
สุวพันธุ์ยันเราไม่ประมาทไอเอส
สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ : เราไม่ประมาทไอเอส : สัมภาษณ์พิเศษ โดยทีมข่าวความมั่นคง
เหตุก่อการร้ายที่เกิดขึ้นแทบทุกมุมโลก ทั้งในตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย ทวีปยุโรป รวมทั้งเป้าหมายในการก่อการร้ายอันดับ 1 อย่างสหรัฐอเมริกา ทำให้ทั่วโลกตระหนักตรงกันว่า ภัยจากการ "ก่อการร้าย" ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป และแม้แต่ไทยที่เป็นประเทศเปิด เป็นเมืองสวรรค์แห่งการท่องเที่ยว และไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรงในการก่อการร้ายก็ใช่ว่าจะวางใจได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (ผอ.สขช.) ในฐานะกำกับดูแลสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวย้ำว่า ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุเรื่องการก่อการร้ายสากลในบ้านเรา โดยผลจากการสืบสวนติดตามการเคลื่อนไหวต่างๆ ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุ หรือความรุนแรงเกิดขึ้นในประเทศไทย
กระนั้น แม้จะยังไม่มีสัญญาณบอกเหตุ แต่ไทยก็ไม่ได้ตั้งตนอยู่ในความประมาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้แนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือในเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา
โดยเฉพาะงานทางด้าน "ข่าวกรอง" ซึ่งเขาเป็นผู้กำกับดูแล โดย สขช.มีการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข่าวทางลับ และทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ โดยภารกิจของประชาคมข่าวกรองตามแนวทางของหัวหน้า คสช.มีภารกิจสำคัญอยู่ 4 ด้าน คือ 1.มาตรการข่าวกรอง จะต้องเข้มแข็ง และติดตามสถานการณ์ได้อย่างทันเวลา
2.มาตรการเฝ้าตรวจ และแจ้งเตือน โดยเฉพาะมาตรการการเข้าเมือง หน่วยข่าวที่รับผิดชอบเรื่องการเข้าเมืองจะมีความร่วมมือกันในการทำงาน โดยเฉพาะตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในการทำหน้าที่เฝ้าตรวจ
3.มาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงจะต้องทำงานร่วมกันภายใต้ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ (ศมบ.) กระทรวงกลาโหม มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นผู้กำกับดูแล โดยหน่วยปฏิบัติของหน่วยข่าวจะเข้าไปอยู่ในศูนย์ดังกล่าวเพื่อวางมาตรการและประสานงานไปยังหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ
4.มาตรการร่วมมือกับภาคประชาชน-ภาคเอกชน เนื่องจากในปัจจุบันการเผยแพร่ลัทธิการใช้ความรุนแรงแบบ "สุดโต่ง" อย่างกว้างขวางทำให้เกิดผู้ก่อการร้ายใหม่ๆ ขึ้นมา โดยไม่ได้สังกัดกลุ่ม หรือองค์กรต่างๆ ซึ่งเราจะต้องอาศัยเครือข่ายภาคประชาชนในการแจ้งเหตุ โดยหน่วยข่าวกรอง และหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้พยายามที่จะดำเนินการให้มากขึ้น
เมื่อถามว่า สิ่งใดที่ไทยต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษระหว่างการเดินทางเข้าออกประเทศ เส้นทางการเงิน หรือการเผยแพร่แนวคิด และปลุกระดมในอินเทอร์เน็ต อดีต ผอ.สขช.มองว่า ทุกเรื่องมีความสำคัญพอๆ กัน ซึ่งเราจะต้องสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็ง ไม่ใช่สังคมที่อยู่ด้วยความเกลียดชัง ด้วยการดูหมิ่น หรือดูถูกกัน
"แต่เรายังโชคดีสังคมบ้านเรายังไม่ใช่สังคมของการดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นสังคมพุทธที่เดินทางสายกลาง ไม่สุดโต่ง แต่ในโลกไซเบอร์การแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนในโลกไซเบอร์เพื่อชักนำให้คนมีความคิดที่รุนแรง หรือสุดโต่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราจะต้องช่วยกันไม่ให้สังคมมีสภาพแวดล้อมเหมือนในบางสังคม"
ส่วนการปลุกระดมผ่านอินเทอร์เน็ต และในโซเชียลมีเดียของกลุ่มก่อการร้ายรุ่นใหม่อย่าง "ไอเอส" ได้มีการเผยแพร่ หรือชักชวนคนไทยด้วยหรือไม่นั้น เขายอมรับว่า เรื่องพวกนี้มันแพร่โดยที่ใครก็เข้าถึงได้ ซึ่งอะไรที่เราพอจะบล็อกได้ก็บล็อกกันไป และที่สำคัญคือ ไม่เอาความคิดเหล่านี้ไปขยายผล โดยหน่วยงานความมั่นคงมีหน่วยงานในการเฝ้าติดตามในเรื่องเหล่านี้อยู่
"ที่ผ่านมาเราไม่พบเรื่องการชักชวนแบบเฉพาะเจาะจงในบ้านเรา โดยหากพบบุคคล หรือสิ่งที่บอกเหตุต้องสงสัยทางหน่วยข่าวจะเข้าไปตรวจสอบทั้งหมด แต่ถ้าตรวจสอบพบว่าไม่ได้ทำก็จบไป ซึ่งถึงแม้จะมีการใช้ชื่อแฝงเราก็สามารถที่จะตรวจสอบได้ทั้งหมด"
สำหรับในพื้นที่เปราะบางต่อการปลูกฝังแนวความคิดอย่างใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น อดีต ผอ.สขช. ยืนยันว่า ยังไม่ปรากฏว่าเข้ามาชักชวนคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เราก็มีมาตรการป้องกันในเรื่องนี้อยู่ โดยในระดับพื้นที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ก็มีความตระหนักในเรื่องนี้อยู่แล้ว
ทั้งนี้ สขช.ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการข่าว และทำงานร่วมกับกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และยังดึงเครือข่ายภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผมลงพื้นที่มา 4 วัน ได้พบปะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรับฟังปัญหาในพื้นที่ ส่วนใหญ่ต้องการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเราจะใช้เครือข่ายภาคประชาชนเข้าไปร่วมทำความเข้าใจ
“แต่ผมต้องบอกว่า เราจะไม่ประมาท เราจะทำทุกวิถีทาง และใช้ทุกเครื่องมือเท่าที่มีขีดความสามารถของหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยข่าวเพื่อป้องกัน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เกี่ยวข้องกับภัยก่อการร้ายภายนอกประเทศ"
ด้านความคืบหน้าในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขภายหลังจากนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนมาเลเซีย และเหมือนจะไม่คืบหน้านั้น เขาออกตัวว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ทราบว่า ขณะนี้มีความก้าวหน้าไปมากทั้ง 3 ฝ่าย คือ ไทย มาเลเซีย และกลุ่มขบวนการ ซึ่งต่างคนต่างเตรียมการ โดยเฉพาะในส่วนของฝ่ายไทยได้มีการเตรียมการ และพบปะกันเป็นระยะ
"ในส่วนที่ผมรับผิดชอบ คือ ใช้สำนักข่าวกรองแห่งชาติเป็นเครื่องมือในการรวบรวม และสนับสนุนข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการทำให้การพูดคุยสันติสุขเดินไปข้างหน้าได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่ ส่วนกรอบเวลาในการพูดคุยในรอบใหม่ผมยังไม่ทราบในรายละเอียด แต่คิดว่าในปีนี้จะมีการพูดคุยกัน"
อดีต ผอ.สขช. ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายของประชาคมอาเซียน (เออีซี) ทั้ง 10 ชาติด้วยว่า สำนักข่าวกรองของประเทศสมาชิกอาเซียนมีประชาคมข่าวกรองอาเซียน และมีการทำงานร่วมกันมานานกว่า 10 ปี โดยมีผู้แทนทำหน้าที่ประสานงานซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทำร่วมกัน ทั้งการฝึกอบรม สัมมนาเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) ในหัวข้อที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกอาเซียน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทั้งในระดับเฉพาะหน้า ในระดับยุทธศาสตร์ และยังมีการเยือนระหว่างกันของระดับหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทั้ง 10 ประเทศ
ทั้งนี้ ข้อดีของการประสานงาน และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน คือ ทำให้ได้มุมมองที่หลากหลายมากขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่แต่ละประเทศจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่แตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของข่าวกรอง
ส่วนในมิติงานด้านความมั่นคงก็มีการประสานงานกันระหว่างผู้ช่วยทูตทหารแต่ละเหล่าทัพ และความร่วมมือชายแดนที่กองทัพดำเนินการอยู่ รวมถึงการเยือนของกองทัพทั้ง 10 ประเทศ ที่ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง เพราะทุกฝ่ายตระหนักร่วมกันว่า ต้องการให้ภูมิภาคนี้เกิดความสงบ
สำหรับความร่วมมือของประชาคมอาเซียนในการต่อต้านภัยจากก่อการร้าย โดยเฉพาะในกรณีของไอเอส อดีต ผอ.สขช. ระบุว่า ที่มีการจับกุมมากๆ คือ ที่มาเลเซีย ส่วนเราก็ร่วมมือกับทุกชาติโดยได้ร่วมกันใช้มาตรการต่างๆ ในการเฝ้าระวัง และติดตามในทุกมิติ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และสอบถามกันตลอด เพราะความคิดสุดโต่งเป็นเรื่องที่อยู่เฉยๆ ไม่ได้



