
นายกฯแพ้ซักฟอกต้องยุบสภา!ร่างรธน.ใหม่
กมธ.ยกร่างฯกำหนดนายกฯ แพ้ซักฟอกต้องยุบสภา ขณะที่ ส.ส.ต้องมีคะแนนเลือกตั้งชนะโหวตโน ให้สิทธิ์วุฒิสภาเสนอกฎหมายได้
เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา จ.ชลบุรี นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบการเมืองที่ดี ว่า หมวด 3 รัฐสภา ในส่วนที่ 2 ว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยมาตราส่วนใหญ่ได้นำความในมาตราที่เกี่ยวข้องในส่วนเดียวกันของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา โดยมีประเด็นที่แตกต่างสำคัญ 3 ประการ คือ 1.กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ ต้องลงทะเบียนแสดงความจำนงว่าจะออกเสียงลงคะแนนก่อน 2.ลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 113 (8) ที่ว่า เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งนำความจากรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35(4) มาบัญญัติ และ 3.การชนะการเลือกตั้งและได้ทำหน้าที่เป็น ส.ส. ต้องชนะเสียงของผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน หรือ "โหวตโน" ด้วย โดยกำหนดไว้ในมาตรา 115 ว่า “ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จะเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือจะเป็นบัญชีรายชื่อที่ได้รับเลือก ต่อเมื่อได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
นายคำนูณ แถลงด้วยว่า นอกจากนี้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตราที่ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ห้ามใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งนำความจากมาตรา 100 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและเพิ่มประเด็นที่ว่า เป็นบุคคลที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยคำพิพากษา ขณะที่คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ได้นำความจากมาตรา 101 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา แต่ได้แก้ไขในรายละเอียดว่า ในจำนวนปีที่เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง จากเดิมกำหนดไว้ 5 ปี ได้แก้ไขให้เป็น 4 ปี ตามข้อเสนอของนักการเมือง นอกจากนั้นได้กำหนดคุณสมบัติผู้จะสมัครรับเลือกตั้งเพิ่มเติม ใน (5) ความว่า “ได้แสดงสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ย้อนหลังเป็นเวลา 3 ปีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งไม่มีรายได้ตามที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี และมีคุณสมบัติอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และการได้มาซึ่งวุฒิสภา”
"นายกฯ"แพ้ซักฟอกต้องยุบสภา
นายคำนูณ กล่าวด้วยว่า ขณะที่มาตราว่าด้วยการกำหนดให้อายุของ ส.ส.สิ้นสุด ได้นำความจากมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญมาพิจารณา แต่ได้เพิ่มเติมในประเด็นที่ว่า “หรือสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามมาตรา 168 วรรคห้า” คือ เป็นกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ โดยหลักการสำคัญเพื่อเป็นกลไกปกป้องฝ่ายบริหาร ไม่ให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจำนวนมาก อย่างไม่มีเหตุผลสมควร และเพื่อเป็นการกำหนดว่าการตรวจสอบรัฐบาลต้องทำด้วยวิธีการอื่น มากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งสาระสำคัญคือ หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และมีการลงมติไม่ไว้วางใจสำเร็จ ซึ่งเป็นเหตุที่คณะรัฐมนตรีต้องพ้นไป ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรต้องพ้นไปด้วย
ให้กกต.กำหนด-เลื่อนวันเลือกตั้งได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านความเห็นชอบมาตรา 119 เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์ จะทรงตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง และให้มีบทบัญญัติกรณีที่มีเหตุใดๆ ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งใด ไม่สามารถกระทำในวันเดียวกัน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กำหนดวันลงคะแนนในหน่วยนั้นใหม่ หรือ ดำเนินการประการอื่น เพื่อให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งได้ ในกรณีเช่นนี้ จะเปิดเผยผลการนับคะแนนในเขตเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งนั้นตั้งอยู่ได้ ต่อเมื่อมีการลงคะแนนในทุกหน่วยเลือกตั้งแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น เมื่อครั้งเลือกตั้งทั่วไป ปี 2557 ที่มีกลุ่ม กปปส.เคยขัดขวางหน่วยเลือกตั้ง
ให้สิทธิ์วุฒิสภาเสนอกฎหมายได้
