ข่าว

 องค์กรพุทธจี้'เทียนฉาย'ยุบก.ก.ปฏิรูปฯ

องค์กรพุทธจี้'เทียนฉาย'ยุบก.ก.ปฏิรูปฯ

24 ก.พ. 2558

องค์กรพุทธจี้'เทียนฉาย'ยุบก.ก.ปฏิรูปฯ อดีตพระมหาเปรียญชงโมเดลปฏิรูปคณะสงฆ์ยึดพระธรรมวินัย 'ไพศาล'แฉมส.ไม่มีมติอุ้ม'ธัมมชโย'ไม่ปาราชิก

             24ก.พ.2558 เมื่อเวลา 9.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศูนย์บริการประชาชน อาคารสำนักงานก.พ. มีพระสงฆ์และฆราวาสในนาม “เครือข่ายองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย” นำโดยพระเมธีธรรมาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านศูนย์บริการประชาชนฯ เพื่อขอให้สั่งการระงับพฤติกรรมการล่วงละเมิดมหาเถรสมาคมและพระพุทธศาสนาของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และพระวิสุทธิ์ ธีรธัมโม หรือ หลวงปู่พุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ที่นำมวลชนไปวัดปากน้ำภาษีเจริญ พร้อมกับขอให้ยกเลิกคำสั่งสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ 8/2558 ที่แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปแนววทางและมาตรการป้องกันพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาเพราะเห็นว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่มาจากบุคคลที่มีความสุดโต่งทางการเมืองและศาสนาและมีเงื่อนไขที่จะเข้ามาบริหารจัดการกิจการของคณะสงฆ์    

              หนังสือร้องเรียนระบุอีกว่า ตั้งแต่โบราณมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่ตั้งคณะบุคคลมาเพื่อดำเนินกิจการทางพระศาสนา อีกทั้งคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ในการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะสงฆ์ฉบับใหม่ ไม่มีส่วนร่วมของคณะสงฆ์ ไม่เฉพาะแต่มหาเถรสมาคมเท่านั้น แต่คณะสงฆ์ทั้งประเทศไม่มีส่วนร่วม วันนี้จึงมายื่นหนังสือเพื่อช่วยเหลือนายกรัฐมนตรี เนื่องจากคณะกรรมการชุดดังกล่าวทำหน้าที่ได้เพียง 1 เดือนก็มีปัญหามากมาย มีความเห็นแตกแยก มีการแบ่งฟักฝ่ายมากมาย ดังนั้นหากยังคงมีคณะกรรมการชุดนี้ไว้จะยิ่งสร้างความแตกแยกทั้งในสังคมและวงการพระสงฆ์มากขึ้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีพูดคุยกับประธาน สปช.เพื่อยกเลิกคำสั่งดังกล่าวภายใน 15 วันและหากไม่ได้รับการพิจารณาก็จะมีการเคลื่อนไหวอื่น ๆ ภายใต้กรอบพระธรรมวินัยต่อไป   

              จากนั้น พระเมธีธรรมาจารย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการยื่นหนังสือว่า ที่คณะสงฆ์ที่ร้องเรียนมาในวันนี้ไม่ได้มีเจตนาปกป้องวัดใดวัดหนึ่งหรือพระรูปใดรูปหนึ่ง เพราะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน  

              ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสที่มหาเถรสมาคมมีความเชื่อมโยงกับวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าวว่า อาตมาไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการเถรสมาคม จึงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ และขอยืนยันว่าที่มาร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีวันนี้เพียงเพื่อต้องการให้มีการปฏิรูปศาสนาด้วยความบริสุทธ์ใจ อาตมาอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตระหนักว่าหากมีใครจะมาตรวจสอบเรา แต่เราไม่มีส่วนร่วม จะทำให้การตรวจสอบเป็นไปด้วยความโปร่งใสได้อย่างไร   

