ข่าว

คุก5ปี'ละครเวที'หมิ่นเบื้องสูง

คุก5ปี'ละครเวที'หมิ่นเบื้องสูง

23 ก.พ. 2558

จำคุก 5 ปี 'กลุ่มประกายไฟการละคร' แสดงละครเวที 'เจ้าสาวหมาป่า' หมิ่นเบื้องสูง รับสารภาพ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง แต่ไม่รอลงอาญา จำเลยยอมรับคำพิพากษา ไม่อุทธรณ์คดี

 
                           23 ก.พ. 58  เมื่อเวลา 11.30 น.  ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.3526/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ อายุ 24 ปี , นักเคลื่อนไหวทางสังคม และอดีตผู้ประสานงานกลุ่มประกายไฟการละคร อายุ 27 ปี จำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐาน ร่วมกันดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
 
                           คดีนี้อัยการโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 57 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 56 เวลากลางวัน จำเลยกับพวก ร่วมกันแสดงละครเวทีเรื่อง "เจ้าสาวหมาป่า" ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งมีบทละครที่มีข้อความเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ฯ ทำให้ผู้ได้รับฟังเข้าใจความหมายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ อันเป็นการหลบลู่ ดูหมิ่นแสดงความอาฆาตมาดร้าย เหตุเกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม. จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
 
                           โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัวจำเลยทั้งสอง มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และทัณฑสถานหญิงกลางบางเขน เพื่อฟังคำพิพากษา โดยมีญาติ รวมทั้งเพื่อนๆ นักศึกษา และกลุ่มประกายไฟ ฯ มาให้กำลังใจจำเลยทั้งสอง จนเต็มห้องพิจารณาคดี
 
                           ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสอง กระทำผิด ตาม ม.112 ให้จำคุกคนละ 5 ปี ซึ่งจำเลยรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จึงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี 6 เดือน
 
                           ทั้งนี้เมื่อสืบเสาะพฤติการณ์แล้ว แม้จำเลยจะไม่เคยกระทำผิดมาก่อน แต่การกระทำของจำเลย ที่หอประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการแสดงละครดูหมิ่นจาบจ้วงต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งมีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ สร้างความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ร้ายแรง ดังนั้นไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ
 
                           ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว ญาติต่างร่ำไห้ และได้เข้าสวมกอดให้กำลังใจจำเลย ขณะที่กลุ่มเพื่อนจำเลย ได้จับมือให้กำลังใจจำเลยเช่นกัน ส่วนจำเลยทั้งสอง ยอมรับคำพิพากษา โดยจำเลยที่ 1 เปิดเผยเพียงสั้นๆ ว่า "ไม่ขออุทธรณ์คดีต่อ"
 
                           ด้านทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า คาดว่าจะไม่มีการยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเป็นความต้องการของจำเลยเอง ขณะที่ก่อนหน้านี้ได้เคยพูดคุยกับ พ่อ-แม่จำเลยทั้งสองแล้วว่า หากรับสารภาพจะเป็นประโยชน์อย่างไรบ้าง ซึ่งจำเลยทั้งสองก็เห็นควรจึงรับสารภาพเพื่อให้คดีจบอย่างรวดเร็ว
 
                           ทนายความ กล่าวอีกว่า ส่วนโทษที่ศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี โดยลดเหลือ 2 ปี 6 เดือนนั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่คาดการณ์ไว้แต่แรกแล้ว ดังนั้นจึงค่อนข้างพอใจคำพิพากษา หลังจากนี้ต้องดูว่า อัยการจะยื่นอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยหรือไม่ ซึ่งการอุทธรณ์จะมีเวลา 1 เดือน
 
                           ส่วนการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษนั้น ตามขั้นตอนจะต้องจำคุกแล้วระยะเวลาหนึ่ง จึงจะยื่นเรื่องได้ ขณะที่หากนับเวลาที่จำเลยทั้งสอง จำคุกมาจนถึงเวลานี้ก็ประมาณ 7 เดือน โดยระหว่างการพิจารณาคดีได้ยื่นประกันจำเลยทั้งสองมาแล้ว 5 ครั้ง แต่ศาลก็ไม่ได้อนุญาต
 
                           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเสร็จสิ้นการฟังคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้นำตัวจำเลยทั้งสอง กลับไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และทัณฑสถานหญิงกลาง ขณะที่เพื่อนๆ ได้ยืนร้องเพลงให้กำลังใจจำเลย กระทั่งรถของราชทัณฑ์ได้เคลื่อนออกไปจากศาลอาญา