ข่าว

‘บิ๊กตู่’ยกนิ้วโป้ง!พอใจเวทีกลางปิโตรเลียม

‘บิ๊กตู่’ยกนิ้วโป้ง!พอใจเวทีกลางปิโตรเลียม

20 ก.พ. 2558

‘บิ๊กตู่’ยกนิ้วโป้ง!พอใจเวทีกลางปิโตรเลียม ได้3ข้อสรุปตั้งคณะทำงานร่วมเร่งหาทางออกก่อน 16 มี.ค.นี้

              20ก.พ.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐนตรี และหัวหน้าคณะรักษความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ติดตามเวทีการแสดงความคิดเห็นการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ที่ห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้าที่ทำเนียบรัฐบาลจนจบ  โดยจนกระทั้งเวลา 17.00 น.พล.อ.ประยุทธ์ได้ขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล ระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนจากตึกไทยคู่ฟ้า ได้เปิดกระจกทักทายผู้สื่อข่าวที่ยืนอยู่ โดยผู้สื่อข่าวได้ตะโกนถามว่า เวทีเสวนากลางปิโตรเลียมเป็นอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยกนิ้วโป้ง พร้อมกับยิ้ม และชี้นิ้วไปทางตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่จะปิดกระจกเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไป


ได้3ข้อสรุปตั้งคณะทำงานหาทางออก


              เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานในเวทีแลกเปลี่ยนและรับฟังความเห็น “เดินหน้าประเทศไทย เพื่อความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน” กรณีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ได้แถลงข้อสรุปการหารือร่วมกันในวงเล็ก หลังจากตลอดช่วงเช้าทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อสรุปบนเวทีได้ ว่า จากการแลกเปลี่ยนความเห็นบนเวทีในช่วงเช้า ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมหารือกันต่อในช่วงการรับประทานอาหารกลางวัน จนกระทั่งได้ข้อสรุปใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.เห็นตรงกันว่าการบริหารนโยบายพลังงานให้มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ทั้งจะต้องสร้างความเป็นธรรมและความสบายใจต่อทุกฝ่าย 2.การวางแผนด้านความมั่นคงทางพลังงานถือว่ามีความจำเป็น

              ต้องมีการทบทวนข้อกฏหมายบางประการ เพื่อให้ทราบถึงทางเลือกมากขึ้นในการบริหารทรัพยากรของประเทศ และ 3.ทั้งสองฝ่ายเห็นควรตั้งคณะทำงานร่วมกันขึ้นเพื่อพิจารณาแนวทางการเปิดสัมปทานปิโครเลียม รอบที่ 21 ซึ่งจะต้องเร่งพิจารณาภายใต้กรอบเวลาและข้อสรุปที่ได้กลั่นกรองร่วมกันให้เสร็จก่อนวันที่ 16 มี.ค.นี้ เพื่อจะได้นำข้อพิจารณาดังกล่าวเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงต่อไป

              ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า คณะทำงานร่วมจะประกอบด้วยบุคคลจากภาคราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชนที่นำเสนอข้อมูลเชิงห่วงในวันนี้ โดยจะไม่มีบุคคลจากภาคการเมืองที่ให้ความเห็นในวันนี้ร่วมด้วย นอกจากนั้น กรณีที่มีการเสนอให้แก้ไขกฏหมายโดยเฉพาะพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ก็จะได้หารือกันในชั้นคณะทำงาน ว่ามีความจำเป็นและความเร่งรีบอย่างไร ส่วนการตั้งคณะทำงานร่วมนั้นจะต้องเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือร่วมกันของทั้งสองฝ่ายก่อนจะได้ข้อสรุปทั้ง 3 ประเด็นนั้น เกิดขึ้นจากการสั่งการของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเพื่อให้สองฝ่ายหาข้อสรุป โดย บุคคลทั้งฟากรัฐบาล ได้แก่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกรัฐบาล ส่วนตัวแทนภาคประชาชน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช. ด้านพลังงาน นายปานเทพ พัวพงษ์พัน แกนนำกลุ่มคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ซึ่งใช้เวลาหารือร่วมกันนานกว่า 2 ชั่วโมง


ปนัดดาพบกลุ่มต้านเปิดสัมปทาน


              เมื่อเวลา 16.40 น.ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ สำนักงาน ก.พ. ถนนพิษณุโลก เพื่อพบภาคประชาชน โดยชี้เเจงผลการหารือในวันนี้ว่า บทสรุปน่าจะตรงกับข้อเรียกร้องของภาคประชาชน คือต้องมีนโยบายที่สร้างความเป็นธรรมต่อประชาชน มีการทบทวนแก้ไขข้อกฎหมายด้านพลังงาน ส่วนการเดินหน้าเปิดสัมปทานรอบ 21 ทางกระทรวงพลังงาน ก็มองเห็นความจำเป็นที่ต้องเดินหน้า เพื่อสร้างความมั่นคง และมั่นใจให้นักลงทุน แต่ฝ่ายคัดค้านยังไม่เห็นด้วย จึงมีมติให้ตั้งคณะทำงานร่วม พิจารณาเรื่องนี้โดยเร็วและตั้งให้เสร็จก่อนวันที่ 16 มีนาคม 2558

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาคประชาชนพอใจผลสรุปวันนี้ พร้อมกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ยังรับฟังประชาชน แต่ขอฝากว่า คณะทำงานที่จะตั้งขึ้นมานี้ ขอให้มีภาคประชาชนเข้าไปร่วมด้วย

              ด้านนางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวกับมวลชน ว่า ข้อคิดเห็นที่ตรงกันในวงเสวนา คือ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 เก่า ต้องมีการเเก้ไข และในปี 2565 จะมี 2 แหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุสัมปทาน จะจ้างผลิตก็ไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม กำหนดว่าต้องทำเป็นสัมปทาน หากจะทำเป็นสัมปทานอีก ประชาชนก็ไม่ยอม จึงขอให้รัฐบาลรับปากว่า จะเเก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม นี้ ภายในรัฐบาลนี้

              ขณะที่ น.ส.บุญยืน ศิริธรรม อดีต ส.ว.สมุทรสงคราม เเละเเกนนำเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการเปิดสัมปทานจะต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าผลประโยชน์ของชาติจะได้โดยไม่เกิดความเสียหาย เเต่ถ้ารัฐบาลตอบไม่ได้ ต่อให้มีการใช้กฎอัยการศึก รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้