ข่าว

'9ผู้พิพากษา'ชี้ชะตา'ยิ่งลักษณ์'

'9ผู้พิพากษา'ชี้ชะตา'ยิ่งลักษณ์'

25 ก.พ. 2558

'9ผู้พิพากษา'ชี้ชะตา'ยิ่งลักษณ์' : เกศินี แตงเขียวรายงาน

'9ผู้พิพากษา'ชี้ชะตา'ยิ่งลักษณ์'

 

             ในที่สุดที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ก็ได้ฤกษ์ตั้ง “ 9 ผู้พิพากษาฎีกา” เป็นองค์คณะรับผิดชอบคดีมหากาพย์ โครงการรับจำนำข้าว ที่สร้างความเสียหายให้รัฐ 6 แสนล้านบาท ที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โดยการคัดเลือก ด้วยวิธีการลงคะแนนลับ ที่ได้มีการพิมพ์รายชื่อผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้ง 173 คน ลงในบัตรลงคะแนน แจกเพื่อให้ผู้พิพากษาระดับชั้นศาลฎีกาที่เข้าร่วมประชุมทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกผู้พิพากษา 9 คนเป็นองค์คณะคดีดังกล่าว

             ปรากฏว่า “นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์” ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา ได้รับคะแนนเป็นอันดับ 1 โดยประธานแผนกคดีภาษีผู้นี้ เติบโตในสายการทำงานมาเป็นลำดับ ตั้งแต่ครั้งแรกเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงยุติธรรม ในส่วนกรมควบคุมความประพฤติ ก็มีความมุมานะ เข้าสอบคัดเลือกเป็นผู้พิพากษา ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง และได้รับความก้าวหน้าในการดำรงตำแหน่งตลอดมา

             ส่วนที่ได้คะแนนอันดับ 2 “นายวิรุฬ แสงเทียน” ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา ก็ปฏิบัติหน้าที่ตามสายงานกระทั่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์ฯ ตั้งแต่ปี 2556

             อันดับ 3 “นายธนฤกษ์ นิติเศรณี” ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ศิษย์เก่านิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รุ่นแรกๆ เมื่อเข้าสู่สายงานผู้พิพากษาดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามลำดับ กระทั่งเป็นประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับผิดชอบเขตอำนาจศาลภาคเหนือตอนล่างพื้นที่ จ.ตาก กำแพงเพชร, นครสวรรค์ ก่อนจะนั่งเก้าอี้ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อเดือนตุลาคม 2556

             อันดับ 4 “นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง” ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ก่อนปี 2556 ที่จะปฏิบัติหน้าที่ประธานแผนกคดีเลือกตั้งฯ ก็เคยนั่งเก้าอี้ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ดูแลศาลพื้นที่ภาคตะวันตก โซนกาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ก็ยังเป็นคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม หรือ ก.บ.ศ.ในชั้นศาลฎีกา ที่มีหน้าที่ออกระเบียบหรือประกาศ หรือมีมติเพื่อการบริหารราชการศาลยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับงาน บริหารราชการและงานธุรการของสำนักงานศาลยุติธรรม ให้เป็นไปตามนโยบายของประธานศาลฎีกา รวมทั้งมีอำนาจยับยั้งการบริหารราชการของศาลยุติธรรมหรือสำนักงานศาลยุติธรรมที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ ประกาศ หรือมตินั้นด้วยและให้ความเห็นชอบในการเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ของศาลยุติธรรมต่อคณะรัฐมนตรี

             อันดับ 5 “นายศิริชัย วัฒนโยธิน” รองประธานศาลฎีกา คนที่ 4 นั้นก็เป็นศิษย์เก่านิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งนอกจากความก้าวหน้าทางสายงานแล้ว ปัจจุบัน นายศิริชัย ยังได้รับเลือกเป็น คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต.สัดส่วนศาลฎีกาด้วย โดย ก.ต.มีอำนาจหน้าที่พิจารณาโยกย้ายตำแหน่งผู้พิพากษา และการพิจารณาโทษทางวินัยผู้พิพากษาที่ถูกกล่าวหาร้องเรียนกระทำผิดจริยธรรม

             อันดับ 6 “นายชีพ จุลมนต์” รองประธานศาลฎีกา คนที่ 5 ศิษย์เก่านิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกคน ซึ่งในสายงานผู้พิพากษาก็เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารสำคัญ อย่างประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ซึ่งนายชีพ มีบุคลิกเงียบ ขรึม และเป็นผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการกฎหมาย

             โดยในช่วงที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ก็มีทำความเห็นแย้ง จากกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาศาลอาญา ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร กับพวกรวม 5 คน ตกเป็นจำเลย คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องจากกรณีการเลี่ยงเก็บภาษีโอนหุ้นกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวก โดยอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาท่านนี้ มีความเห็นต่างจากองค์คณะว่า นายศิโรตม์ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ขณะที่การทำบันทึกความเห็นแย้งนั้น ก็เป็นอำนาจตามกฎหมายที่สามารถทำได้ และการทำบันทึกความเห็นแย้งคำพิพากษานั้น ยังเป็นระบบการตรวจสอบกันเองของศาลในการพิพากษาคดีซึ่งจะทำให้คู่ความและสาธารณชนเห็นถึงการใช้เหตุผลทางกฎหมายในมุมต่างกันด้วย

