
ไร้ข้อสรุปห้าม'ปู'ลงสมัครรับลต.
25 ก.พ. 2558
ร่าง รธน.ใหม่ กำหนดเงื่อนไขคนได้เป็น ส.ส.ต้องชนะโหวตโน เขียนชัดให้ กกต.กำหนดวันเลือกตั้งในหน่วยที่ลงคะแนนไม่ได้ ไร้ข้อสรุปห้าม 'ปู' ลงสมัครรับ ลต.หรือไม่
25 ก.พ. 58 ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่ 23 ได้พิจารณาในประเด็นของสภาผู้แทนราษฎรต่อเนื่อง โดยรายละเอียด ฝ่ายอนุกมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตรา ได้นำความจากมาตราที่เกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาพิจารณา ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญ คือ มาตรา 115 ว่าด้วยกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. จะได้เป็น ส.ส. ต้องได้รับเสียงเลือกตั้งที่มากกว่าคะแนนไม่ประสงค์จะลงคะแนน หรือ โหวตโน
มาตรา 119 ว่าด้วยการกำหนดวันเลือกตั้งเมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ภายใน 45 วัน และวันเลือกตั้งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ซึ่งนำความจากมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาพิจารณา และเพิ่มเติมประเด็นในกรณีที่การเลือกตั้งไม่สามารถทำได้ในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้งในหน่วยที่ไม่สามารถลงคะแนนเลือกตั้งในวันเดียวกันได้ โดยมีเหตุผล คือ เป็นการแก้ไขกรณีที่เคยเกิดขึ้นช่วงการเลือกตั้งทั่วไป 2 ก.พ. 57 ที่มีการชุมนุมปิดล้อมสถานที่ที่ใช้สมัครรับเลือกตั้ง จนทำให้การลงคะแนนบางหน่วยเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินการ และเมื่อมีการจัดให้มีการลงคะแนนภายหลัง ถูกศาลตีความว่าไม่สามารถทำได้ เพราะจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ทั้งนี้บทบัญญัติที่เสนอเพิ่มเติมจะกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และได้มาซึ่ง ส.ว.แล้ว แต่เหตุผลที่นำมาบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความชัดเจน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสนอให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรนั้น อาจมีผลกระทบต่อการนับคะแนนเลือกตั้ง การเปิดเผยคะแนน และการคำนวณคะแนนนิยมของประชาชนเพื่อกำหนด ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมได้ ทำให้ฝ่ายอนุกมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติฯ ได้ปรับถ้อยคำเพิ่มเติม ให้การนับคะแนน และการเปิดเผยผลคะแนน จะทำได้เมื่อได้มีการลงคะแนนทุกหน่วยเลือกตั้งแล้ว อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้ท้วงติงว่า หากชะลอการนับ หรือเปิดเผยคะแนนเลือกตั้ง เพราะบางหน่วยไม่สามารถลงคะแนนเป็นวันเดียวกันได้ ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะจะส่งผลกระทบต่อคะแนนรวมของทั้งประเทศ ดังนั้นควรกำหนดให้การชะลอการนับ หรือเปิดเผยคะแนนเป็นเฉพาะเขตเลือกตั้งแทน แต่ฝ่ายอนุกมธ.ฯ ชี้แจงว่า ข้อกังวลดังกล่าวไม่เป็นปัญหา เพราะกระบวนการเลือกตั้งที่กำหนดขึ้นใหม่ที่แยกระหว่างการจัดการเลือกตั้ง โดยหน่วยงานราชการ และการประกาศผลเลือกตั้งและการตรวจสอบซึ่งเป็นหน้าที่ของ กกต.จะมีกลไกในการทำงานที่ไม่เกิดประเด็นตามที่กังวล
ขณะที่มาตรา 121 ว่าด้วยกระบวนการเลือกตั้ง หรือเลื่อนลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แทนตำแหน่ง ส.ส.ที่ว่างลง ซึ่งนำความจากมาตรา 109 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาพิจารณา และเพิ่มรายละเอียดประเด็นเหตุที่ทำให้ ส.ส.ต้องพ้นจากตำแหน่ง คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากนั้นได้แก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ในกรณีการเลื่อนลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อกลุ่มภาค ตามรูปแบบ open list ที่ต้องยึดการจัดลำดับของประชาชนก่อนการจัดลำดับโดยพรรคการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ผ่านการพิจาณาส่วนที่ 2 ว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่มาตรา 103 - 122 แล้ว และได้เข้าสู่ส่วนที่ 3 วุฒิสภา ตั้งแต่มาตรา 123 - 132 ต่อไป
ไร้ข้อสรุปปมถอดถอน 'ยิ่งลักษณ์'
เมื่อเวลา 11.15 น. นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบการเมืองที่ดี ว่า หมวด 3 รัฐสภา ในส่วนที่ 2 ว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยมาตราส่วนใหญ่ได้นำความในมาตราที่เกี่ยวข้องในส่วนเดียวกันของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาพิจารณา โดยมีประเด็นที่แตกต่างสำคัญ 3 ประการ คือ
1. กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่มีชื่ออยู่ ต้องลงทะเบียนแสดงความจำนงว่าจะออกเสียงลงคะแนนก่อน 2. ลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 113 (8) ที่ว่า เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งนำความจากรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 35 (4) มาบัญญัติ และ 3. การชนะการเลือกตั้งและได้ทำหน้าที่เป็น ส.ส. ต้องชนะเสียงของผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน หรือ โหวตโน ด้วย โดยกำหนดไว้ในมาตรา 115 ว่า "ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จะเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือจะเป็นบัญชีรายชื่อที่ได้รับเลือก ต่อเมื่อได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร"
นายคำนูณ แถลงด้วยว่า นอกจากนี้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตราที่ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ห้ามใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งนำความจากมาตรา 100 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาพิจารณาและเพิ่มประเด็นที่ว่า เป็นบุคคลที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งโดยคำพิพากษา ขณะที่คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ได้นำความจากมาตรา 101 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาพิจารณา แต่ได้แก้ไขในรายละเอียดว่า ในจำนวนปีที่เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง จากเดิมกำหนดไว้ 5 ปี ได้แก้ไขให้เป็น 4 ปี ตามข้อเสนอของนักการเมือง นอกจากนั้นได้กำหนดคุณสมบัติผู้จะสมัครรับเลือกตั้งเพิ่มเติม ใน (5) ความว่า "ได้แสดงสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ย้อนหลังเป็นเวลา 3 ปี ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งไม่มีรายได้ตามที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี และมีคุณสมบัติอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว."
นายคำนูณ กล่าวด้วยว่า ขณะที่มาตราว่าด้วยการกำหนดให้อายุของ ส.ส.สิ้นสุด ได้นำความจากมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญมาพิจารณา แต่ได้เพิ่มเติมในประเด็นที่ว่า "หรือสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามมาตรา 168 วรรคห้า" คือ เป็นกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ โดยหลักการสำคัญเพื่อเป็นกลไกปกป้องฝ่ายบริหาร ไม่ให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจำนวนมาก อย่างไม่มีเหตุผลสมควร และเพื่อเป็นการกำหนดว่า การตรวจสอบรัฐบาลต้องทำด้วยวิธีการอื่นมากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งสาระสำคัญ คือ หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และมีการลงมติไม่ไว้วางใจสำเร็จ ซึ่งเป็นเหตุที่คณะรัฐมนตรีต้องพ้นไป ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรต้องพ้นไปด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในรายละเอียดของลักษณะต้องห้ามของการลงสมัครรับเลือกตั้ง ใน (8) นั้น นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง คือ นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 จะเข้าข่ายด้วยหรือไม่ นายคำนูณ กล่าวในความเห็นส่วนตัวว่า ต้องมีการตีความในพฤติกรรม และบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 นั้น ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เพราะตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนดไว้ แต่อาจไม่ใช่เพราะมีส่วนร่วมกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต เบื้องต้นกรณีนี้ คือ อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกคำพิพากษาได้ใบแดง
เมื่อถามต่อว่า ในลักษณะต้องห้ามของการลงสมัครรับเลือกตั้ง ใน (15) ที่กำหนดว่า "เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตามมาตรา 256 หรือ มาตรา 257" นั้นจะหมายรวมถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ด้วยหรือไม่ นายคำนูณ กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวไม่สามารถพูดได้ชัดเจน เนื่องจากในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังไม่ได้พิจารณารายละเอียดของประเด็นถอดถอน ที่กำหนดไว้ในมาตรา 256 หรือมาตรา 257 เบื้องต้นมียังมี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความเห็นเป็น 2 ฝ่าย ในประเด็นการให้รัฐสภาลงมติถอดถอน หรือการให้ประชาชนดำเนินการ ประกอบกับกระบวนการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ผ่านมา เป็นการดำเนินการในชั้นของ สนช. และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง เบื้องต้นนั้นยังไม่มีข้อสรุป
