
เปิดผลศึกษาคณะทำงานรบ.แนวทางปฏิรูปมส.
เปิดผลศึกษาคณะทำงานรัฐบาลแนวทางปฏิรูปมส.
กำลังเป็นปมร้อนในสังคม กรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติไม่ให้ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องปาราชิก ตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี 2542 ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องเก่าที่นำขึ้นมารื้อฟื้นใหม่ แต่สังคมก็มีความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวแตกต่างกันออกไป และดูท่าจะลุกลามไปถึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปพระศาสนาและองค์กรศาสนาที่เชื่อว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน
โดยเฉพาะการที่ คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ต้องการให้การทำงานขององค์กรพุทธศาสนาเป็นไปอย่างโปร่งใส และให้ดำเนินการกับพระสงฆ์และวัดที่มีการปฏิบัติผิดข้อบังคับกฎหมายสงฆ์ พร้อมเร่งสังคายนาพุทธศาสนาที่ปรากฏเรื่องราวอื้อฉาวในแต่ละวันจนเกรงว่าจะทำให้พุทธศาสนิกชนเสื่อมศรัทธาลงไปเรื่อยๆ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ฝ่ายองค์กรด้านพุทธศาสนาก็ออกมาเคลื่อนไหวเสนอให้ยุบคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ เพราะมีธงตั้งไว้และกระทำในลักษณะเป็นปฏิปักษ์กับองค์กรพุทธศาสนา โดยมุ่งเป้าจากเรื่องเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไปสู่มหาเถรสมาคม หรือ มส. อย่างเห็นได้ชัด
แม้เรื่องราวดังกล่าวยังไม่จบลงว่าสุดท้ายจะเป็นเช่นไร แต่มีทีมคณะบุคคล เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักนายกรัฐมนตรี "รัฐบาลประยุทธ์" ได้ศึกษาหัวข้อ "แนวทางการปฏิรูปและพัฒนาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย" เสนอต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 มีเนื้อหาและข้อสรุปที่น่าสนใจ เพราะอ้างอิงหลักการด้วยว่าองค์กรที่ทำหน้าที่ปกครองพระภิกษุสงฆ์ต้องมีประสิทธิภาพดูแลให้พระสงฆ์เคร่งครัดอยู่ในพระธรรมวินัย และพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้แก่พระภิกษุสงฆ์ ถือว่ามีความจำเป็นสำคัญอย่างยิ่ง
ปัจจุบัน จากตัวเลขปี 2557 ประเทศไทยมีวัด 39,276 วัด มีพระสงฆ์ 349,659 รูป ใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์แก้ไขเพิ่มเติม 2535 และพระธรรมวินัยควบคุมการดำเนินการของพระสงฆ์ คณะสงฆ์ในประเทศไทย มี มหาเถรสมาคม เป็นองค์กรบริหารสูงสุดในการปกครอง ซึ่งดูแลทั้งในและต่างประเทศ ส่วนองค์กรการบริหารของคณะสงฆ์ มี 6 องค์กร คือ 1.องค์กรปกครอง 2.องค์กรการศึกษา 3.องค์กรการเผยแผ่ 4.องค์กรการสาธารณูปการ 5.องค์กรการสาธารณสงเคราะห์ และ 6.องค์กรการศึกษาสงเคราะห์
สำหรับผลการศึกษามีข้อพิจารณา คือ องค์กรการปกครอง ได้แก่ มหาเถรสมาคม เป็นองค์กรปกครองคณะสงฆ์สูงสุด ทำหน้าที่คล้ายๆ คณะรัฐมนตรี ที่มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์ทั้งประเทศให้อยู่ในพระธรรมวินัย กรรมการมหาเถรสมาคม ประกอบด้วยพระสงฆ์ ตามมาตรา 12 ที่บัญญัติว่า “มหาเถรสมาคมประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชาคณะ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งมีจำนวนไม่เกิน 12 รูป เป็นกรรมการ” และมีผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง และให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำหน้าที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม
กรรมการมหาเถรสมาคม รวมกันมี 21 รูป เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง 9 รูป มีสมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งประธาน และสมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีจำนวน 8 รูป เป็นมหานิกาย 4 รูป และธรรมยุต 4 รูป รวมทั้งพระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งมีจำนวนไม่เกิน 12 รูป โดยอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี ส่วนกรรมการมหาเถรสมาคมไม่จำกัดหมดอายุปี ไม่จำกัดหมดกี่วาระ ต่างจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล เจาะจงไม่เกินอายุ 80 ปี
ขณะเดียวกันอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม คือ ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา และมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ วางระเบียบ ออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยมาใช้บังคับได้
นอกจากนี้ เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ จะตรากฎมหาเถรสมาคม เพื่อกำหนดโทษหรือวิธีลงโทษทางการปกครอง สำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ประพฤติให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์ก็ได้ พระภิกษุและสามเณรที่ได้รับโทษตามวรรคหนึ่งถึงขั้นให้สละสมณเพศ ต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันทราบคำสั่งลงโทษ
ส่วนโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม ได้แก่ การปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีเจ้าคณะใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ อาทิ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง รองลงไป เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะจังหวัด 77 จังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาสวัดในพระพุทธศาสนาทุกวัดทั้งธรรมยุต และมหานิกาย
ปัญหาของ มส. หรือ “มหาเถรสมาคม” เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่และบารมีที่สุด เปรียบเสมือนคณะรัฐมนตรีของทางโลกดังที่กล่าวข้างต้น ปัญหาด้านการบริหารที่มีงานล้นมือและทำให้ขาดประสิทธิภาพในการปกครองคณะสงฆ์ทั้งประเทศให้อยู่ในพระธรรมวินัย แม้จะมีผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นเลขาธิการโดยตำแหน่ง และมีผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เป็นหน่วยงานรวบรวมเสนองานก็ตาม
แต่คำถามที่เกิดขึ้นเสมอ คือ ความล่าช้าในการพิจารณาตัดสินใจ ขาดการสั่งการที่มีประสิทธิภาพ การบริหารงานให้น้ำหนักงานที่มีความสำคัญและเป็นประโยชน์น้อยหรือไม่เท่าที่ควร จากสาเหตุสำคัญหนึ่งเพราะกรรมการมหาเถรสมาคมมีงานล้นมือ ทั้งงานวัด งานหลวง งานราษฎร์ งานส่วนตน และตำแหน่งที่ดำรงนี้มีทั้งสมณศักดิ์ อายุพรรษา อายุตัวมาก ทำให้ความคิด ความคล่อง ในการแก้ปัญหา และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของคนในสังคม
นอกจากการเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมแล้ว ยังมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ในรูปเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้มีตำแหน่งทับซ้อนกัน ถ้าในทางโลกคือเป็นทั้งรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงนายอำเภอ และอีกมากมาย จนเวลาการบริหารงาน ความคิด การสั่งการไม่มีหรือสะดุดหรือช้านานไม่ทันกาล
รายงานการศึกษาฉบับนี้ ยังเสนอข้อพิจารณาในการปฏิรูปและพัฒนามหาเถรสมาคม โดยชี้ว่า ตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นตำแหน่งที่ปกครอง ดูแลทุกตำแหน่งให้รักษาหลักพระธรรมวินัย ดังนั้น ควรกำหนดให้ผู้ที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ไม่ควรรับตำแหน่งด้านปกครองและบริหารอื่นอีก หรือเมื่อเป็นตำแหน่งอื่นอยู่ก่อน ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม จะต้องพ้นตำแหน่งนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อน ทำให้มีการรวบอำนาจอยู่ในคนคนเดียว ไม่มีการกระจายงาน ขาดความคล่องตัว รวดเร็วทันกาล เป็นต้น และอาจทำให้เกิดความเสียหายในระยะยาว
บทสรุปตอนท้ายรายงานการศึกษาชิ้นนี้ ได้ทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า การปฏิรูปหรือพัฒนาในเรื่องนี้ มีความละเอียดอ่อนมาก ในสภาวการณ์ปกติจะไม่มีใครกล้า แต่จากประสบการณ์ที่พบจากการสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาและจากความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งพระผู้ใหญ่หลายรูปเห็นตรงกันว่าถ้ามีการปฏิรูปและพัฒนาการบริหารงานในมหาเถรสมาคมได้ มหาเถรสมาคมจะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาและบริหารงานตามที่บัญญัติอำนาจหน้าที่ไว้
โดยเฉพาะ ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม และรักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา จะสามารถทำได้ง่ายและเป็นการพัฒนาพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติอย่างยั่งยืน !