             อันดับ 7 “นายวีระพล ตั้งสุวรรณ” รองประธานศาลฎีกา คนที่ 3 นั้นเมื่อปี 2554 ขณะเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้รับเลือกที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการ่วมองค์คณะคดีทุจริตซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม.มูลค่า 6,687,489,000 บาท

             ในปี 2555 ยังได้รับเลือกในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้เป็นหนึ่งในองค์คณะพิจารณา คดีที่อัยการสูงสุด ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกอีก 26 รายที่เป็นอดีตผู้บริหารและเจ้าหน้าที่แบงก์กรุงไทย เป็นจำเลยฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากที่มีการปล่อยกู้ ให้บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด และบริษัทในเครือ โดยปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างไต่สวนพยาน แต่ในส่วนคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยที่ยังหลบหนีคดี ศาลได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความไว้ชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวมา

             อันดับ 8 “นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย” ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา ถือเป็นผู้พิพากษาหญิงท่านเดียว ที่ได้รับเลือกมาร่วมเป็นองค์คณะ 9 ท่าน พิจารณาพิพากษาคดีจำนำข้าว ซึ่งนางอุบลรัตน์ เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์ฯ ตั้งแต่ปี 2556

             อันดับ 9 “นายธานิศ เกศวพิทักษ์” ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นถึงรองประธานศาลฎีกาคนที่ 2 เมื่อปี 2554 ก่อนจะมาเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

             ในปี 2549 ยุครัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี นายธานิศ เคยเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2549 ซึ่งได้ร่วมพิจารณาพิพากษาคดียุบพรรคไทยรักไทย ที่ขณะนั้นตุลาการรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ 9 เสียงให้ยุบพรรคแต่ในประเด็นจะนำประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 มาย้อนหลังใช้บังคับเพื่อกำหนดโทษการตัดสิทธิ์การเมืองกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 5 ปี แต่นายธานิศ เป็น 1 ใน 3 ตุลาการรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยว่าจะนำประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 มาใช้ย้อนหลัง

             นอกจากนี้เมื่อเดือนกันยายน 2551 นายธานิศ ยังได้รับเลือกที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นองค์คณะร่วมพิพากษา คดีที่นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุดขณะนั้น ยื่นฟ้องยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท และได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์ และล่าสุดเมื่อปี 2554 นายธานิศ ขณะดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา ก็ยังเป็นองค์คณะคดีทุจริตซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม. และยังได้รับเลือกเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีด้วย ซึ่งมีคำพิพากษาจำคุก 12 ปี นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542

             ขณะเดียวกัน องค์คณะ 9 ผู้พิพากษา คดีฟ้อง อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการรับจำนำข้าว ปรากฏว่ามีผู้พิพากษา 5 คน คือ วีระพล ตั้งสุวรรณ, ศิริชัย วัฒนโยธิน, ชีพ จุลมนต์, ธนฤกษ์ นิติเศรณี และธนสิทธิ์ นิลกำแหง ยังมีชื่อเป็นองค์คณะพิจารณาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ยื่นฟ้อง “นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพี่เขย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับพวกรวม 4 คน ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ปี 2551

             อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนตั้ง 9 ผู้พิพากษาดังกล่าว....หากจำเลยจะยื่นคัดค้านผู้พิพากษาที่จะมาเป็นองค์คณะผู้พิพากษา ก็สามารถทำตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาตรา 16 ที่บัญญัติ “หากคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะคัดค้านผู้พิพากษาคนใดที่ได้รับเลือกเป็นผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษา เนื่องจากมีเหตุอันจะคัดค้านผู้พิพากษาได้ ให้ยื่นคําร้องต่อศาลก่อนเริ่มการไต่สวนพยานหลักฐานในคดี โดยให้องค์คณะผู้พิพากษา ไต่สวนตามที่เห็นสมควร แล้วมีคําสั่ง ยอมรับหรือยกคําคัดค้าน ซึ่งคําสั่งนั้นถือเป็นที่สุด และให้นําบทบัญญัติว่าด้วยการคัดค้านผู้พิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ขณะที่การคัดค้านผู้พิพากษาจะกระทําไม่ได้หากได้เริ่มการไต่สวนพยานหลักฐานไปแล้ว เว้นแต่ผู้คัดค้านจะสามารถแสดงต่อศาลได้ว่ามีเหตุสมควรทําให้ไม่สามารถคัดค้านได้ก่อนนั้น”

             จากนี้ต้องลุ้นว่า !!! เมื่อปรากฏรายชื่อเช่นนี้แล้ว ฝั่งทีมทนายความของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะใช้สิทธิตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการยื่นคัดค้านผู้พิพากษาท่านหนึ่งท่านใดเป็นองค์คณะฯ ที่จะพิจารณาพิพากษาคดีหรือไม่ ด้วยเหตุผลอย่างหนึ่งอย่างใด....