เคาะ ส.ว.ไม่เกิน 200 คน จากการเลือกตั้งโดยทางอ้อม
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยเป็นการพิจารณาต่อเนื่องในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด 3 รัฐสภา ในส่วนที่ว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งเหลือการพิจารณาอยู่อีก 9 มาตรา จากนั้นจะเริ่มพิจารณาในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้แจ้งให้สมาชิก กมธ.ยกร่างฯ รับทราบว่า เป้าหมายการพิจารณาร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในวันนี้ จำเป็นต้องพิจารณาหมวดสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้จบทุกมาตรา หากพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ก็จะไม่เลิกประชุมในวันนี้เด็ดขาด
ทั้งนี้สิ่งที่น่าสนใจในส่วนของ ส.ว.นั้น คือ มาตรา 123 ว่าด้วยสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งเป็นการกำหนดหลักการที่มาของ ส.ว.แบบใหม่ แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ 2550 คือ มีสาระสำคัญกำหนดให้ ส.ว.มีจำนวนไม่เกิน 200 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อมจากบุคคล ดังนี้
(1) ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา เลือกกันเองให้ได้ไม่เกิน 10 คน
(2) ผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่า ซึ่งเป็นตำแหน่งบริหาร ข้าราชการฝ่ายทหาร ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พนักงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าองค์กรดังกล่าว เลือกกันเอง ประเภทละไม่เกิน 10 คน แต่ต้องไม่เป็นผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น
(3) ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง ซึ่งเลือกกันเองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.จำนวนไม่เกิน 10 คน
(4) ผู้ซึ่งมาจากการเลือกกันเองขององค์กรด้านเกษตรกรรม แรงงาน วิชาการ ชุมชน ท้องถิ่น จำนวนไม่เกิน 50 คน
(5) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเมือง ความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา การเศรษฐกิจ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ผังเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคม ชาติพันธุ์ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม คุ้มครองผู้บริโภค เด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และอื่นๆ ตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.จำนวนไม่เกิน 100 คน
โดยบรรยากาศมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง มีการตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่วงเล็บ (1 - 4) อาจจะไม่เข้าข่ายเป็นการเลือกตั้งโดยทางอ้อมตามเจตนารมณ์ที่ กมธ.ยกร่างฯ ไว้ อีกทั้งการกำหนดที่มาของ ส.ว.แบบ (1) นั้น อาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ โดยเฉพาะปัญหาการไม่มีบุคคลใดอยากจะเข้ามาทำหน้าที่ เพราะคนที่เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นถึงผู้นำระดับประเทศแล้ว มีตำแหน่งที่สูงสุด ก็คงไม่มีใครอยากจะลดสถานะมาทำหน้าที่ ส.ว.ก็เป็นได้
ทั้งนี้มี กมธ.ยกร่างฯ บางส่วน มีความเป็นห่วงในเรื่องของอายุของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ ซึ่งอาจจะได้คนที่มีอายุมากเกินไป ไม่เหมาะสมกับงานที่จะต้องทำ นอกจากนี้ยังเกรงว่า บุคคลใน (1) และ (2) อาจจะเป็นกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำหน้าที่มาก่อน หากได้รับการคัดเลือกเข้ามา ก็กลัวว่าจะเป็นที่ครหาได้
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายเลขานุการฯ ได้ชี้แจงเหตุผลเกี่ยวกับการกำหนดหลักการดังกล่าวไว้ว่า จะทำให้การเมืองเกิดความสมดุล เป็นการนำผู้ที่ได้รับเลือกตั้งทางอ้อมจากหลายส่วน เข้ามาดำรงตำแหน่ง ส.ว.แทนฝ่ายการเมือง เพราะหากกำหนดให้มี ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง ก็อาจจะมีช่องทางทำให้การเมืองแทรกแซงได้ และยืนยันว่า สภานี้ไม่ใช่สภาสรรหา หรือสภาลากตั้งตามที่เข้าใจกัน แต่เป็นสภาเลือกตั้งโดยทางอ้อมจากประชาชน หรือสภาพหุนิยม ซึ่งมีความหลากหลายจากกลุ่มอาชีพ และกลุ่มต่างๆ