              ต่อข้อถามที่ว่าหากคณะกรรมการชุดดังกล่าวยื่นข้อเสนอให้คณะสงฆ์เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยจะดำเนินการอย่างไรต่อ พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าวว่า เหตุผลทั้งหมดอยู่ที่คณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้เพราะการเข้าไปมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่องค์ประกอบที่สำคัญอยู่ที่บุคคลในคณะกรรมการว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ประชาชนต้องเห็นใจพระสงฆ์ว่าวันหนึ่งมีคนเข้ามาตรวจสอบ มาเขียนกฎหมายให้ ให้พระสงฆ์ปฏิบัติ แต่ตัวคณะสงฆ์ไม่มีส่วนร่วม แล้วจะให้เราปฏิบัติตามได้อย่างไรดังนั้นเราจึงขอให้ยุบคณะกรรมการชุดนี้หากไม่อยากให้เกิดปัญหาในวันข้างหน้าเพราะเพียงแค่ตั้งขั้นยังหนึ่งเดือนก็มีปัญหามากมาย อาจมาเชื่อว่าถ้ายังคงดำเนินการต่อไปพระสงฆ์ทั้งประเทศจะลุกขึ้นเคลื่อนไหว แต่ตอนนี้เรายังไม่ทำอะไรเพราะเกรงใจนายกฯ ว่าหากเราเดินทางมาจำนวนคนเกินกว่ากฎอัยการศึกกำหนดอาจเกิดปัญหาได้



ขู่หากไม่ทำภายใน15วันออกมาเคลื่อนไหว

 

              ต่อมาเวลา 09.45 น.ที่รัฐสภา  พระเมธีธรรมาจารย์นำคณะเข้ายื่นหนังสือต่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผ่านเจ้าหน้าที่ ขอให้ยุบเลิกคำสั่งสปช.ในการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน

              ทั้งนี้พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าวว่า  ขอให้สปช.ยุบคณะกรรมการชุดนี้ภายใน 15 วันไม่เช่นนั้นทางเครือข่ายฯจำเป็นต้องออกเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องคุ้มครองมส. และคุ้มครองพระพุทธศาสนา

 

"ไพศาล"แฉมส.ไม่มีมติอุ้ม"ธัมมชโย"ไม่ปาราชิก

               นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Paisal Puechmongkol ถึงกรณีที่มหาเถรสมาคม แถลงว่าพระราชภาวนาวิสุทธิ์หรือพรรคธัมมชโย เจ้าอาวาสพระธรรมกาย ยังไม่ปาราชิกว่า "ไม่ได้เข้ารกเข้าพงแล้วเพิ่งได้ทราบข่าวว่าสำนักพุทธแถลงอีกแล้วว่าในการประชุมล่าสุดมหาเถรสมาคมไม่ได้มีมติอะไร ไม่ได้มีมติว่าธัมมชโยไม่เป็นปาราชิกดังที่เป็นข่าวเป็นเพียงรับทราบที่นายสมเกียรติแถลงการไปชี้แจงต่อกรรมการศาสนา สปช.ถ้าอย่างนี้ก็ไม่เกี่ยวกับมหาเถรสมาคมนะครับจะไปติเตียนท่านไม่ได้ว่าขัดพระบัญชาพระสังฆราชที่มีผลตามกฎหมายแล้ว อย่าให้ความขัดแย้งลุกลามเกินที่เป็นปัญหาเลยท่านทั้งหลายพึงทราบและเข้าใจให้ตรงตามนี้นะครับใครแถลงแอบอ่้างเป็นมติมหาเถรสมาคมก็รับกรรมไปก็แล้วกัน