ช่วงเย็น ได้พิจารณาและผ่านการพิจารณาบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ครบทุกส่วนในหมวด 3 ว่าด้วยรัฐสภา แล้ว โดยบทบัญญัติได้นำความจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในส่วนที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาและปรับถ้อยคำให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักการใหม่ที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญกำหนดขึ้น เช่น การให้สิทธิสมาชิกวุฒิสภาสามารถนำเสนอร่างกฎหมายได้ ทั้งนี้มีรายละเอียดที่สำคัญ คือ ส่วนที่ 5 การประชุมร่วมรัฐสภา โดยนำความจากมาตรา 136ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและเพิ่มเติมกรณีของการพิจารณาแผนพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นกรณีที่รัฐสภาต้องประชุมร่วมกัน, ส่วนที่ 6 การทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยนำความจากมาตราที่เกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและเพิ่มบทบัญญัติในส่วนการเสนอร่าง พ.ร.บ. โดยได้เพิ่มให้ วุฒิสภา จำนวน 40 คนเสนอร่าง พ.ร.บ., คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย, กรรมการปฏิรูปประเทศสามารถเสนอร่างพ.ร.บ.ได้ จากเดิมที่ให้สิทธิ์เฉพาะคณะรัฐมนตรี, ส.ส., องค์กรของศาล องค์กรอิสระ และประชาชนเข้าชื่อจำนวน 1.5 หมื่นชื่อ ขณะที่ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ได้เพิ่มบทบัญญัติให้วุฒิสภา จำนวน 1 ใน 4 สามารถเสนอร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญได้ด้วย และกำหนดให้มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 11 ฉบับ โดยนำความจากมาตรา 138 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา และเพิ่มให้มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะรัฐมนตรีและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการคลัง การงบประมาณภาครัฐ ในบทบัญญัติด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในบทบัญญัติมาตรา 164 ว่าด้วยกรณีที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรียืนยันร่างพ.ร.บ. และร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่รัฐสภาชุดก่อนหน้าซึยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ ภายใน 60 วันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก โดยนำความมาตรา 153 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา ทั้งนี้ที่ประชุมได้ปรับเพิ่มถ้อยคำ โดยกำหนดให้ร่าง พ.ร.บ.ที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอ ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบให้รัฐสภาที่เลือกตั้งใหม่พิจารณาต่อไปได้ โดยไม่ต้องมีการยืนยันหรือให้ประชาชนเสนอเข้ามาใหม่ ทั้งนี้มีเหตุผลว่าเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเสนอร่างกฎหมายอีกทั้งร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจหรือผูกพันทางการเมืองชุดเก่า ดังนั้นการเมืองชุดใหม่จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาหรือยืนยันว่าจะพิจารณาต่อหรือไม่
ปรับบทบัญญัติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯใหม่
ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ผ่านการพิจารณาในหมวด 3 รัฐสภา ช่วงเวลา 19.30 ได้ผ่านการพิจารณาบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญหมวด 3 รัฐสภา ส่วนที่ 7 ว่าด้วยการควบคุมการตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยนำความจากส่วนที่เกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและปรับถ้อยคำให้เหมาะสม ขณะที่การพิจารณาในส่วนที่ 8 การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ได้นำความจากส่วนที่เกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาพิจารณา แต่ได้ปรับหลักการให้เหมาะสม โดยมีสาระสำคัญ คือ กรณีที่สภาผู้แทนราษฎรตั้งกระทู้ถามสดนายกฯ หรือรัฐมนตรี ได้กำหนดให้นายกฯ หรือรัฐมนตรีต้องมาตอบกระทู้ถามสดในสภา เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นสภาพบังคับต่อนายกฯ และรัฐมนตรีผู้ถูกตั้งคำถาม และแก้ไขปัญหาที่ฝ่ายบริหารเลี่ยงการเข้ามาชี้แจงต่อสภาฯ เหมือนที่ผ่านมา
ขณะที่ประเด็นการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ที่นำความจากมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาแต่ได้เพิ่มเติมถ้อยคำในวรรคสองซึ่งมีสาระสำคัญคือการยื่นญัตติของเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ สามารถทำได้ในกรณีที่เป็นการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินแผ่นดิน ทั้งนี้กำหนดให้ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลวินัยการคลังและงบประมาณก่อน จากเดิมที่กำหนดเพียงแค่ พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
นอกจากนั้นได้ตัดบทบัญญัติที่ว่าต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯ คนต่อไปประกอบกับการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ออก เนื่องจากในวรรคท้ายของร่างมาตราที่ยกร่างนั้นกำหนดไว้ว่า ในกรณีที่สภาฯ ลงมติไม่ไว้วางใจด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดแล้ว นายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งและเป็นผลให้อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงด้วย ส่วนการลงคะแนนไม่ไว้วางใจนายกฯ นั้น ได้ปรับถ้อยให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจ และให้นับเฉพาะคะแนนไม่ไว้วางใจเท่านั้น จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 158 วรรคสามกำหนดให้มีการลงมติไว้วางใจและไม่ไว้วางใจ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการนำประโยชน์ที่ได้จากการลงคะแนนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง



