
วิษณุเผยนำปมธัมมชโยเข้ามส.ถกอีกครั้ง
วิษณุเชิญพศ.ถกย้ำรบ.ชี้โทษธัมมชโยไม่ได้ เผยนำเข้าที่ประชุมมส.อีกครั้งคราวต่อไป พศ.แจงพระลิขิตสังฆราชไม่ใช่พระบัญชา
เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 24 ก.พ.2558 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)และผู้เกี่ยวข้องหารือวงเล็กเกี่ยวกับผลประชุมของมหาเถรสมาคม(มส.)เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยนายวิษณุ เปิดเผยหลังการหารือว่า ทาง พศ.นำเอกสารต่างๆพร้อมเล่าที่มาของเรื่องดังกล่าวให้ทราบข้อมูล โดยการประชุมของมหาเถรสมาคมมื่อวันที่ 20 ก.พ.นั้น ที่ประชุมไม่ได้มีมติเกี่ยวกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ซึ่งต่างจากที่ปรากฎเป็นข่าวและการประชุมดังกล่าวเนื่องจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)เชิญผู้แทนสำนักพุทธฯไปชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องวัดธรรมกาย และนำเรื่องกลับมารายงานให้มหาเถรสมาคมรับทราบว่าสปช.ถามอะไรและได้ตอบอะไรไปบ้าง ตนเดาว่าอาจมีกรรมการบางคนอภิปรายว่ามีความผิดหรือไม่มีก็เป็นได้ แต่ที่ประชุมมีมติเพียงรับทราบการรายงานต่อสปช.และการตั้งกรรมการเพื่อตรวจสอบและรวบรวมเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและนำกลับมารายงานให้มหาเถรสมาคมทราบเท่านั้น
นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนที่มีข่าวว่ามติมหาเถรระบุว่าไม่มีความผิดนั้น ตนได้สอบถามแล้วว่าพบว่าไม่มีคำว่าปาราชิกหรือไม่ปาราชิกปรากฏในมติของมส. จึงแนะนำให้ปรึกษากันในกรรมการมหาเถรสมาคมว่าจะชี้แจงอย่างไร โดยทราบว่าในการประชุมกรรมการมหาเถรสมาคมครั้งต่อไปจะมีการนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมเพื่อให้รับรองมติ จากนั้นจึงแถลงให้ทราบต่อไป รัฐบาลขอย้ำว่าเรื่องใดที่กล่าวหาว่าผิดพระธรรมวินัยอาบัติปาราชิกหรือไม่เป็นเรื่องของคณะสงฆ์จัดการกันเอง ถ้าเรื่องใดถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายทางโลก เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเข้าไปจัดการในจุดนั้นๆ
“วันนี้ต้องแยกให้ออก แต่เราเอาทุกเรื่องมาปนกันทำให้มหาเถรสมาคมถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม เพราะไม่มีโอกาสออกมาแก้ตัวตอนนี้ แต่ต่อไปจะชี้แจงอย่างไรก็ว่ากันไป วันนี้เอาทุกอย่างมารวมกันตั้งแต่เรื่องที่ดิน การต้องอาบัติปาราชิกเรื่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เรื่องยกเครื่องมหาเถรสมาคทจนถึงการยุบกรรมการปฏิรูปศาสนาต้องแยกเป็นเรื่องๆ ส่วนเรื่องที่ดินเป็นเรื่องก้ำกึ่งระหว่างบ้านเมืองกับพระธรรมวินัยต้องแยกจากกัน และได้มอบให้ไปดูว่าถวายใครบ้าง เพราะความผิดในแต่ละเรื่องโทษก็หนักเบาไม่เหมือนกันทั้งทางบ้านเมืองและในทางพระ มีลำดับโทษไม่เหมือนกัน ทั้งผมและรัฐบาลวินิจฉัยไม่ได้ว่าการกระทำนั้นผิดพระธรรมวินัย หากผิดว่าเข้าข่ายไหน คนที่วินิจฉัยคือพระ”นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวระหว่างพระลิขิตกับพระบัญชา นายวิษณุ กล่าวว่า ตนได้เห็นพระลิขิตทั้ง 5 ฉบับ และมีคำตอบแล้วแต่ไม่อยากพูดอะไรในตอนนี้ ขอตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน
ด้านนายสมชาย สุรชาตรี ผู้ตรวจราชการและโฆษก พศ. กล่าวว่า ที่ประชุมมหาเถรฯไม่ได้หารือกรณีพระธัมมชโยสมควรต้องปาราชิกหรือไม่ มีแต่เพียงการรับทราบตามที่พศ.รายงานคณะกรรมการพิทักษ์พระพุทธศาสนา แล้วก็มีลำดับเหตุการณ์ ท่านก็บอกว่าไปเขียนใหม่ให้มันดีตามปกติ การประชุมมหาเถรฯไม่มีการลงมติเรื่องต่างๆด้วยเสียงข้างมาก-ข้างน้อย เหมือนสภาผู้แทนราษฎร โดยเมื่อสงฆ์มีมติจะให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม นำผลการประชุมมาเผยแพร่ ส่วนที่มีข่าวว่ามีมติว่าพระธัมมชโยไม่ต้องปาราชิกนั้น ก็ไม่ทราบว่าออกมาได้อย่างไร บอกได้เพียงว่าการประชุมครั้งนั้นยังไม่มีมติใดๆออกมา
เมื่อถามว่าการคืนเงินของพระธัมมชโยเกิดขึ้นหลังจากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกฯมีพระลิขิตออกมาแล้ว ถือว่าผิดปาราชิกหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า เมื่อก่อนยังไม่มีระเบียบว่าด้วยการถือครองที่ดินสำหรับพระ พอมีพระลิขิตออกมา ก็นำเข้าที่ประชุม ตอนนั้นยังไม่เป็นสำนักพระพุทธศาสนาฯยังเป็นกรมศาสนาไปร่างกฎหมายออกมา ส่วนกรณีที่มีพระลิขิตออกมาก่อนที่จะมีการคืนทรัพย์ โดยทรัพย์ที่ว่านั้นปรากฎว่าเป็นชื่อของพระธัมมชโยไม่ใช่ชื่อของวัด ถามว่าผิดไหม ก็คงไม่ผิด ถ้าทรัพย์นั้นเป็นชื่อของพระ มีสิทธิ์ถือครองได้ แต่ถ้าลาสิกขา หรือมรณภาพโดยที่ไม่มีการทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์นั้นจะตกเป็นทรพย์สินของวัดโดยทันที แต่ถ้ามีญาติโยมมอบที่ดินให้วัดแล้วหนีไปแล้วโอนเป็นชื่อตัวเองแบบนั้นถือ ว่าปาราชิกทันที ถือว่าเจตนาลักทรัพย์“ที่พูดคนมักมองว่าพูดเป็นเหมือนโฆษกวัดพระธรรมกาย แต่ไม่ใช่ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ พูดได้เพียงพยานหลักฐานที่มี จะพูดไปมากกว่าที่มีไม่ได้”นายสมชายกล่าว
เมื่อถามว่ามีการตรวจสอบหรือไม่ว่าการโอนทรัพย์สินของพระธัมมชโยเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือเป็นเพราะมีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ นายสมชาย กล่าวว่า บริสุทธิ์แน่นอน เพราะสมเด็จพระสังฆราชฯ เขียนเจตนา คือในหนังสือ เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2542 ปีเดียวกับที่มีพระลิขิต โดยในหนังสือเขียนว่าแสดงเจตนาต้องการโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นของสงฆ์ การมีหนังสือแสดงเจตนาถือว่าทำด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่มีใครบังคับ เมื่อถามต่อว่าการมีหนังสือยินยอมเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากที่มีพระลิขิต นายสมชาย กล่าวว่า ยินยอมหลังที่มีพระลิขิต เพราะพระลิขิตออกมาเมื่อวันที่ 26 เม.ย.2542 ที่จริงพระธัมมชโยไม่ต้องโอนก็ได้ เพราะทรัพย์สินดังกล่าวเป็นชื่อของเขาในปี 2542 มีพระลิขิตออกมา 3 ฉบับหลังวันที่ 9 พ.ค.2542แต่พระลิขิตที่ออกมาก่อนหน้านั้นไม่มีการรับรอง ไม่มีการเซ็นต์รับรองสำเนาเลยไม่ได้ดู เอามาดูแค่พระลิขิตที่ออกเมื่อวันที่26 เม.ย. เท่านั้น โดยพระลิขิตในวันที่ 26 เม.ย.2542 นั้นเขียนถึงเรื่องของคำสอนของวัดพระธรรมกายที่บิดเบือนจากคำสอนของ พระพุทธเจ้า และพูดถึงเรื่องการโอนที่ดิน แต่ก็มีวรรคสองที่เขียนว่า “ไม่คิดที่จะให้มีโทษ แต่ถ้าถือแล้วเจตนาไม่คืน ถือว่ามีเจตนาเป็นปาราชิก” พระลิขิตนั้นเป็นของจริง เพราะมีเลขาลงนาม และมีลายเซ็นต์ของสมเด็จพระสังฆราชฯ และมีคนรับรองสำเนา คนรับรองสำเนาคือเลขาพระสังฆราช ทั้งนี้ตามหลักฐานพบว่าที่ดินของวัดมีทั้งประชาชนบริจาคให้ และมีส่วนที่วัดซื้อมาพื่อขยายพื้นที่วัดโดยใช้เงินของวัดซื้อ
นายสมชาย กล่าวว่า มหาเถรสมาคมเคยประชุมโดยได้ยกหนังสือของพระธัมมชโยเข้าที่ประชุม มีมติออกมาว่าให้กรมการศาสนาและเจ้าคณะภาคที่ 1 ไปดำเนินการตามที่พระธัมมชโยมีเจตนา และได้มีการมอบให้ไปดำเนินการเรื่องอื่นๆอีก อาจจะเป็นเรื่องการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธศาสนา และระหว่างที่จะดำเนินการตามมติดังกล่าวของมหาเถร มีคนไปฟ้องร้องคดีอาญา และเมื่อมีการดำเนินคดีทางโลกแล้ว คดีทางพระสงฆ์จะต้องหยุดลงทันที ตอนนี้มีคนตีความว่า พระลิขิตคือคำสั่งหรือเปล่า จริงๆแล้วถ้าสมเด็จพระสังฆราชมีคำสั่งจะเรียกว่า พระบัญชา ส่วนพระลิขิตนั้นคือหนังสือที่ส่งถึงหน่วยงานต่างๆทั่วไป แต่ก็ยังมีคนตีความว่า จดหมายของสมเด็จพระสังฆราชต้องทำตามไม่ใช่หรือ อย่าลืมสมเด็จพระสังฆราชเป็นส่วนหนึ่งในกรรมการของมหาเถรสมาคม เมื่อมีพระลิขิตออกมาถึงกรมการศาสนา กรมศาสนาก็นำเข้าสู่มหาเถรสมาคมอยู่ดี มหาเถรสมาคมก็ต้องมีหน้าที่พิจารณาว่าดำริเรื่องอะไร และเป็นคำสั่งหรือไม่ ส่วนเรื่องที่บอกว่าอย่างนี้พระธัมมชโยก็ปาราชิกแล้ว เรื่องนี้ต้องดูกันที่เจตนา”นายสมชายกล่าวถามว่าอำนาจของสมเด็จพระสังฆราชสามารถตัดสินได้หรือไม่ว่าใครจะปาราชิก หรือว่าต้องผ่านการพิจารณาของหมาเถรสมาคมอยู่ดี นายสมชายกล่าวว่า คำว่าปาราชิกโดยอัตโนมัตินั้น ความผิดต้องปรากฏชัด เช่น นอนกับผู้หญิงแล้วจับได้คาหนังคาเขา ถ้าจับไม่ได้ คาหนังคาเขา ก็ถือว่าไม่อัตโนมัติ
เมื่อถามอีกว่าหากเป็นพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชฯแสดงว่าไม่ว่าเรื่องอะไรต้องมีผลทันทีหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า มีผลทันที และต้องไปดูด้วยว่าเรื่องนั้นเข้าตามกฎนิคหกรรม หรือ กฎที่ใช้ลงโทษพระสงฆ์ หากสงฆ์กระทำความผิดหรือไม่ นอกจากนั้นต้องไปดูเรื่องอื่นๆ เช่น คำสอนที่เคยเป็นประเด็นว่า นิพพานเป็นอนัตตา เพราะมีคนร้องเข้ามา แต่เรื่องแบบนี้พิสูจน์ได้ยากและเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เหมือนการอวดอุตริ ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสังเกตว่าการรื้อคดีของพระธัมมชโยขึ้นมาถูกอาจเป็นการลดความน่าเชื่อถือเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เพื่อไม่ให้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช นายสมชาย กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่นอกเหนือความคิดเห็นของตน เป็นเรื่องที่ทุกคนคิดไปได้ โดยส่วนตัวแล้วมองว่าตามหลักในการจะเป็นพระสังฆราช คณะสงฆ์ได้เขียนกฎหมายไว้ว่าให้มหาเถรสมาคมเสนอต่อสมเด็จพระราชาคณะ ที่มีความอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