               ขอร้องท่านทั้งหลายอย่าได้ติเตียนมหาเถรสมาคมโดยส่วนรวมอย่าได้ติเตียนกรรมการมหาเถรสมาคมไปหมดทุกรูป จะกระทบองค์กรคณะสงฆ์มากกรรมการมหาเถรสมาคมฝ่ายธรรมยุติ8รูป ยืนยันตามพระบัญชาสมเด็จพระญาณสังวรณ์สมเด็จพระสังฆราชลงวันที่26เมษา42และมติมหาเถรสมาคมที่193/42 เรื่องปาราชิกว่าเป็นปาราชิกแน่นอน ฟื้นไม่ได้แล้วกรรมการมหาเถรสมาคมอีก 3 รูป จากวัดเทพศิรินทร์ วัดบวรและวัดสัมพันธวงศ์ไม่ได้ไปประชุม ท่านไม่ได้เกี่ยวข้องเลยท่านเจ้าคุณพรหม วัดยานนาวา ยืนยันกับท่านผู้ใหญ่ว่าไม่มีมติอะไร และท่านก็ไม่ได้พูดอะไรด้วยสมเด็จวัดปากน้ำและกรรมการมหาเถรสมาคมส่วนใหญ่ก็ไม่ได้พูดอะไร มีแต่นั่งฟังเลขานุการรานงาน

               สรุปคือสมเด็จวัดปากน้ำและกรรมการมหาเถรสมาคมไม่ได้ลงมติอะไรเลย และฟังรายงานจากเลขา รายงานเสร็จเลขาอ้างว่าติดราชการขอกลับไปก่อนแล้วเอาเอกสารให้พระพูดพระที่รับฝากพูดจากเลขาจึงเป็นหมู่บ้านกระสุนตกสิครับความจริงเป็นอย่างนี้แล้วหลวงพี่จีวรแดงจะว่ายังไงอย่าเอาเรื่องนี้มาบิดตะกูดปลุกระดมพระปกป้องคนโกงสหกรณ์คลองจั่นดีกว่า ท่านกรรมการมหาเถรสมาคมปรามเสียหน่อยจะช่วยบ้านเมืองได้มาก"

 

พศ.ออกโรงแจงเตรียมสรุปข้อเท็จจริงเสนอ“สุวพันธุ์”

               ทั้งนี้นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม(มส.) กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวออกไปว่าการประชุมมส. เมื่อวันที่ 20 ก.พ.นั้น มส.มีมติว่า เหตุการณ์ของวัดพระธรรมกาย เมื่อปี 2542 ซึ่งในขณะนั้นพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) หรือ หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ไม่ได้มีความผิดถึงขั้นต้องอาบัติปาราชิก ขอชี้แจงว่าได้เข้าประชุม มส. ในวันดังกล่าวด้วยในฐานะเลขาธิการมส. และยืนยันว่า มส.ไม่ได้มีมติเกี่ยวกับพระเทพญาณมหามุนี ทั้งมส.ยังไม่ได้พิจารณาด้วยว่าปาราชิก หรือไม่ปาราชิก มีแต่เพียงการนำผลการชี้แจงที่นายสมเกียรติ ธงศรี ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ที่นำมติมส.ปี 2549 เกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกายที่นำไปชี้แจงยังคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา มารายงานให้มส.ได้รับทราบเท่านั้น

               นายพนม กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีผู้เผยแพร่ข้อความผ่านต่างสื่อออนไลน์ว่า ในการประชุมมส. วันที่ 20 ก.พ. มีการเปิดให้กรรมการมส.โหวตว่าพระเทพญาณมหามุนี ปาราชิกหรือไม่ ขอยืนยันว่าการประชุมมส.ในวันดังกล่าวไม่ได้มีการเปิดโหวตแต่อย่างใด โดยจะมีการสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมดรายงานนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ต่อไป
 


ชงโมเดลปฏิรูปคณะสงฆ์ยึดพระธรรมวินัย

 

