ข่าว

คดีระเบิดใต้จมูกไม่คืบ‘สมยศ’เก้าอี้ร้อน

คดีระเบิดใต้จมูกไม่คืบ‘สมยศ’เก้าอี้ร้อน

21 ก.พ. 2558

คดีระเบิดใต้จมูกไม่คืบ ‘สมยศ’เก้าอี้ร้อน : ทีมข่าวความมั่นคง - อาชญากรรม

              เก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) หรือนามเรียกขานในวงการสีกากีว่า "พิทักษ์ 1" ของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ส่อเค้าร้อนฉ่าขึ้นมากลางลมร้อนเสียแล้ว เมื่อมีข่าววงในว่า บิ๊กสีเขียวไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ที่คดีสำคัญๆ ในช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร

              โดยเฉพาะคดีระเบิดทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าสยาม บริเวณหน้าห้างสยามพารากอน ซึ่งมีกล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายได้อย่างชัดเจน รวมทั้งคดีจาบจ้วงสถาบัน ที่รัฐบาล และคสช. ยกให้เป็น "วาระเร่งด่วน" ที่ทุกองคาพยพต้องเร่งจัดการให้เสร็จสิ้น แต่ 2 คดีล่าสุด ทั้งคดีแถลงการณ์ปลอม และคดีเครือข่ายบรรพต กลับยังไม่สามารถสาวไปถึง "ปลาใหญ่" ได้เลย

              แม้ พล.ต.อ.สมยศ จะมีสายสัมพันธ์ที่แน่นปึ้กกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และยังเป็นเพื่อน "ตท.15" ของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก น้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

              แต่ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วถือว่า ผลงานของ พล.ต.อ.สมยศ "ยังไม่เข้าเป้า" นักในสายตาของบิ๊กๆ ในรัฐบาล และคสช. รวมทั้งในสายตาของประชาชนโดยทั่วไป ที่มองว่า ตำรวจน่าจะทำคดีระเบิด และเครือข่ายละเมิดสถาบันได้มากกว่านี้ !!

              ดังนั้น กระแสข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัว ผบ.ตร.ในช่วงนี้ จึงไม่อาจมองข้ามไปได้ เพราะนอกจากแรงกดดันทางการเมืองจาก "หน่วยเหนือ" แล้ว แรงกระเพื่อมจาก "คลื่นใต้น้ำ" ในรั้วปทุมวันก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

              หากนับระยะเวลาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ผบ.ตร.เมื่อเดือนตุลาคม 2557 พล.ต.อ.สมยศ ก็ทำงานมาได้เกือบ 5 เดือนเต็มแล้ว และคงเหลือเวลาอีกไม่มากนักที่จะ "พิสูจน์ตนเอง" ตามที่มีการวางมาตรฐานเอาไว้

              คาดกันว่า "เส้นตาย" ที่ พล.ต.อ.สมยศ จะต้องผ่านไปให้ได้นั้นมีระยะเวลาถึงเดือนเมษายนนี้ เท่านั้น

              วงในของชาวสีกากีวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมาหน่วยเหนือได้เข้ามาจัดวางระบบและจัดคนที่วางใจได้เข้ามายึดเก้าอี้สำคัญๆ ใน สตช.  และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญที่สุด แต่ในมุมของชาวสีกากี มันคือทำเลทอง

              คลื่นระลอกแรกที่เข้ามา "ล้างบาง" นายตำรวจในพื้นที่ บช.น. คือ คดีป้ายโฆษณาตามฟุตบาท และป้อมจราจรต่างๆ นำมาสู่คำสั่งโยกย้ายนายตำรวจในสังกัด บช.น. ออกนอกหน่วยมากเป็นประวัติการณ์ถึง 73 ตำแหน่ง แบ่งเป็นระดับรองผู้บังคับการ 14 นาย และระดับผู้กำกับโรงพักอีก 59 นาย

              ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การย้ายล้างบางครั้งนี้เป็นเพราะต้องการนำตำรวจใกล้ชิดเข้ามาในพื้นที่นครบาลแทนคนใน "ขั้วอำนาจเก่า" อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ก็ยืนยันว่า ทำถูกต้อง และพร้อมที่จะรับผิดชอบ หากมีการยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง

              คำสั่งดังกล่าว (คดีป้ายโฆษณา) ส่งผลให้นายตำรวจในนครบาลถูกโยกย้ายไปในต่างจังหวัด สลับกับนายตำรวจจากต่างจังหวัดที่ขยับเข้ามาเป็นผู้นำหน่วยในนครบาล ถึงแม้ว่าหลายนายที่ถูกย้ายมาจะไม่มีความชำนาญในท้องที่นั้นๆ

              นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์การโยกย้ายนายตำรวจระดับ "5 เสือโรงพัก" ตาม สน.ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการถูก "ตำรวจนอกหน่วย" หรือ "ทหาร" เข้าจับกุมในคดีอบายมุข ไม่ว่าจะเป็นบ่อนการพนัน หรือการค้าประเวณี ทำให้มีคำสั่งย้ายพร้อมตั้งกรรมการสอบวินัย ซึ่งทำให้เกิดความระส่ำระสายต่อตำรวจท้องที่ โดยเฉพาะ "สายสืบ" ตามโรงพัก

              ตำรวจสายสืบถือเป็นหัวใจในการสืบสวนจับกุมคลี่คลายคดี แต่พอมีการโยกย้ายหลังจากมีตำรวจนอกหน่วย และทหารเข้าจับกุมอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ตำรวจนักสืบต่างทดท้อหมดกำลังใจในการทำงาน บางส่วนเพิกเฉยต่อการทำงานในพื้นที่ของตน ประกอบกับมีการโยกย้ายครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้ ทำให้นครบาลสูญเสียนักสืบฝีมือดีไปเป็นจำนวนมาก

              ความจริงแล้ว ตำรวจในพื้นที่มีทั้งคนที่รู้และไม่รู้ว่ามีการเปิดบ่อนในพื้นที่ของตน แต่เวลาถูกตำรวจนอกหน่วยจับก็ติดร่างแหไปด้วย และเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ยาก เพราะมีแต่คน "จับผิด" เต็มไปหมด

              ตำรวจนักสืบนายหนึ่งสะท้อนความคิดเห็นว่า การแก้ปัญหาของตำรวจในพื้นที่ไม่ได้อยู่ที่การโยกย้ายเพียงอย่างเดียว แต่ผู้บังคับบัญชาต้องลงไปตรวจสอบพื้นที่ด้วยตัวเอง จะไปหวังลูกน้องอย่างเดียวไม่ได้

              กรณีเอาตำรวจต่างจังหวัดเข้ามาก็มีข้อเสีย ต้องใช้เวลาปรับตัวค่อนข้างมาก เพราะปัญหาอาชญากรรมในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน และที่สำคัญ ความซับซ้อนในการก่อเหตุอาชญากรรมใน กทม.จะมีมากกว่าเหตุที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัด

              เมื่อตำรวจฝ่ายสืบสวนนครบาลกระจัดกระจายไปนอกหน่วย ทั้งไปต่างจังหวัด หรือไปทำหน้าที่ในด้านอื่น ก็ทำให้นักสืบที่มีอยู่เหลือน้อยมาก หลายนายก็ยังต้องสั่งสมประสบการณ์อีกพอสมควร นี่อาจเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้คดีสำคัญหลายคดีไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

              คดีระเบิดทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการขาดแคลนนักสืบฝีมือดีให้ใช้งาน!

              แต่ที่น่าสนใจก็คือ หลายคดีที่ถูกคลี่คลายและนำไปสู่การจับกุมนั้น กลับเป็นเบาะแสจากฝ่ายทหาร ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่โดยตรง แต่กลับต้องยื่นมือเข้ามา เพราะต้องรับผิดชอบในฐานะที่เข้ามาบริหารประเทศภายใต้กฎอัยการศึก

              แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นการอนุญาตให้ตำรวจได้ "พักร้อน" หรือ "เกียร์ว่าง" หรือทำงานไปลักษณะประคองตัวรอวันเกษียณอายุราชการ

              อีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ตำรวจมีอาการราวเป็นไข้ ก็เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากขั้วหนึ่งมาเป็นอีกขั้ว แล้วก็มาล่าสุดเป็นกองทัพที่เข้ามาบริหารประเทศ

              แม้ว่าสองพี่น้องตระกูล "วงษ์สุวรรณ" ทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.ต.อ.พัชรวาท จะมีบารมีครอบคลุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ พล.ต.อ.สมยศ เป็นผู้นำตำรวจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้งานของตำรวจถูกขับเคลื่อนไปได้อย่างที่ควรจะเป็น

              สภาพที่เป็นอยู่ในขณะนี้จึงเป็นคำถามไปยัง คสช.ว่า คดีใหญ่ขนาดนี้ กระทบต่อความเชื่อมั่นขนาดนี้ ทั้งที่มีอำนาจพิเศษ มีกฎหมายพิเศษ คสช.จะตอบคำถามประชาชนได้อย่างไร แต่ก่อนที่คสช.จะตอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องให้ความกระจ่างแก่ คสช.เสียก่อน

              เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนั้น จะว่าไปแล้ว เปรียบได้ว่าอยู่ใต้จมูก พล.ต.อ.สมยศ เลยทีเดียว