
ไพบูลย์เมินคนร้องยุบก.ก.ปฏิรูปพุทธ
ไพบูลย์เมินคนร้องยุบก.ก.ปฏิรูปพุทธ จี้ผอ.พศ.-โฆษกมส.แจงใครพูดไม่จริงมติมส.
24ก.พ.2558 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนา สปช. กล่าวถึงกรณีที่พระเมธีธรรมาจารย์ ประธานสงฆ์สังฆสามัคคีและกลุ่มภาคประชาชนบางส่วนยื่นหนังสือขอให้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สั่งยุบคณะกรรมการชุดที่ตนเป็นประธานภายใน 15 วัน ไม่เช่นนั้นจะเคลื่อนไหวใหญ่เพื่อปกป้องคุ้มครองมหาเถรสมาคม(มส.)และพุทธศาสนา ว่า เป็นสิทธิของผู้ที่เห็นต่างในการทำหน้าที่ของตน แต่ตนยืนยันว่าเป็นการทำหน้าที่ในฐานะสปช. ที่ได้รับมอบหมายรับผิดชอบศึกษาวิเคราะห์ปัญหาสำคัญของพุทธศาสนาในสังคมไทย ซึ่งเมื่อเห็นปัญหาแล้ว ก็จำเป็นที่ต้องเสนอให้แก้ไขและเป็นธรรมดาที่คนบางส่วน ย่อมมีผลกระทบต่อกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์ และไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเหล่านั้น หรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่สังคมต้องคิด
“จะให้ผมละเว้น ไม่ทำหน้าที่คงไม่ได้ และการข่มขู่ใดๆ ก็ไม่มีผลให้การทำงานนี้ต้องสะดุดลง ผมอยากให้สังคมจับตามองว่าผู้ที่ออกมาคัดค้าน เป็นกลุ่มใด ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ได้ประโยชน์จากสถานะทางสงฆ์ที่เป็นอยู่หรือไม่ ซึ่งมีส่วนที่ได้มาทั้งลาภ ยศ สรรเสริญ ที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการคัดค้านเพื่อไม่ให้มีการเปิดเผย หรือให้มีกฎหมายที่จะมาตรวจสอบทรัพย์สินของวัดก็ย่อมสะท้อนทัศนคติได้แล้ว เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ปัญหาหนึ่งของพระพุทธศาสนาในบ้านเราคือ การได้มาของทรัพย์สินที่วัดหรือพระ ไม่ต้องแสดงต่อสังคมจนเป็นช่องว่าง โดยอ้างว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ในการจะเปลี่ยนแปลงปิดช่องว่างให้ดีขึ้น ก็ย่อมสร้างความไม่พอใจในการปฏิรูป” นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตนได้ติดตามข่าวก็สับสน เพราะล่าสุดนายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะเลขาธิการมส. ออกมาระบุว่า ที่ประชุม มส.เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่มีการลงมติใดๆเกี่ยวกับพระธัมมชโย โดยยังไม่ได้พิจารณาด้วยว่า ต้องปาราชิกหรือไม่ ซึ่งขัดแย้งต่อคำแถลงของพระพรหมเมธี กรรมการและโฆษก มส.และนายสมชาย สุรชาตรี โฆษก พศ. ที่ออกมาแถลงผลการประชุม มส.ในวันที่ 20 ก.พ. ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า พระธัมมชโย ยังไม่ขาดปาราชิกขาดจากความเป็นภิกษุ เพราะได้มีการคืนทรัพย์สินทั้งหมดให้วัดแล้ว ไม่ถือเป็นการขัดต่อพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ลงวันที่ 26 เม.ย. 2542 ก็ยิ่งสร้างความสับสนต่อสังคม
“ผมตั้งข้อสังเกตว่า พระพรหมเมธี เป็นโฆษกมส. น่าจะเป็นตัวแทน มส. ในขณะที่นายพนมเป็นเพียงเลขาฯมส.เท่านั้น จึงเห็นควรที่จะชี้แจงต่อสังคมว่า ท่านใดที่พูดไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในการประชุม มส. ทั้งที่เป็นเรื่องที่โฆษก มส.ที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ออกมาแถลงเองทั้งสิ้น ทั้งนี้ผมได้ทำหนังสือไปถึง มส.เพื่อขอรายงานการประชุมล่าสุดมาศึกษารายละเอียดแล้ว” นายไพบูลย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า บางฝ่ายระบุว่า คณะกรรมการฯชุดนายไพบูลย์ ทำเช่นนี้เป็นการทำให้สงฆ์แตกแยกแบ่งฝ่าย นายไพบูลย์ กล่าวว่า ต้องถามว่าใครกันแน่ที่ทำให้คณะสงฆ์แตกแยก ยืนยันว่าไม่ใช่คณะกรรมการฯชุดนี้แน่ เพราะเราแค่ศึกษาปมปัญหาที่เคยมีอยู่ และยังเกิดขึ้นอยู่ เมื่อเจอปัญหาก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง และเรื่องสงฆ์แตกแยก ก็เป็นปัญหาที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่พยายามปกปิดกันต่างหาก พอถูกยกปัญหาใหญ่เกี่ยวกับทรัพย์สินของวัดที่ถูกนำมาใส่ชื่อของบุคคล ก็หันมาใช้ข้ออ้างเรื่องนี้ว่า ทำให้สงฆ์แตกแยก ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน แต่เป็นการฉวยโอกาสนำมาอ้าง เพื่อบิดเบือนประเด็นในการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเท่านั้น
“ขอให้ดูพระสงฆ์ส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้เดือดร้อนใดๆเลย เพราะท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หากมีความบริสุทธิ์ใจจริงและยึดมั่นในพระธรรมวินัย พระดีๆส่วนใหญ่ก็ไม่มีเห็นท่านใดเดือดร้อน เพราะรู้เจตนาว่าเราต้องการแก้ไขปัญหาเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน ไม่ได้ปกป้องบุคคลเป็นการเฉพาะ” นายไพบูลย์ กล่าว