 องค์กรพุทธจี้'เทียนฉาย'ยุบก.ก.ปฏิรูปฯ

            ขณะที่นายธฤญเดชา ลิภา  อดีตพระมหาเปรียญ ประธานโครงการสายด่วนชาวพุทธ ผู้ก่อตั้งและบริหารมหาบาลีวิชชาลัย สถาบันสอนภาษาบาลีสำหรับบุคคลทั่วไป ได้เสนอโมเดลในการปฏิรูปคณะสงฆ์ผ่านท่านเฟซบุ๊ก"Dhrinyadecha Libha" ความว่า เรื่องการจัดองค์กรคณะสงฆ์ งานที่ผมศึกษาไว้แต่ยังไม่สมบูรณ์ เป็นโมเดลที่ผมทำโครงไว้ เพื่อศึกษาส่วนตัว คร่าว ๆ ตามนี้ เมื่อเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จะนำเสนอออกมาให้ร่วมถกกันสักวัน ผมมีโมเดลของผม ในส่วนประสิทธิภาพนั้น ผมถือเป็นสิ่งสำคัญในโมเดลด้วย คร่าว ๆ คือ ลดทอนสายบังคับบัญชาที่ยาวเฟื้อยยืดยาดลง จะมีแค่ 3 ระดับเท่านั้น

            1. สภามหาเถระ ส่วนนี้เป็นที่ปรึกษา เป็นที่เคารพสูงสุด (กรรมการมหาเถรสมาคมเดิม เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค รองฯ ภาค เจ้าคณะจังหวัด รองฯ จังหวัด ทั้งหมด จะขึ้นสู่สภานี้) ไม่ได้ทำหน้าที่บริหาร

            2. คณะสังฆบาล (นี่คือกลุ่มที่จะใช้อำนาจมหาเถรสมาคมปัจจุบันบริหารงานพระศาสนา เป็นพระรุ่นกลาง ๆ 35-65 ปี คัดสรรจากสงฆ์ทุกภาคทั้งประเทศ มีวาระ มีแผนงาน มีงบประมาณ ทำงานยุทธศาสตร์หลัก แต่อำนาจหลายอย่างจะต้องถูกถ่ายโอนไปให้สงฆ์ภาค)

            3. สงฆ์ภาค (นี่คือหน่วยทำงานสำคัญที่สุด กระจายไป 18 ภาคสงฆ์ ตรงนี้น่าสนใจมาก เนื่องจากของเก่าได้รวม 3-5 จังหวัดเป็นภาคสงฆ์ไว้แล้ว ถือว่าใช้ได้เช่นกัน แต่จะปรับบทบาทใหม่ สงฆ์ภาคจะเป็นเครื่องจักรทำงานที่จะเข้มแข็งและมีจำนวนประชากรสงฆ์ในภาคที่่ใช้ได้ ไม่มากเกินไป สงฆ์ภาคจะได้รับการถ่ายโอนอำนาจหลายอย่างมาจากคณะสงฆบาล เช่น งบประมาณ การศึกษาในภาค การปกครอง การบวช การอุปัชฌาย์ นโยบายและแผนการทำงานเฉพาะของแต่ละภาค วินัยธร ฯลฯ จะมีอำนาจเหมือนรัฐบาลประจำรัฐ มีสำนักงานที่แน่นอน มีคนทำงานประจำแน่นอน)

            4. สงฆ์วัด (หน่วยที่ย่อยสุด ให้เลิกระบบเจ้าอาวาสเดี่ยว ต่อไป จะให้มีเจ้าอาวาสสงฆ์ คือการบริหารจัดการในวัด ต้องมี 4 รูป ร่วมรับผิดชอบและตัดสินใจ)

            สิ่ง (เดิม) ที่จะหายไป คือ 1. เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล 2. 2 นิกายใหญ่ เพราะการมีเจ้าคณะภาค 2 คน เจ้าคณะจังหวัด 2 คน เจ้าคณะอำเภอ 2 คน เจ้าคณะตำบล 2 คน สิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างมาก ไม่ได้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาศีลธรรมให้ประชาชนเท่าที่ควร

