ข่าว

‘บิ๊กตู่’ขอทุกฝ่ายร่วมสร้างปรองดอง

‘บิ๊กตู่’ขอทุกฝ่ายร่วมสร้างปรองดอง

26 ก.พ. 2558

‘พล.อ.ประยุทธ์’ ขอทุกฝ่ายร่วมสร้างปรองดอง ยอมรับในกติกา-กระบวนกฎหมาย เดินหน้าประเทศมุ่งสู่ประชาธิปไตย พร้อมให้ความร่วมมือ ป.ป.ช.คดีสลายม็อบปี 53

 
             26 ก.พ.58 เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ร่วมกันเปิดตัวโครงการปณิธานความดีปีมหามงคล ทำดี เริ่มได้ ที่ใจเรา พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ โครงการ ปณิธานความดีปีมหามงคล ทำดี เริ่มได้ ที่ใจเรา รัฐบาลได้ริเริ่มขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสรวมใจถวายของขวัญแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ในช่วงเวลาที่เป็นมงคลฤกษ์ระหว่างปี 58-60 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีวาระอันเป็นมงคลเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี โดยในปี 2558 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุ 88 พรรษา และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษาส่วนในปี 2559 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ครบ 70 ปี และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุ 7 รอบ 84 พรรษา และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงเจริญพระชนมายุ 65 พรรษา ส่วนในปี 2560 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุ 65 พรรษา และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ซึ่งผู้สนใจสามารถร่วมโครงการได้โดยการตั้งปณิธาน อาทิ จะอาสาสมัครทำความดี โดยแสดงการตั้งปณิธานผ่านเว็บไซต์ www.panithand.com และ www.facebook.com/panithand นอกจากนี้คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯยังมีกิจกรรมมอบรางวัลให้แก่ผู้มีผลงานการดำเนินโครงการที่น่าสนใจด้วย
 
             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานได้มีการแสดงภาพยนตร์ แอนิเมชั่น เปรียบเทียบระหว่างคนสมชาย ที่ตื่นเพื่อทำงานแต่เข้าแล้วประสบความสำเร็จ และคนสมนึก ที่นอนดึกตื่นสายแล้วมีปัญหากับการทำงานให้ผู้ร่วมงานได้รับชม
 
             จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า คุณสมชาย คือชื่อย่อของ คสช. ดังนั้นก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี ตื่นเช้าทำประโยชน์คิดสิ่งดีงามแก้ไขปัญหาต่างๆของชาติ ตนก็ต้องทบทวนตัวเองเพื่อทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเช่นกัน เช่นรู้ตัวว่าโมโหเร็ว ก็จะทำตัวให้ดีขึ้นไม่ให้โมโหง่ายเพราะจะเสียเวลาในการทำงาน งานที่เราจัดขึ้นในครั้งนี้เพื่อสร้างความรักสามัคคีสร้างความปรองดองในสังคม และปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในสังคมทุกวัย โดยเริ่มจากการมุ่งมั่นคำความดี ให้สังคมเต็มไปด้วยคนที่มีคุณธรรม ซึ่งคนทั่วไปคงรับทราบในส่วนนี้ แต่คนที่ทำงานหนักไม่มีเวลาติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเราก็ต้องทำให้เขารับทราบในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน ความดีทุกคนสามารถทำได้ทุกวัน ถ้าเราเริ่มต้นทำความดี ครอบครัวและสังคมก็จะดีขึ้น เราจึงใช้โอกาสมหามงคลนี้เป็นจุดเริ่มตนในการทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
 
             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ประเทศชาติมีวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ และการเมือง อยากให้ใช้ตรงนี้เป็นโอกาสในการทำงานร่วมกัน ตนในฐานะรัฐบาลยืนยันว่าจะสนับสนุนการทำความดีทุกอย่าง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาติและประชาชน และสิ่งที่เห็นในตอนนี้คือมีความขัดแย้งเกิดขึ้นมาก ส่วนใหญ่เกิดจากความเห็นส่วนตัว หรือคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้าง แต่ก็มีตัวตนอยู่ในนั้นเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเราจึงต้องตัดคำว่าตัวตนออกไป แล้วจะมองเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำเพื่อแก้ปัญหาของประเทศอยู่ตรงไหน ถ้าทุกคนมองตรงนั้นออกก็จะไปแก้ปัญหาได้ทุกอย่างและจะไม่เกิดความขัดแย้งในทุกเรื่องทุกสถานการณ์ วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสื่อมวลชนต้องช่วยกันขยายการทำความดี อีกทั้งต้องตั้งมั่นว่าจะช่วยส่งเสริมรัฐบาลและประเทศชาติอย่างไรไม่ให้เกิดความขัดแย้งให้เกิดความปรองดองซึ่งกันและกัน ทุกคน ทุกกลุ่ม รวมถึงแม่น้ำทั้ง 5 สาย ก็ต้องช่วยกันทำความดี ต้องลด ละ เลิกสิ่งต่างๆให้ประเทศเดินหน้าให้ได้ ฝ่ายการเมืองหรือใครก็แล้วแต่ต้องร่วมด้วย
 
