ข่าว

ปราบโกงเด็ดขาด-เลือกนายกฯตรง‘เวทีปรองดอง’

ปราบโกงเด็ดขาด-เลือกนายกฯตรง‘เวทีปรองดอง’

24 ก.พ. 2558

ปราบโกงเด็ดขาด-เลือกนายกฯตรง ชาวบ้านสะท้อนผ่าน‘เวทีปรองดอง’ : ทีมข่าวความมั่นคง

               ยิ่งใกล้เข้าสู่ฤดูร้อนเท่าไร สถานการณ์ก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นตามลำดับ ซึ่งรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พยายามผ่อนคลายแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาทั้งใน และนอกประเทศ เช่น การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น จำนวน 4,286 เวที ภายใต้การดำเนินการของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.)

               เจตนารมณ์ในการจัดเวทีปรองดองของรัฐบาล คือ การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพเพื่อนำไปสู่การปรองดอง และปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืน โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.กลุ่มนักศึกษา 2.องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และ 3.องค์กรวิชาชีพ

               ศปป.ตั้งเป้าเปิดเวทีให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2558 จากนั้นจะเปิดเวทีเพื่อเก็บตกความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ อีก 500 เวที ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2558 ก่อนที่จะนำความคิดเห็นทั้งหมดไปผนวกรวมกับแนวทางปฏิรูปประเทศของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งตามโรดแม็พ คสช.

               ทั้งนี้ ศปป.จะรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากการเปิดเวทีในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ สรุปรายงานผลให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ทุกสัปดาห์ ก่อนจะรวบรวมนำเสนอ สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้เป็นแนวทางยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

               ศปป.คาดหวังว่า รัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2558-2559 จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่สมบูรณ์ และทันสมัยที่สุด แต่ถ้าดำเนินการไม่เสร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ รัฐบาลและ คสช. ก็มีแผนที่จะส่งไม้ให้แก่ “รัฐบาลชุดใหม่” รับไปดำเนินการต่อ

               โดย พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ในฐานะรองเลขาธิการคสช. ยอมรับว่า การทำงานของรัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประยุทธ์ ค่อนข้างมีเวลาจำกัด และจะให้การแก้ไขปัญหาที่สะสมมานานสำเร็จในรัฐบาลชุดนี้คงเป็นไปไม่ได้

               “พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำชัดเจนว่า หากงานใดไม่สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้ก็จะต้องรอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารงานต่อ โดยเฉพาะงานเรื่องความปรองดองของคนในชาติที่ขณะนี้ยังมีคนที่มีความเห็นต่างอยู่พอสมควร แม้ว่ารัฐบาล และคสช.ได้เข้าไปดำเนินการในหลายพื้นที่แล้วก็ตาม"

               พล.อ.ฉัตรเฉลิม ย้ำด้วยว่า รัฐบาลและคสช. อยากให้ประชาชนมีความปรองดอง และเป็นเนื้อเดียวกัน หากประชาชนยังแบ่งพวกแบ่งฝ่าย การพัฒนาประเทศก็คงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องทางการเมือง เพราะถึงจะมีรัฐบาลชุดไหนเข้ามาบริหารประเทศก็จะมีคนออกมาคัดค้านตลอด

               เขาเล่าย้อนไปถึงเรื่องการสร้างความปรองดองในช่วงก่อนหน้านี้ว่า เหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2553 หลังจากประชาชนกลับบ้านไปแล้ว กองทัพเคยให้กำลังพลลงไปพูดคุยกับประชาชน ซึ่งประชาชนก็พูดคุยด้วย ไม่ได้เกลียดทหาร แต่อาจมีบางระดับที่มีความรุนแรง เนื่องจากผลประโยชน์ขัดกันก็ได้ลงไปพูดคุยกัน ซึ่งชาวบ้านรากหญ้าก็อยากเห็นการปรองดองเกิดขึ้น

               ต่อมา หลังเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2557 ในส่วนของแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวที่อยู่ในพื้นที่นั้นกองทัพก็เชิญมาคุยตั้งแต่แรก ซึ่งไม่ใช่มาคุมขัง แต่เป็นการมาทำความเข้าใจว่า รัฐบาลและ คสช. กำลังทำอะไร พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการไล่ล่าใคร

               สำหรับโครงสร้างการทำงานของศปป.ในปัจจุบันมี พล.ท.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเสนาธิการทหารบก ทำหน้าที่เป็น ผอ.ศปป. แทน พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่ถูกโยกไปทำหน้าที่ดูแลกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ดูแลความสงบเรียบร้อยทั่วประเทศ

               พล.ท.บุญธรรม โอริส รองผอ.ศปป. หนึ่งในทีมงาน ศปป. กล่าวเสริมถึงภารกิจของ ศปป.ว่า ศปป.ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดจากประชาชนทุกภาคส่วนมาเกือบ 2 เดือนเต็มแล้ว โดยทุกเวทีทาง ศปป.ได้มีการทำข้อมูลไว้หลายส่วน ทั้งในส่วนของการเตรียมการเพื่อการปฏิรูป โดยคณะกรรมการปฏิรูปจะเป็นคนรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ตกผลึก ก่อนที่จะส่งไปให้ สปช.

               จากนั้น ศปป.จะสรุปข้อมูลรายละเอียดให้แก่นายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผลตอบรับจากประชาชนที่ร่วมเวทีกับศปป. โดยเฉพาะความคิดเห็นเกี่ยวกับการ "ปฏิรูปประเทศ" และแนวทางการ "ปรองดอง"

               "ในการเปิดเวทีที่ผ่านมาประชาชนได้มีการเสนอเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ความเป็นธรรม และความเสมอภาค ความเป็นอยู่ในด้านต่างๆ เพราะประชาชนเห็นว่ารัฐบาลจะเป็นที่พึ่งให้แก่พวกเขาเหล่านั้น โดยมองว่า หากความต้องการขั้นพื้นฐานของพวกเขาได้รับการแก้ไข ในอนาคตก็คงจะไม่ต้องไปพึ่งพานักการเมืองอีก” รองผอ.ศปป.กล่าว

               พล.ท.บุญธรรม กล่าวอีกว่า เวทีของศปป.จะเปิดให้ครบ 4,268 เวที เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นได้มากที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้ครบทุกมิติ ทั้งนี้สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดคือที่ดินทำกิน และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จะต้องใช้ในกิจวัตรประจำวัน

               "นอกจากนี้ ประเด็นที่เกี่ยวข้องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ประชาชนต้องการให้มีกฎหมายที่บังคับใช้อย่างเด็ดขาด โดยมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน และเคร่งครัด รวมถึงการปฏิรูปการเมืองก็อยากให้มีการจัดการเลือกตั้งในทุกระดับ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ผู้ว่าราชการจังหวัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน" รองผอ.ศปป. สะท้อนความเห็นของประชาชน

               สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง "การศึกษา" ประชาชนต้องการ "ครูที่มีคุณภาพ" ส่วนเรื่องข้อมูลข่าวสารอยากให้เจ้าหน้าที่รัฐแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ให้ได้รับทราบอย่างรวดเร็ว และไม่อยากให้แทรกแซงการทำงานของสื่อจนหมดความเป็นกลาง และยังมีเรื่องเส้นทางคมนาคม แก้ปัญหาพลังงานราคาแพง การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย การพักชำระหนี้สิน ฯลฯ

               พล.ท.บุญธรรม ระบุว่า หลังจากนี้จะให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประเมินผลการขับเคลื่อนการทำงานของคสช.ทั้งหมดภายในเดือนเมษายนนี้ ก่อนจะนำเสนอรายงานให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบต่อไป

               ขณะที่ ศปป.ก็จะมีการประเมินผลการทำงาน โดยเฉพาะการประเมินผลการเปิดเวทีในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย ศปป.พยายามไม่ให้ทหารลงไปจัดเวทีเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหา เพราะเกรงจะถูกกล่าวหาว่า "ทหารชี้นำ" หรือคำว่า "รัฐธรรมนูญทหาร" ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องการ ศปป.จึงต้องป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ โดยให้องค์กรต่างๆ ร่วมมือกันลงไปจัดเวที

               โดยปัจจุบัน ศปป.เปิดเวทีไปได้แล้วประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ใน 77 จังหวัด โดยภายในเดือนมีนาคมนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อถึงเดือนมิถุนายน 2558 การปฏิรูปจะต้องเสร็จสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์

               อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายน-กันยายน 2558  จะมีการเปิดเวทีต่อเพื่อรับฟังความคิดเห็น ปัญหาข้อเดือดร้อน ตลอดจนความต้องการของประชาชนในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ก่อนที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง โดยระหว่างนั้นจะมีการปลูกฝังในเรื่องความรักชาติ และความปรองดอง เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้

               “เวทีที่เปิดขึ้นมา 4,268 เวที จะเป็นเสียงของประชาชน 60-70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเข้าไปสู่กระบวนการ หากตรงกับสิ่งที่ได้ทำไว้แล้วก็ถือว่าจบ ถ้าไม่ตรงก็จะเข้าสู่กระบวนการปรับแก้ สิ่งที่ศปป.ดำเนินการโปร่งใส ไม่มีความลับ เพื่อนำพาให้ประเทศชาติเดินไปสู่ความสำเร็จตามโรดแม็พของรัฐบาล และคสช.” รองผอ.ศปป. กล่าวด้วยความมั่นใจ