            สิ่งเดิมที่จะปรับไป คือ 1. สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ออกจากการกำกับรัฐบาล โยกมาเป็นราชการพิเศษในสังกัดคณะสังฆบาล ประจำทั้งส่วนกลางและสงฆ์ภาค คณะสังฆบาลต้องให้คุณให้โทษข้าราชการได้

            2. จะไม่มีการซ้ำซ้อนนั่งหลายตำแหน่ง เช่น เป็นกรรมการสงฆ์ภาค ต้องออกจากเจ้าอาวาส กรรมการบริหารสงฆ์ภาค ต้องพำนักอยู่ในพื้นที่ภาคสงฆ์นั้น ๆ ไม่ใช่มาอยู่ ประจำใน กทม. แบบเจ้าคณะภาคในปัจจุบัน

            นายธฤญเดชา ระบุด้วยว่า ทุกกิจกรรม ทุกงาน ทุกภาระกิจ ทุกสิ่งก่อสร้างของวัด ขององค์กรทางพุทธศาสนา รูปแบบองค์กร เอาโมเดลนี้ไปจับได้ทันที 1. ตรงกับพระธรรมวินัยหรือไม่ ช่วยรักษาพระธรรมวินัยหรือไม่ ถ้าตรงก็ควรทำ ถ้าไม่ต้องก็หยุดเลิกไป ไม่ต้องส่งเสริม (ธรรมวินัย จะทำไปสู่ผลคือ การได้บรรลุธรรมในระดับต่าง ๆ ) ถ้าทำอะไรนอกธรรมวินัย โอกาสจะได้บรรลุผลก็ห่างและลดน้อย  2. กิจกรรม งาน ภาระกิจ ทุกสิ่งก่อสร้างของวัด ขององค์กรทางพุทธศาสนา รูปแบบองค์กร มีประสิทธิภาพนำไปสู่ธรรมวินัยหรือไม่

            3. กิจกรรม งาน ภาระกิจ ทุกสิ่งก่อสร้างของวัด ขององค์กรทางพุทธศาสนา รูปแบบองค์กร ประหยัดทรัพยากรหรือไม่ ถ้าสิ้นเปลือง มักใหญ่ โอ่อ่าหรูหรา ก็ไม่ใช่แล้ว ต้องเลิก

            4. เมื่อดำเนิน กิจกรรม งาน ภาระกิจ สิ่งก่อสร้างของวัด ขององค์กรทางพุทธศาสนา จัดรูปแบบองค์กร แล้ว ผู้ได้รับผลกระทบคือชาวพุทธ มีส่วนร่วมได้หรือไม่ ร่วมตรวจสอบได้ขนาดไหน (จัดแยกประเภทและลำดับงาน/กิจกรรม)

            5. กฏหมายและข้อตกลงทางสังคม สอดคล้องหรือเหมาะสมกับ กิจกรรม งาน ภาระกิจ ทุกสิ่งก่อสร้างของวัด ต่อองค์กรทางพุทธศาสนา ต่อรูปแบบองค์กร หรือไม่ ถ้าไม่สอดคล้องเหมาะสม ก็ปรับเปลี่ยนไป ทั้งนี้เพื่อนำผู้คนให้เข้าถึงผลที่พึงได้จากพระธรรมวินัย
 
พระสุเทพและพระวรงค์บิณฑบาตที่พิษณุโลก


            เมื่อเวลา 07.00 น. ที่บริเวณถนนริมน้ำหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.พิษณุโลกพุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่ง ได้ร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง แด่ พระสุเทพปภากโร หรือพระสุเทพ เทือกสุบรรณ พระวรงค์ เดชกิจวิกรม พร้อมพระภิกษุจากวัดสวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี อีก 5 รูป เพื่อนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์และสามเณร ที่วิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช อ.เมือง จ.พิษณุโลก

            ทั้งนี้ พล.ต.ต.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.พิษณุโลก ได้นำกำลังตำรวจมาดูแลรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร