ข่าว

อ่-า-น อ่านว่า อ่าน

อ่-า-น อ่านว่า อ่าน

25 ก.พ. 2558

อ่-า-น อ่านว่า อ่าน : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับประภัสสร เสวิกุล

              วันก่อนมีน้องจากรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งมาสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับการอ่านหนังสือของผู้คนในประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมแบ่งประเทศทั้ง 10 ของอาเซียน เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกเป็นประเทศที่อ่านหนังสือมาก กลุ่มหลังเป็นประเทศที่อ่านหนังสือน้อยกว่ากลุ่มแรก

              กลุ่มที่ผมเห็นว่าอ่านหนังสือมาก ก็ได้แก่เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งหากวัดจากปริมาณหนังสือที่อ่าน จะพบว่าเวียดนามนั้นอ่านหนังสือกันประมาณปีละ 60 เล่ม รองลงมาคือสิงคโปร์ 50 เล่ม และมาเลเซีย 40 เล่ม สำหรับอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ นั้น น่าจะอยู่ระหว่าง 20-30 เล่มต่อปี ส่วนกลุ่มประเทศที่อ่านหนังสือน้อยกว่ากลุ่มแรก ก็ได้แก่ ประเทศไทย พม่า กัมพูชา ลาว และบรูไน - ผมไม่มั่นใจว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละกี่เล่ม เพราะบางเสียงยังนับเป็นบรรทัด เช่น 8 บรรทัดต่อปี แต่บางเสียงก็บอกว่าอยู่ในราว 5-6 เล่มต่อปี ส่วนประเทศที่เหลือก็น่าจะลดหลั่นลงไปจากนี้

              จริงๆ แล้ว การวัดจำนวนหนังสือที่อ่านในปีหนึ่งๆ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องหรอกครับ เพราะหากคำนึงถึงประโยชน์ในการอ่าน ซึ่งมีผู้รวบรวมไว้ 10 ข้อ ได้แก่ 1.กระตุ้นการทำงานของสมอง หรือเรียกอีกนัยหนึ่งคือการให้สมองได้ออกกำลัง ได้คิด ได้ค้นคว้า เพราะหากสมองไม่ได้ทำงานหรืออกกำลัง ก็อาจจะเปลี้ยหรือเสื่อมโทรมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น 2.ลดความเครียด การอ่านหนังสือถือเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง 3.ให้ความรู้ แน่นอนว่าหนังสือดีๆ เป็นเหมือนครูและสถาบันที่ให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ อย่างรอบด้าน 4.เรียนรู้การใช้สำนวนภาษา เพราะสำนวนภาษาที่ใช้ในหนังสือทั้งไทยและต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นภาษามาตรฐาน ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง สามารถจดจำมาใช้ได้ 5.ช่วยกระตุ้นความทรงจำ สมองจะเก็บข้อมูลจากหนังสือที่ได้อ่าน และจัดเก็บไว้ เมื่อเราต้องการจะใช้ก็สามารถดึงข้อมูลมาใช้ได้ 6.บริหารกระบวนการคิดวิเคราะห์ เมื่ออ่านมาก ย่อมจะมีข้อมูลมากขึ้น สามารถนำมาเปรียบเทียบเพื่อให้ได้คำตอบในเรื่องต่างๆ 7.ฝึกสมาธิ การอ่านหนังสือทำให้จิตใจจดจ่ออยู่กับหนังสือที่อ่าน ไม่วอกแวก เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับร่างกายและจิตใจในการทำงานอื่น 8.พัฒนาทักษะการเขียน เมื่ออ่านก็ย่อมเกิดแรงบันดาลใจในการเขียน อ่านมาก เขียนมาก ก็ย่อมเกิดทักษะโดยปริยาย 9.ให้ความสงบ ผลการวิจัยทางการแพทย์พบว่าการอ่านหนังสือทำให้จิตใจสงบ ลดโรคภัยบางอย่างเช่นความดันโลหิตสูง หรือโรคทางจิต 10.ให้ความบันเทิง ให้ความสนุกสนาน รื่นรมย์ เป็นต้น

              ถ้าถามว่าคนเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อ่านหนังสือเพื่ออะไร คำตอบก็คืออ่านเพื่อความรู้ -เวียดนามกระหายหิวความรู้ เนื่องจากประเทศอยู่ในภาวะสงครามมาเป็นเวลากว่า 30 ปี การสร้างประเทศขึ้นมาใหม่จำเป็นที่จะต้องอาศัยความรู้

              และประสบการณ์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว จากแก่นของความคิดที่มีรากฐานมาจากตำรับตำรา ทฤษฎีต่างๆ วรรณคดีคลาสสิก จนถึงวิทยาการสมัยใหม่ สิ่งนี้ทำให้เวียดนามอ่านหนังสือเป็น และมีพัฒนาการในการอ่าน ประกอบกับหนังสือประเภทนี้ในเวียดนามมีการพิมพ์ออกมามาก และมีราคาย่อมเยา เนื่องจากหลีกเลี่ยงเรื่องลิขสิทธิ์ และเน้นเนื้อหาสาระของหนังสือมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก ส่วนสิงคโปร์กับมาเลเซียก็อ่านเพื่อความรู้เช่นกัน ทั้งสองประเทศจะอ่านวิทยาการสมัยใหม่ การบริหารจัดการ ฮาวทู ควบคู่ไปกับหนังสือร่วมสมัยอื่นๆ และปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน หรือต้องอ่านหนังสือ ตั้งแต่ในโรงเรียน

              กัมพูชา และลาว เป็นตลาดหนังสือขนาดเล็ก คนลาวส่วนหนึ่งจะอ่านหนังสือภาษาไทยเช่นนิตยสารต่างๆ ขณะที่กัมพูชาหันมาสนใจหนังสือประเภทฮาวทู หรือการประกอบธุรกิจ ซึ่งแปลมาจากภาษาต่างประเทศ พม่านั้นโดยที่มีปัญหาด้านเสรีภาพของการอ่านการเขียนมานาน เวลานี้จึงอยู่ในระยะเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ส่วนบรูไนเป็นประเทศเล็ก และมีข้อจำกัดในเรื่องของศาสนา ขนบนิยม และความมั่นคง

              ประเทศไทยแม้จะมีผู้อ่านหนังสือมากที่สุดในกลุ่มที่สอง แต่จำนวนหนังสือที่อ่านก็สวนทางกับคุณภาพ และคุณประโยชน์ที่จะได้รับ เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเนื้อหาสาระ หรือมุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมการอ่านอย่างที่โฆษณากันปาวๆ ถ้าถามว่าคนไทยอ่านหนังสือเพื่ออะไร คำตอบก็คือ ความบันเทิง - หากไม่เชื่อก็ลองไปดูในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์สิริกิติ์ ปลายเดือนมีนาคมนี้สิครับ