช่วงนั้นชาวเม็กซิโกติดเชื้อประมาณ 2,500 คน สายการบินหลายประเทศสั่งห้ามจอดแวะเม็กซิโก เช่น จีน แคนาดา อาร์เจนตินา คิวบา ฯลฯ
ผ่านไป 2 เดือน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม องค์การอนามัยโลกรายงานว่า เม็กซิโกมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นอันดับ 2 ของโลกคือ 10,262 ราย เสียชีวิต 119 ราย ส่วนอันดับ 1 คือ สหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 33,902 ราย เสียชีวิต 170 ราย
นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ และกรรมการผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อไวรัส องค์การอนามัยโลก อธิบายว่า การปิดประเทศป้องกันโรคระบาด ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้น 2 กรณี คือ 1.เมื่อมีโรคระบาดเฉพาะถิ่นซึ่งไม่เคยระบาดที่ประเทศอื่นมาก่อน จึงต้องสั่งปิดประเทศต้นทาง ไม่ให้คนเดินทางเข้า-ออก เพื่อป้องกันเชื้อโรคไม่ให้แพร่ออกไปทั่วโลก 2.กรณีที่พิจารณาแล้วว่ากำลังมีโรคระบาดอยู่นอกประเทศ และไม่ต้องการให้โรคระบาดชนิดนี้เข้ามาสู่ประเทศของตน รัฐบาลจึงต้องสั่งปิดประเทศ
"กรณีไข้หวัดใหญ่ 2009 สั่งปิดประเทศตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะมันแพร่ระบาดไปทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยก็มีหลายพันราย รอบประเทศไทยก็พบผู้ป่วยแล้ว การระบาดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของไข้หวัดใหญ่ หากระบาดแล้วจะทำให้ติดเชื้อหลายล้านคน แต่ปัจจุบันอัตราการเสียชีวิตไม่มากนัก ไม่เหมือนในอดีตตายครั้งละหลายล้านคน ตัวอย่างจากเม็กซิโกที่สั่งปิดประเทศเพราะไข้หวัดใหญ่ 2009 แม้จะสั่งปิดไม่กี่วัน แต่คำนวณความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 2 แสนล้านบาท เพราะฉะนั้นการปิดประเทศต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง" นพ.ประเสริฐ แสดงความเห็น
ล่าสุดองค์การอนามัยโลก ได้กำหนดมาตรฐานออกมาว่า หากประเทศใดมีอัตราการตายของผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 เอช1 เอ็น1 มากกว่าร้อยละ 2 ขึ้นไป รัฐบาลควรพิจารณาให้ยุติการดำเนินกิจการต่างๆ ภายในประเทศเหมือนที่เม็กซิโกซิตี้เคยทำมาแล้ว
นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรมป้องกัน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ข้อมูลว่า องค์การอนามัยโลกแบ่งความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็น 5 ระดับ ระดับที่ 1 อัตราการตายจะอยู่ที่ 0.1% ระดับที่ 2 คือ 0.1-0.5% ระดับที่ 3 คือ 0.5-1% ระดับที่ 4 คือ 1-2% และระดับที่ 5 มีอัตราการตายมากกว่า 2% ขึ้นไป ซึ่งระดับที่ 5 นั้นองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประชาชนอยู่บ้าน ไม่ควรออกไปร่วมทำกิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้น
ขณะนี้ ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 3,000 ราย อัตราการตายยังอยู่ที่ 0.4% หรือระดับที่ 2 จึงยังไม่ต้องพิจารณาเรื่องมาตรการปิดประเทศ !?!
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการแพทย์หลายคน ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัส 2009 อาจไม่ใช่แค่ 3,000 รายเหมือนที่สำนักระบาดวิทยาประกาศ เพราะมีผู้ติดเชื้อไวรัสตัวนี้แล้วรักษาหายเอง หรืออาจไม่รู้ว่าติดเชื้อตัวนี้ หรือไปรักษาที่คลินิกอีกจำนวนมาก
สอดคล้องกับที่ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลในงานประชุมวิชาการร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า ตัวเลขยืนยันจากห้องปฏิบัติการว่า มีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ประมาณ 3,000 รายอาจจะไม่ใช่จำนวนผู้ป่วยจริงที่มีในประเทศไทย เพราะวิธีคำนวณแบบวิชาการด้านระบาดวิทยาต้องนำเอาตัวเลข 68 คูณตัวเลขที่ได้รับรายงาน
หากมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล หรือเรียกว่าผู้ป่วยสะสม 2,925 ราย ก็ต้องคูณด้วย 68 เท่ากับ 198,900 ราย หรือประมาณ 2 แสนราย จึงจะเป็นตัวเลขคาดการณ์ที่แท้จริงของจำนวนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย หากเป็นสหรัฐจะคูณด้วย 47 เนื่องจากแต่ละประเทศจะมีตัวเลขการคำนวณไม่เท่ากัน
ด้าน นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานคณะยุทธศาสตร์และแผนในการต่อสู้โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กระทรวงสาธารณสุข ยอมรับว่า อัตราการตายในประเทศไทยที่ระบุว่ามีเพียง 0.4% ตอนนี้ตัวเลขยังไม่ชัดเจน การคำนวณจากรายงานของสำนักระบาดวิทยาอย่างเดียวอาจได้อัตราการตายที่สูงเกินจริงไปหรือไม่ เพราะหากเปรียบเทียบกับโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล อัตราการตายมีเพียง 0.1% หรือ 1,000 ราย เสียชีวิต 1 รายเท่านั้น
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการหาคำนวณตัวเลขที่แท้จริงว่า อัตราการตายของผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 คือเท่าไรกันแน่ จากนั้นก็กำหนดมาตรฐานให้ชัดเจน เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกทั้ง 5 ระดับ หากวันใดอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดไวรัสร้ายตัวนี้มากกว่าร้อยละ 2 รัฐบาลอาจต้องมีคำสั่งห้ามประชาชนออกจากบ้านอย่างจริงจัง...แต่ขอภาวนาอย่าให้ถึงวันนั้นเลย



