ข่าว

รธน.ใหม่!ห้ามนายกฯ-รมต.โดดประชุมสภา

รธน.ใหม่!ห้ามนายกฯ-รมต.โดดประชุมสภา

26 ก.พ. 2558

กมธ.ยกร่างฯเคาะรธน.ใหม่ นายกฯ ไม่ต้องมาจาก ส.ส.เปิดทาง นายกฯ คนนอก ห้ามนายกฯ-รมต.โดดประชุมสภา รบ.ยื่นขอความไว้วางใจได้ป้องส.ส.งูเห่า

            ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา จ.ชลบุรี วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรับถ้อยคำที่ว่า "นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" ออก เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเสนอชื่อบุคคลภายนอก เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้
    
            กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ประชุมเพื่อพิจารณาวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่ยี่สิบสี่ ได้เข้าสู่หมวด 4 คณะรัฐมนตรี โดยอนุ กมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ได้นำความจากส่วนที่เกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา และปรับบทบัญญัติให้มีความเหมาะสม โดยมาตรา 173 ว่าด้วยหลักทั่วไปของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ซึ่งนำความจากมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและปรับถ้อยคำที่ว่า “นายกฯ ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ออก เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเสนอชื่อบุคคลภายนอกเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ ขณะที่วาระดำรงตำแหน่ง ได้มีการแก้ไขจากถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ระบุว่า “นายกฯ จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 8 ปีไม่ได้ เป็น “นายกฯ จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้” โดยมีคำอธิบายประเด็นดังกล่าวว่า ในวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ครั้ง หากรัฐบาลอยู่ไม่ครบ 4 ปี ให้นับเป็น 1 วาระ และหากดำรงตำแหน่งมาแล้ว 2 วาระ ต้องเว้นวรรคไปก่อนแล้วถึงมาดำรงตำแหน่งได้ใหม่
    
            ขณะที่มาตรา 174 ว่าด้วยที่มาของนายกฯ ต้องผ่านการลงมติให้ความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง โดยนำความจากมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาโดยไม่มีการแก้ไขถ้อยคำ ซึ่งในที่ประชุมมีผู้เสนอให้เพิ่มบทบัญญัติที่ว่า ในกรณีที่นายกฯ ไม่ได้เป็น ส.ส.ให้ดำรงตำแหน่ง 2 ปี โดยเหตุผลคือเพื่อเป็นการเปิดช่องให้แก้ปัญหาช่วงวิกฤติการเมือง โดยสภาผู้แทนราษฎร สามารถเลือกบุคคลภายนอกซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส.ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ เพื่อแก้ไขวิกฤตดังกล่าวได้
    
            ทั้งนี้ ในคะแนนที่ลงมติเห็นชอบ มีผู้เสนอให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของที่ประชุมแทนเสียงจำนวนกึ่งหนึ่งและนายกฯ คนนอกสามารถต่อวาระดำรงตำแหน่งได้ หากได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภา ด้วยเสียง 3 ใน 4 อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมส่วนใหญ่ "ไม่เห็นด้วย" กับข้อเสนอดังกล่าว และมองว่า พลวัตทางการเมืองในอนาคตควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ อีกทั้งมองว่าการกำหนดบทบัญญัติดังกล่าว อาจทำให้เกิดการตีความในช่วงเริ่มต้นของการเลือกนายกฯ ได้ว่า นายกฯ จะเป็น ส.ส. หรือเป็นบุคคลที่ไม่เป็น ส.ส.ก็ได้ และอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ อีกทั้งหลักการสำคัญที่ไม่เห็นด้วย เพราะจะเป็นการละเมิดหลักการที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ และมีอำนาจในการเลือกผู้แทนและให้ผู้แทนปวงชนนั้น เข้าไปเลือกผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ทำให้ที่ประชุมผ่านการพิจารณาไปตามบทบัญญัติที่อนุ กมธ.เสนอ โดยไม่มีการแก้ไข


ส่งชื่อครม.ให้วุฒิฯตรวจก่อนทูลเกล้าฯ
    

            ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า มีบทบัญญัติที่เขียนขึ้นใหม่ ในมาตรา 176 ได้กำหนดให้ ก่อนที่นายกฯ จะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯ ถวายให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ให้นายกฯ ส่งรายชื่อ ครม.หรือ รมต. ให้วุฒิสภาตรวจสอบก่อน ทั้งนี้ วุฒิสภาต้องตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายชื่อและให้เปิดเผยให้ทราบโดยทั่วไป
     
            สำหรับวิธีการพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่ง เป็นไปตามมาตรา 132 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเจตนารมณ์คือ ให้วุฒิสภาได้ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ แต่ไม่มีสิทธิลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ


ห้ามคนเคยติดคุก-ยื่นภาษีเท็จนั่งรมต.
    

            ขณะที่ในบทบัญญัติมาตรา 177 ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ที่นำความจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 174 มาพิจารณา โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้นำบทบัญญัติที่ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ยกเว้น (11) ที่ว่าด้วยความเป็น ส.ว.หรือเคยเป็น ส.ว.และสมาชิกภาพสิ้นสุดแล้วไม่เกิน 2 ปี ออก เนื่องจากในบทบัญญัติของมาตรา 177 ได้กำหนดไว้ใน (6) แล้ว ทั้งนี้ ในบทบัญญัติได้เพิ่มประเด็นที่ว่าห้าม ส.ส.มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จากเดิมที่เขียนเพียงตำแหน่ง ส.ว.หรือเคยเป็น ส.ว.ซึ่งพ้นตำแหน่งมาแล้วไม่ถึง 2 ปี และแก้ไขในประเด็นลักษณะต้องห้ามใน (5) จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 174 กำหนดว่า “ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ” แก้ไขเป็น “ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท” โดยเหตุผลสำคัญเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2550 มาตรา 35 (4) ที่กำหนดไม่ให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่าทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบ เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด    

            โดยเหตุผลสำคัญที่ต้องตัดประเด็น “โดยพ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีก่อนได้รับตำแหน่ง” ออกไปนั้นเพื่อวางหลักสำคัญไม่ให้บุคคลที่เคยถูกจำคุก ไม่ว่าจะกี่ปีก็ตาม ห้ามดำรงตำแหน่งที่สำคัญในฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ยังได้เพิ่มเติมประเด็นให้รัฐมนตรีต้องแสดงสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี ต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ตรวจสอบด้วย และหากพบว่ามีการยื่นแสดงรายการภาษีเป็นเท็จ ให้ถือว่าหมดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีทันที

 

ห้ามนายกฯ-รมต.โดดประชุมสภา

 

           ที่ประชุม ได้พิจารณาในหมวดที่ 4 ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี โดยในการพิจารณาช่วงบ่าย มีประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ คือ มาตรา 180 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นใหม่ ความว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา และการเข้าประชุมดังกล่าวถือเป็นภารกิจสำคัญเหนือกว่าภารกิจอื่นใด

             ทั้งนี้รัฐมนตรีมีสิทธิแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นต่อที่ประชุมสภา และได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครอง ตามบทบัญญัติมาตรา 141 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด ทั้งนี้เพื่อเป็นการวางหลักเกณฑ์ของการทำหน้าที่ฝ่ายบริหารที่ต้องรับผิดชอบ ต่อสภานิติบัญญัติที่ชัดเจน

             อีกทั้งเพื่อแก้ปัญหากรณีที่ฝ่ายบริหารหลบเลี่ยงและไม่ร่วมประชุมสภา, มาตรา 183 เป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นใหม่ โดยมีสาระสำคัญคือให้นายกฯขอความไว้วางใจต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยประธานสภาฯ ต้องจัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาภายใน 7 วันนับแต่วันที่นายกฯ ยื่นเรื่อง สำหรับการลงมติไว้วางใจหากได้เสียงน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของสภาฯ นายกฯ สามารถตัดสินใจยุบสภาก็ได้ โดยมีเหตุผลสำคัญเพื่อเป็นกลไกให้รัฐบาลใช้ในการแก้ไขหรือเพื่อยุติความขัด แย้งหรือแตกแยกของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลหรือ ส.ส. ให้ยุติการกระทำ โดยที่ประชุมมีการซักถามว่า หากรัฐบาลได้รับความไว้วางใจอยู่แล้วเหตุผลใดถึงต้องยื่นเรื่องต่อสภาฯให้ ดำเนินการพิจารณารับรองความไว้วางใจอีก          

             มาตรา 184 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่มีความสำคัญและเป็นเครื่องวัดสถานะของรัฐบาลว่าจะบริหารราชการอยู่ได้ หรือไม่ เมื่อรัฐบาลส่งเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯแล้วภายในระยะเวลา 48 ชั่วโมงหากไม่มีส.ส.เข้าชื่อเพื่อยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้ วางใจให้ถือว่าร่างพ.ร.บ.ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งฉบับได้รับความเห็นชอบจาก สภา แต่หากมีส.ส.เข้าชื่อเพื่อยื่นญัตติขออภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ให้ที่ประชุมจัดให้มีการประชุมเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีที่มีกรลงมติไม่ไว้วางใจด้วยเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งให้ถือว่าร่าง พ.ร.บ.นั้นได้รับความเห็นชอบของสภา ทั้งนี้บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้บังคับใช้ได้เพียง 1 ครั้งในสมัยประชุมเท่านั้น สำหรับเจตนารมณ์สำคัญ เพื่อให้มีความรอบคอบของการพิจารณากฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการเงิน เป็นต้น

             มาตรา 186 เป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รักษาคณะรัฐมนตรี โดยกำหนดให้ปลัดกระทรวงในกระทรวงนั้นทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรีในกระทรวงที่ ตนดูแลอยู่ และกำหนดให้ปลัดกระทรวงนั้นเลือกปลัดกระทรวงจำนวน 1 คนมาทำหน้าที่นายกฯ รักษาการและเลือกปลัดกระทรวงจำนวน 2 คนมาทำหน้าที่รองนายกฯ ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ ได้นำความจากมาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญมากำหนดและเพิ่มเติมประเด็นคือการให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อยและบริสุทธิ์ ทั้งนี้วาระปฏิบัติหน้าที่ของปลัดกระทรวงดังกล่าวจะสิ้นสุดลง คือเมื่อมี ครม.ชุดใหม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แล้ว


ตีตกบทบัญญัติให้อำนาจพิเศษนายกฯ
    


            ต่อมาเวลา 16.00 น. ได้เข้าสู่การพิจารณารายละเอียดในหมวด 4 คณะรัฐมนตรี มาตรา 189 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นโดยนำหลักการมาจากรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ค.ศ.1958 มาตรา 16 ว่าด้วยการให้อำนาจพิเศษแก่ประธานาธิบดีเพื่อแก้ไขวิกฤติทางการเมืองและแก้ไขสถานการณ์ที่ความมั่นคงแห่งชาติถูกคุกคามมาพิจารณา และปรับบทบัญญัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศไทยที่เกิดช่วงวิกฤติทางการเมืองรอบที่ผ่านมา   

            โดยเนื้อความของร่างมาตรา 189 ตามการเสนอโดยอนุ กมธ.พิจารณาบทบัญญัติเป็นรายมาตรา มีรายละเอียด คือ วรรคแรก “ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือมีกรณีเกิดความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร และการดำเนินการตามปกติของสถาบันทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญหยุดชะงักลง นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารืออย่างเป็นทางการกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และศาลรัฐธรรมนูญแล้ว”
    
            ขณะที่ วรรคที่สอง ระบุว่า “เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้นายกฯ มีอำนาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่ง การกระทำและการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่ง การกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้วให้นายกรัฐมนตรี รายงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และศาลรัฐธรรมนูญทราบโดยเร็ว และแถลงให้ประชาชนทราบถึงการใช้มาตรการดังกล่าว”
    
            วรรคที่สาม ระบุว่า “เมื่อนายกฯ ได้ใช้อำนาจตามมาตรานี้ให้ถือว่าเป็นการเปิดสมัยประชุมรัฐสภา โดยไม่ต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมและถือว่าระหว่างที่มีการใช้อำนาจตามมาตรานี้เป็นสมัยประชุมของรัฐสภา” และวรรคสี่ ระบุว่า “ในระหว่างที่มีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้” โดยเหตุผลสำคัญเพื่อเป็นกลไกให้นายกฯ สามารถใช้อำนาจในการแก้ไขสถานการณ์วิกฤติ ที่บทบัญญัติของ พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวได้ โดยการใช้อำนาจนั้นต้องกระทำในภาวะฉุกเฉิน เช่น ในสถานการณ์สุญญากาศทางการเมือง สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ป้องกันการปฏิวัติ
    
            ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นเป็น 2 ทาง คือ ให้ตัดบทบัญญัติดังกล่าวออกจากร่างรัฐธรรมนูญ โดยเหตุผลสำคัญ คือ ร่างมาตราดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์วิกฤติตามที่ได้ยกตัวอย่างมา เพราะการปฏิวัติไม่สามารถป้องกันได้หากนักการเมืองยังกระทำชั่ว และมีพฤติกรรมเลวอย่างที่ผ่านมา ดังนั้น การเขียนมาตราดังกล่าวถือเป็นการยื่นดาบให้โจร และกังวลว่า หากรัฐบาลเป็นคู่ขัดแย้งกับกลุ่มผู้ชุมนุม เหมือนสถานการณ์ทางการเมืองรอบที่ผ่านมา เชื่อว่านายกฯ อาจใช้อำนาจพิเศษดังกล่าวทำร้ายประชาชน หรือก่อความสูญเสียอื่นใดเพื่อระงับการชุมนุมได้ นอกจากนั้น ร่างมาตราดังกล่าวถือเป็นการทำลายหลักความเป็นประชาธิปไตยตามธรรมชาติของประชาชน และทำลายความเข้มแข็งของประชาชน
    
            ขณะที่ผู้ที่เห็นว่าคงบทบัญญัติดังกล่าวไว้เพื่อเป็นช่องทางของการแก้ไขวิกฤติและผ่าทางตันของปัญหาเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังมีผู้สนับสนุนบทบัญญัติ แต่ขอเพิ่มเติมถ้อยคำ เช่น การใช้อำนาจพิเศษต้องได้รับความเห็นชอบประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจพิเศษดังกล่าวต้องเป็นการใช้ร่วมกันกับนายกฯ ประธานสภา ประธานวุฒิสภา ผู้นำทุกเหล่าทัพ เป็นต้น
    
            ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมได้ใช้เวลาอภิปรายถกเถียงนานกว่า 1 ชั่วโมงแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป แม้ว่าจะมีการปรับบทบัญญัติตามที่มีผู้เสนอเพื่อแก้ไขการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวของนายกฯ แล้วก็ตาม สุดท้ายเพื่อเป็นการยุติที่ประชุมได้ถามความเห็นจากกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เข้าร่วมประชุมเป็นรายคน โดยเสียงข้างมากเห็นว่าควรตัดบทบัญญัติดังกล่าวออกไป ทำให้ที่ประชุมได้ตัดบทบัญญัติดังกล่าวออก