ข่าว

นายกฯคนนอก-ส.ว.ไม่เลือกตั้ง

นายกฯคนนอก-ส.ว.ไม่เลือกตั้ง

27 ก.พ. 2558

นายกฯคนนอก -ส.ว. ไม่เลือกตั้ง : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

           เคาะออกมาเรียบร้อยแล้ว สำหรับหมวดว่าด้วย "คณะรัฐมนตรี"

           “นายกรัฐมนตรี” ไม่จำต้องเป็น ส.ส. เป็น “บุคคลภายนอก” ก็ได้ เพียงแต่ว่าต้องผ่านการลงมติให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร..!

           หากมองจากหลักของระบอบประชาธิปไตย แน่นอนว่า “ถอยหลังเข้าคลอง" แน่ เพราะหากไม่ใช้วิธีเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ก็ต้องมาโดยอ้อม คือ มาจาก ส.ส. ที่เป็นผู้แทนประชาชน ไม่ใช่เอาใครจากไหนมาก็ได้   

           อีกทั้งการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้ มักอ้างอยู่เสมอว่าเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน แต่เอาเข้าจริงพอถึงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ กลับยึดอำนาจนี้ไปจากประชาชนเสียได้ เพราะว่า หากใช้ระบบเดิมที่นายกฯ มาจาก ส.ส. เวลาลงคะแนนเลือกตั้ง ชาวบ้านเขาก็จะเลือกคนที่เป็นหัวหน้าพรรคหรือปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ของพรรคที่เขาชอบเพื่อได้มีโอกาสเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรี

           ส่วนเหตุผลของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็เพื่อปลดล็อกวิกฤติการณ์ทางการเมือง เมื่อรัฐบาลที่นายกฯ มาจาก ส.ส. มีปัญหาและหาทางออกไม่เจอ...????

           อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ให้นายกฯ ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ โดยมีวาระละ 4 ปี แต่ในกรณีที่อยู่ไม่ครบวาระละ 4 ปี ก็ให้นับเป็นหนึ่งวาระ ซึ่งปกติบ้านเมืองเรารัฐบาลก็มักอยู่กันไม่ครบวาระ 4 ปีอยู่แล้ว ดังนั้น ต่อไปอาจเห็นรัฐบาลอายุสั้น ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง 

           มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือ กรณีของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องอำนาจหน้าที่และโครงสร้าง ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550

           กล่าวคือ เริ่มตั้งแต่เรื่อง "จำนวน" ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดให้ส.ว. มีจำนวนไม่เกิน 200 คน  ขณะที่ ส.ว. ระบบเก่ามี 150 คน

           ส่วนที่มา ส.ว. คราวนี้ มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมจากบุคคล 5 กลุ่ม ที่แต่ละกลุ่มเลือกกันเอง ซึ่งมีทั้งกลุ่มบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งระดับสูง เช่น นายกรัฐมนตรี, ประธานรัฐสภา, ประธานศาลฎีกา กลุ่ม ปลัดกระทรวง, ผู้บัญชาการเหล่าทัพ

           แต่ก็ไม่ใช่มีแต่คนใหญ่ๆ โตๆ เท่านั้น ยังมีกลุ่มผู้แทนองค์กรวิชาชีพ, องค์กรด้านเกษตรกรรม, แรงงาน, ชุมชน, ท้องถิ่น และยังมีผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายด้าน

           ก็นับว่ามีความหลากหลาย แต่ที่ต่างออกไปจากเดิมก็คือ ไม่มี ส.ว.เลือกตั้งอีกแล้ว เพราะคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมองว่า ส.ว. เลือกตั้ง มักจะมาจากฐานเสียงเดียวกับ ส.ส. จึงไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

           แต่ที่เป็นวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ก็เรื่อง "อำนาจ" ของ ส.ว. ที่มีมาก ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง...???

           เริ่มตั้งแต่ ส.ว.สามารถนำเสนอร่างกฎหมายได้ เช่น ส.ว. 40 คน เสนอร่างพระราชบัญญัติและร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ได้ จากเดิมที่ ส.ว. ไม่มีอำนาจเสนอร่างกฎหมายได้เองโดยลำพัง โดยมีอำนาจเพียงกลั่นกรองร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น

           ที่สำคัญ  ส.ว.ยังมีอำนาจตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ก่อนนายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งกรณีที่ตั้งคณะรัฐมนตรีทั้งคณะและตั้งรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ทั้งที่การตั้งคณะรัฐมนตรีโดยหลักเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารโดยแท้ แต่ครั้งนี้กลับให้ ส.ว.ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเข้าไปตรวจสอบได้  

           ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงมีกลไกแปลกๆ ใหม่ อย่างที่เห็น...!!!