
ป.ป.ช.แถลงเปิดคดีถอดถอนอดีต38ส.ว.
25 ก.พ. 2558
ป.ป.ช.แถลงเปิดคดีถอดถอน อดีต 38 ส.ว. จำแนกพฤติการณ์ 4 ฐานความผิด ชี้จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรธน.
25 ก.พ.58 เมื่อเวลา 10.30 น ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. เป็นประธานการประชุม โดยได้พิจารณาดำเนินการกระบวนการถอดถอนสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 38 คน หรือ อดีตส.ว.38 คน ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา64 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนการแถลงเปิดสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการแถลงโต้แย้งการเปิดสำนวนของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งนายพรเพชรได้เชิญตัวแทนฝ่ายผู้กล่าวหาคือ นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการป.ป.ช. และตัวแทนฝ่ายผู้ถูกกล่าว จำนวน 29 คน เข้าสู่ห้องประชุม
นายวิชัย แถลงเปิดคดีว่า จากสำนวนถอดถอนอดีตส.ว.ที่ส่งให้ป.ป.ช.พิจารณามีการกล่าวหาอดีตส.ว. 50 คน มีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ แต่จากการไต่สวนของป.ป.ช. เมื่อได้พิจารณาได้พฤติการณ์ของอดีตส.ว.ทั้ง 50 คน แล้ว พบว่า มีอยู่ 38 คน ที่มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและข้อกฎหมาย โดยแบ่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 38 คน เป็น 4 กลุ่มความผิดประกอบด้วย 1.ข้อกล่าวหานางภารดี จงสุขธนามณี และพล.ท.พงศ์เอก อภิรักษ์โยธิน กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญและลงมติในวาระที่ 3 แต่ไม่ได้พิจารณาลงมติในวาระ1 ขั้นรับหลักการ และวาระ 2 ขั้นพิจารณาเรียงลำดับรายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 6 ที่มีการแก้ไขหลักการสำคัญ มีผลทำให้บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งส.ว.ที่สิ้นสุดสมาชิกภาพลงสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว.ได้อีก โดยไม่ต้องรอให้พ้นระยะเวลา 2 ปี
นายวิชัยกล่าวว่า 2 ข้อกล่าวหา นายประสิทธิ์ โพธสุธน นายสมชาติ พรรณพัฒน์ พล.ต.ต.องอาจ สุวรรณสิงห์ นายดิเรก ถึงฝั่ง นายประวัติ ทองสมบูรณ์ นายกฤช อาทิตย์แก้ว พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ นายภิญโญ สายนุ้ย นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ นายสุเมธ ศรีพงษ์ พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ นายสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล นายพีระ มานะทัศน์ นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล นายรักพงษ์ ณ อุบล นายบวรศักดิ์ คณาเสน นายจตุรงค์ ธีระกนก นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ และนายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร รวม 22 คน กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญและลงมติในวาระ 1 , 2 และ 3
3.ข้อกล่าวหา นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ นายโสภณ ศรีมาเหล็ก นายต่วน อับดุลเล๊าะ ดาโอ๊ะมารียอ พล.ต.อ.โกวิท ภักดีภูมิ นายประดิษฐ์ ตันวัฒนะพงษ์ พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ นายวรวิทย์ บารู นายสุโข วุฑฒิโชติ นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง นายสุริยา ปันจอร์ นายถนอม ส่งเสริม นายบุญส่ง โควาวิสารัช และนายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ รวม 13 คน กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญและลงมติในวาระ 1 และ 3 และ 4. ข้อกล่าวหา นายวิทยา อินาลา กรณีร่วมรายมือชื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญและลงมติในวาระ 1 และ 2
นายวิชัย กล่าวว่า จากการไต่สวนพบว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ทั้ง 38 คน ได้เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไข กับ ร่างรัฐธรรมนูญที่บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมเพื่อลงมติวาระ 1 2 และ 3 มีเนื้อหาไม่ตรงกัน โดยมีการแก้ไขหลักการสำคัญให้ส.ว.ที่สิ้นสุดสมาชิกภาพ สามารถลงสมัครเป็นส.ว.ได้อีก โดยไม่ต้องรอให้พ้นตำแหน่ง 2 ปี ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับที่ลงมติไม่ปรากฎว่า มีส.ว.ร่วมลงชื่อรับรองร่างดังกล่าว ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ชอบตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยืนยัน ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร ดังนั้นจากการไต่สวนจึงวินิจฉัยได้ว่า ทั้ง 38 คน มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ว่าร่างที่ได้ลงมติไปนั้น เป็นร่างสอดไส้ ที่เสนอโดยมิชอบ ข้ออ้างที่ว่า ไม่ทราบว่า ร่างที่ลงมติเห็นชอบเป็นคนละฉบับกับที่ร่างที่เข้าชื่อเสนอ เป็นเรื่องที่รับฟังไม่ขึ้น
“ยืนยันว่า ป.ป.ช.มีอำนาจในการไต่สวนถอดถอนกรณีดังกล่าว แม้รัฐธรรมนูญปี 50 จะไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ประกาศคสช.ฉบับที่ 24/2557 ให้พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ยังมีผลบังคับใช้ต่อไป ประกอบกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 มาตรา 6 ให้สนช.ทำหน้าที่เป็นส.ส.และส.ว. ซึ่งสนช.มีข้อบังคับการประชุมปี 2557 ระบุให้สนช.มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ดังนั้นป.ป.ช.ย่อมมีอำนาจในการไต่สวนเรื่องดังกล่าว พร้อมส่งรายงานคำร้องถอดถอนมายังสนช.เพื่อดำเนินการถอดถอนได้” นายวิชัย กล่าว
เด็กพท.วอนป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาให้รอบด้านก่อนชี้มูล
นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีตส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากกรณีที่ที่ประชุมองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริงของป.ป.ช.มีมติว่า ส.ส.จำนวน 250 คนมีมูลความผิดฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 และจะส่งมติดังกล่าวให้ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาในสัปดาห์หน้านั้น ตนเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของส.ส.และส.ว. ที่รัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 291 กำหนดไว้ชัดเจน อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งเป็นหลักสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ที่กำหนดให้ประชาชนเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งตัวแทนโดยตรง ขณะเดียวกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.ไม่ได้นำมาใช้บังคับ เพราะผู้เสนอได้ถอนร่างดังกล่าวออกไป ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับที่มีการแก้ไขหมดสิ้นสภาพไปแล้วอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ อดีตส.ส.ทั้งหมดได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วทั้งพฤตินัยและนิตินัย จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องดำเนินการถอดถอนอีกต่อไป นี่คือเหตุผลที่อยากจะให้ป.ป.ช.ชุดใหญ่นำไปพิจารณาก่อนที่จะมีการชี้มูลด้วย



