ข่าว

เลือกตั้งระบบใหม่

เลือกตั้งระบบใหม่

26 ก.พ. 2558

เลือกตั้งระบบใหม่ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น

             หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ประเทศเราจะได้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบใหม่ซึ่งเรียกว่า ปฏิวัติระบบเลือกตั้งแบบเดิมๆ ที่เราเคยรู้จัก จากเดิมระบบที่ซับซ้อนที่สุดที่เราเคยใช้คือ เลือกสองใบแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ แต่ครั้งนี้รายละเอียดจะไม่เหมือนที่ผ่านมา เราจึงสรุปรวมวิธีเลือกตั้งที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบเอาไว้ และเขียนออกมาเป็นตัวบทในเบื้องต้น

             อย่างแรกกรรมาธิการยกร่างฯ เรียกระบบเลือกตั้งแบบใหม่นี้ว่า "ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม" โดยมีต้นแบบวิธีคิดจนติดปากเรียกเป็นชื่อเล่นว่า "ระบบเยอรมัน"

             ระบบนี้จะมี ส.ส.รวมทั้งสภา 450 คน แต่จะไม่เกิน 470 คน และมีสองแบบ คือ 1.แบบแบ่งเขต (250 คน) และ 2.แบบบัญชีรายชื่อ (200-220 คน) เช่นเดียวกับที่ผ่านมา แต่วิธีการคิดคำนวณจะต่างกันออกไป โดยวิธีนี้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อจะถือเป็นฐานคะแนนหลักที่จะนำมาคิดว่า แต่ละพรรคจะมี ส.ส.ได้กี่คน โดยคิดคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์

             เช่น พรรค ก. ได้คะแนนทั้งประเทศ 10% ก็เท่ากับว่าจะมี ส.ส.ได้ 45 คน (จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 450 คน) จากนั้นจึงกลับมาดูว่า พรรค ก. ได้จำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตกี่คน หากได้ ส.ส.แบบแบ่งเขต 30 คน ก็หมายความว่า จะต้องได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มอีก 15 คน

             อย่างไรก็ตามจะมีเรื่องยุ่งยากในการคำนวณเพิ่มขึ้นมาอีก เมื่อบัญชีรายชื่อแบบที่คิดมาใหม่นั้น ไม่ได้รวมบัญชีทั้งหมดเป็นบัญชีเดียวทั่วประเทศ หากแต่แบ่งเป็น 6 โซนทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ตกผลึกว่าวิธีเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อจะเลือกแบบไหน

             วิธีที่เป็นไปได้อย่างแรกคือ นำคะแนนบัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นๆ ได้มาหารด้วยจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะมีได้ ก็จะได้ฐานคะแนนว่ากี่เสียงจึงจะนับเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคนั้น 1 คน 

             เช่น พรรค ก.จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 15 คน โดยมีคะแนนเสียงที่ได้มา 1,500,00 เสียง ก็เท่ากับว่า ทุก 100,000 เสียง จะมี ส.ส.ได้ 1 คน จากนั้นจึงไปดูในแต่ละภาคว่า ภาคใดได้กี่คะแนนและเฉลี่ยกันไปตามคะแนนที่ได้

             แต่ในที่ประชุมกรรมาธิการยกร่างฯ ก็มีข้อเสนอที่ซับซ้อนไปอีกว่า ควรเลือกจากบัญชีรายชื่อในพื้นที่ที่มี ส.ส.แบบแบ่งเขตน้อย จะทำให้เกิดความเป็นธรรมมากกว่า ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องไปกำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

             นอกจากนี้ยังมีเรื่องใหม่ที่กรรมาธิการยกร่างฯ ออกแบบคือ “โอเพ่น ลิสต์” หรือการจัดลำดับผู้สมัครบัญชีรายชื่อโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

             เดิมลำดับผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อจะถูกจัดมาโดยพรรคการเมืองแต่ละพรรค แต่ครั้งนี้ประชาชนที่เลือกพรรคนั้นๆ จะมีตัวเลือกเสริมคือสามารถเขียนเลือกผู้สมัครในบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ ได้หนึ่งคน จากนั้นจึงนำคะแนนของแต่ละคนในพรรคนั้นๆ มาเรียงลำดับในบัญชีรายชื่อ

             เช่น พรรค ก. มีผู้สมัครบัญชีรายชื่อเรียงตามลำดับที่จัดมา คือ “นาย A ถึง นาย Z” ผู้มีสิทธิเมื่อกาเลือก “พรรค ก.” แล้วก็ให้เขียนต่อไปว่า ในบัญชีรายชื่อนั้นจะเลือกใคร เช่น เลือก “นาย Z” หากนับคะแนนแล้ว “นาย Z” ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งแทนที่เขาจะอยู่ในลำดับท้ายสุดก็จะกลายมาเป็นลำดับแรกสุด เพราะลำดับแรกๆ นั่นก็หมายความว่า มีโอกาสเป็น ส.ส.มากกว่าลำดับท้ายๆ

             เหล่านี้คือระบบเลือกตั้งใหม่ ซึ่งต้องยอมรับกันว่ามีความยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งก็ต้องเป็นหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่ต้องมาอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะหากประชาชนไม่เข้าใจ ผลการเลือกตั้งก็ยากที่จะถูกยอมรับ