             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนต้องทำความดีในสามส่วนด้วยกัน คือการแก้ไขตัวเอง สองคือเรื่องภายในครอบครัวและ สามคือรัฐบาล ที่ตอนนี้กำลังทำหน้าที่เพื่อชาติและประชาชน ซึ่งแน่นอนว่าความขัดแย้งต้องเกิดขึ้น ในเมื่อสิ่งต่างๆบางครั้งไม่ได้รับการแก้ไข จึงต้องมีความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งต้องมีข้อยุติเพื่อเดินหน้าประเทศให้ได้ สิ่งที่ทำวันนี้คือการเอาทุกอย่างมาแก้ไข แต่ทำทันทีไม่ได้เพราะไม่ได้แก้มาก่อน อีกทั้งตอนนี้โลกก็มีความเปลี่ยนแปลงมากมายมีกติกาต่างๆ เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ถ้าอยู่ในโลกคนเดียวก็เชิญทะเลาะกันไม่เป็นไร แต่เมื่อเราอยู่ในสังคมโลกประเทศไทยจะถูกลบออกจากแผนที่ ดังนั้นไม่ได้อะไรที่ยังไม่ถึงก็อย่าเพิ่งทะเลาะกัน
 
             “วันนี้ก็ไปถึงเรื่องการเลือกตั้ง เรื่องรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างต้องมีกติกา ทุกคนอยากให้ประเทศไทยดีขึ้น ก็ขอให้ไปบอกคนที่ออกมาสร้างความขัดแย้งอยู่ทุกวัน ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการ วันนี้ต้องรบกับทั้งพระ ทั้งฆราวาส และคนในประเทศ วันนี้เราต้องแก้ปัญหาให้ถูกวิธี มีมาตรการที่รัดกุมซึ่งมีหลายส่วนด้วยกัน ทั้งคน ทั้งระบบ ทั้งกฎหมาย ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันในการแก้ปัญหา ทุกองค์กรต้องมองว่าจะว่างตัวเองอย่างไรในสังคม การจะให้รัฐดูแลทุกอย่างคงไม่ไหวเพราะการทำงานต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา ต้องมีงบประมาณ และกฎกติกาอีกมากมายไม่ใช่ว่ารัฐบาลดันทุรังหรือถอยกรู ใช่คำพูดพวกนี้กับพวกเราไม่ได้ อะไรที่สงสัยผมก็พร้อมเปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นและต้องฟังเหตุผลกันบ้าง ยืนยันว่าผมไม่ต้องการผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น รวมถึงต้องใช้ความอดทนสูงในการทำงาน รัฐมนตรีคนอื่นก็เช่นกัน เพราะไม่ใช่นักการเมืองไม่ได้สมัครเข้ามา ผมเป็นคนเลือกเข้ามาคนที่ให้คะแนนก็คือผม ใครจะให้อย่างไรผมไม่ฟังหรอก เพราะผมสั่งผมรู้ว่าทะไรทำได้แค่ไหน คนที่ออกมาให้คะแนนทำไมก่อนๆนี้ไม่ให้เขาละ คอยจับจ้องแต่คุณสมชายนี้ละ” นายกฯ กล่าว
 
 
‘ประยุทธ์’ พร้อมให้ความร่วมมือ ป.ป.ช. คดีสลายม็อบปี53
 
 
             เมื่อเวลา 10.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553 มีบุคคลทั้ง 3 คน ประกอบด้วย ตนเองในฐานะรอง ผบ.ทบ. ในขณะนั้น พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะผบ.ทบ.และรองผอ.ศอฉ. และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ซึ่งดำรงตำแหน่งรมว.กลาโหมเกี่ยวข้องด้วยว่า ถ้าจะให้ตนไปเป็นพยาน กระบวนการยุติธรรมว่าอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น 
 
             ผู้สื่อข่าวถามว่า พร้อมไปเป็นพยานใช่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า “ว่าตามนั้น ถ้าไปได้ก็ไป จะจำเป็นหรือไม่ตนยังไม่รู้ ยังไม่รู้เหมือนกัน กลไกเขาว่าอย่างไร ตอนนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรีนะ” 
 
             เมื่อถามย้ำว่า ป.ป.ช.จะเชิญบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ไปให้ปากคำนั้น พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ตนพร้อมจะให้ข้อมูล ซึ่งการให้ข้อมูลบางครั้งก็ไม่ต้องไปเอง สามารถให้ข้อมูลเป็นเอกสารได้ อย่าให้เป็นเรื่องใหญ่โตเลย “แล้วมันจะยังไง แล้วทำไมไม่สนใจว่าทำไมทำข้างนี้ ทำไมไม่พูดว่าทำทั้งสองฝ่าย ตั้งแต่ต้นทำไมมาบอกว่าไล่ล่าข้างเดียวกันอยู่ ยืนยันไม่ได้เป็นการไล่ล่าข้างเดียว ใครทำผิดกฎหมายก็ว่ามา ใครที่แก้ข้อกล่าวหาได้ก็จบไปเท่านั้นเอง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม” 
 
             เมื่อถามต่อว่า จะเป็นโอกาสที่จะได้เคลียร์คดีนี้เลยใช่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ไม่ตอบคำถามดังกล่าวและได้เดินขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้าและหันมาตอบคำถามอีกครั้ง
 
             เมื่อถามว่า คดีนี้จะเดือดร้อนไปถึงกองทัพหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า จะเดือดร้อนเรื่องอะไร เจ้าหน้าที่เขาก็ทำงาน ที่ผ่านมาก็มีการรายงานการสอบสวนมาตลอดทุกครั้ง ผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีหมด ตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อนๆ ได้มีการดำเนินการไปครั้งหนึ่งแล้ว รัฐบาลที่แล้วก็มีการปรับปรุงแก้ไขอีกส่วนจะได้หรือไม่อย่างไรก็ต้องไปดูในข้อเท็จจริง
 
             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อพลเอกประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์มาถึงตรงนี้ได้หันกลับมายังกลุ่มผู้สื่อข่าว พร้อมตะโกนถามว่า “ขอถามข้อเท็จจริงว่ามีคนใช้อาวุธในประชาชนหรือเปล่า มีหรือเปล่าขอให้พูดดังๆ มีชายชุดดำอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดงหรือเปล่า และมีคนยิงใส่ทหารหรือเปล่า ถ้ามีก็จบ”
 
             ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการเยียวยาผู้ชุมนุมทางการเมือง พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว ภายใต้การดูแลของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งการดูแลเยียวยาผู้ชุมนุมทางการเมืองได้ทำมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐบาลชุดนี้จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล
 
             ขณะที่พลเอกอนุพงศ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่ายังไม่รู้ และ ปปช.ยังไม่ทำหนังสือมาถึงตนแต่อย่างใด
 
 
‘นายกฯ’ อยากประมูล 4 จีปีนี้ ขอทุกฝ่ายช่วยกัน
 
 
             เมื่อเวลา 10.45 น.วันที่ 26 ก.พ.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 4 จี ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังดูอยู่ หากมีความพร้อมก็สามารถประมูลได้ โดยคณะกรรมการที่ได้มีการตั้งขึ้นมานั้นกำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งเรื่องการประมูลตนไม่แน่ใจมากนัก แต่การประมูลคลื่นความถี่ 4 จีต้องมีกฎหมายมารองรับก่อน
 
             เมื่อถามว่า ความตั้งใจต้องการให้ทันปีนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่างให้เร็วที่สุด อยากให้ทัน เพราะทุกคนก็อยากได้ แต่ก็ต้องดูว่ากฎหมายสามารถทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ก็ทำ ซึ่งกลไกต่างก็ต้องทำคู่ขนานกันไป แต่ขออย่าไปแยกว่าอะไรดีหรือไม่ดี เพราะต้องดูที่โครงสร้างว่ามีการทำงานอย่างไร มีการออกกฎหมายกี่ฉบับแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการตั้งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อให้มีการทำงานคู่ขนาน ให้งานสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน