ข่าว

‘เอนก’:คดีทักษิณพันทุจริตไม่น่าเกี่ยวนิรโทษ

‘เอนก’:คดีทักษิณพันทุจริตไม่น่าเกี่ยวนิรโทษ

20 ก.พ. 2558

ปรองดองในมุมมอง‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’:‘คดีคุณทักษิณ เป็นคดีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เป็นคดีทุจริตคอร์รัปชั่นก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับนิรโทษกรรม’

              เรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังมีการเปิดเผยออกมาว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะกำหนดให้มี “คณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ” ขึ้นมา บัญชา แข็งขัน เนชั่นทีวี ได้พูดคุยกับ “ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่รับผิดชอบส่วนนี้

              ในส่วนของคณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ 14 คน ตอนนี้มีคนในใจหรือยัง

              ยังไม่มี ส่วนสเปก 9 คน เป็นผู้ที่ไม่สังกัด ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้มีประสบการณ์ เป็นผู้ที่เข้าใจที่มาของความขัดแย้ง รวมทั้งต้องมีความคิดที่จะแก้ไขความขัดแย้ง และ 9 คนนี้ก็จะไปเลือกอีก 5 คน ที่มาจากคู่ขัดแย้ง รวมกันเป็น 14 คน นี่เป็นส่วนที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร จะต้องรอการพิจารณารายมาตรา

              ทั้ง 14 คน จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมาจากนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย หรือว่ามาจากองคมนตรีด้วย

              ไม่จำเป็น ส่วนเรื่ององคมนตรีนั้นไม่ได้คิดเลย องคมนตรีเป็นได้ด้วยหรือ อาจจะไม่ได้นะ ใครที่เสนอให้มีองคมนตรีด้วย ผมไม่ทราบ แต่องคมนตรีน่าจะไม่ได้

              คู่ขัดแย้งที่เป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ มี 5 คน จำเป็นหรือไม่ ที่ต้องมาจาก กปปส. หรือ นปช. หรือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

              ไม่ได้เขียนเอาไว้ว่ามาจากไหน แต่ถ้าตอบด้วยสามัญสำนึกต้องเอามาจากตรงนั้น

                หลังจากที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านแล้ว และมีผลบังคับใช้ คณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ช่วงไหน

              คงไม่นาน เพราะคณะกรรมการมีระยะเวลาทำงานอยู่ 5 ปี จะมาใช้เวลานานคงไม่ได้ และเมื่อ 5 ปีจบไปแล้ว ก็จะต่อได้อีก 5 ปีถ้าทำประชามติแล้วเสียงส่วนข้างมากต่ออายุให้ ซึ่งแปลว่าเต็มที่คือ 10 ปี ถ้าปกติก็ 5 ปี เพราะฉะนั้นเรื่องทำเร็วทำช้า รัฐธรรมนูญก็ตั้งใจให้ รีบเร่งทำ เหมือนกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศก็ต้อง 5 ปี ถ้า 5 ปีไม่เสร็จ ต่อได้อีกไม่เกิน 5 ปี ด้วยประชามติเหมือนกัน

                มีประเด็นว่าคณะกรรมการสร้างความปรองดองแห่งชาติจะเสนอให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรือพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ จริงๆ แล้ว จะออกมาเป็นรูปแบบไหน

              ตรงนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมการ มาพูดเวลานี้ก็พูดก่อนเวลาไป เขาอาจจะเสนอรัฐบาลให้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมก็ได้ หรือเขาอาจจะเสนอรัฐบาลออกเป็นพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษก็ได้ แต่การอภัยโทษกับนิรโทษมันต่างกัน นิรโทษ แปลว่า เสมือนกับไม่เคยได้กระทำผิด การล้างความผิดทั้งหมด ส่วนการอภัยโทษ คือ มีความผิดไปแล้ว แล้วลดหย่อนโทษให้ บางคนได้ยินคำว่าอภัยโทษแล้วตกใจคิดว่ามันใหญ่ยิ่งกว่านิรโทษ ทั้งนี้ ถ้าจะนิรโทษก็ต้องมีการพิจารณากันให้ครบถ้วน ให้ถี่ถ้วน ให้รอบคอบ ไม่ต้องไปเกรงว่าจะนิรโทษแบบสุดซอย

              พอมีคำว่านิรโทษกับอภัยโทษออกมา ในที่ประชุมคณะกรรมการพูดกันชัดแค่ไหนว่า สุดท้ายแล้วจะออกเป็น นิรโทษ หรือ อภัยโทษ

              อภัยโทษ ไม่ต้องมีกฎหมายใดก็อภัยได้อยู่แล้ว มีเป็นพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ซึ่งมีงานพิธีโอกาสที่สำคัญๆ ก็มีอภัยโทษอยู่เป็นประจำ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะการเมืองเท่านั้น อภัยโทษได้ทุกประเภท ส่วนนิรโทษกรรมก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เราก็นิรโทษกรรมคดีเกี่ยวกับการเมือง แม้จะเป็นคดีอาญา เราก็นิรโทษมาแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกอกตกใจอะไร แต่ว่าสาระสำคัญของการปรองดองมันไม่ใช่แค่นิรโทษ กับอภัยโทษ มันอยู่ที่อะไรหลายๆ อย่าง รวมทั้งการที่แก้ไขข้อขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมให้เสมอภาคให้แก่ทุกพรรคทุกฝ่าย รวมถึงการให้ความสำคัญการศึกษา ที่จะทำให้คนเห็นว่าสันติภาพ สันติสุข เป็นของดี ความขัดแย้ง ความวิวาท ความบาดหมางกันเป็นสิ่งที่เราควรจะหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ก็ต้องสร้างขึ้นมาอีกเหมือนกัน เรื่องมันใหญ่กว่าเรื่องนิรโทษหรืออภัยโทษเยอะ

              หลายคนมองว่า ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงนิรโทษกรรม พอมาเป็นอภัยโทษเหมือนกับดึงสถาบันเข้ามาเพื่อที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง

              เป็นการพูดที่คิดเอาเอง อภัยโทษก็ต้องเป็นรัฐบาลทำ เป็นกฤษฎีกา มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นิรโทษกรรมก็เหมือนกันถ้าจะทำก็ต้องมีพระปรมาภิไธย มีพระบรมราชโองการ แต่สิ่งนี้เป็นธรรมเนียมทั่วไปของประเทศไทยอยู่แล้ว เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา พระราชกำหนด ล้วนอยู่ภายใต้พระปรมาภิไธย ทั้งนั้น

              อนาคตที่สุดแล้ว หากมี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือว่ามีพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษกลุ่มคนที่จะเข้าข่ายตอนนี้เรามองไว้หรือยัง ว่าจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มไหน

              เรายังไม่ได้มองไปที่รายละเอียด แต่ที่เป็นหลักไว้ง่าย ๆ คือ เราไม่นิรโทษให้แก่คดีทุจริตคอร์รัปชั่น เราไม่นิรโทษให้แก่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เราไม่นิรโทษให้แก่ผู้ที่กระทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต จะมี 3 เรื่องหลักๆ ที่เราจะไม่นิรโทษ

               คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้าข่ายหรือไม่

              คดีคุณทักษิณ เป็นคดีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เป็นคดีทุจริตคอร์รัปชั่นก็ไม่น่าจะเกี่ยว และไม่ได้เป็นเจตนาของเราที่จะเอาเข้าไปเกี่ยว ทุกฝ่ายเข้าใจตรงนี้ตรงกันหมดแล้ว ผมก็ไม่ว่าหากต้องให้พูดซ้ำอีกสักกี่ครั้งเพื่อจะทำให้บางฝ่ายสบายใจ

               เมื่อเริ่มมีการจุดประเด็นการสร้างความปรองดอง กลายเป็นว่า คนที่ไปเจรจากลับมีข้อเสนอว่า นายกฯ ต้องไปเจรจากับคุณทักษิณ

              ก็เข้าใจผิดกันอีก คนที่พูดคือ คุณวันชัย สอนศิริ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเจรจาอะไรทั้งสิ้น และก็ไม่ได้อยู่ในคณะปรองดองด้วย แม้ว่าท่านจะเสนอด้วยความตั้งใจดีหรืออะไรก็ตามไม่ได้เกี่ยวกับเรา ทางเราก็ไม่ได้ไปคาดคั้นนายกฯ ให้ไปเจรจากับใคร เรื่องนี้มันอยู่ที่ผู้มีอำนาจสูงสุด แต่เราต้องเริ่มจากการวางใจ ความเชื่อถือ มากกว่าที่จะไปเสนอรายละเอียดว่า ท่านต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้

              ที่ผ่านมา มีการศึกษาแนวทางการปรองดอง แนวทางการสร้างความสมานฉันท์ หลายชุดแต่สุดท้ายไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ การมีคณะกรรมการชุดนี้ สังคมจะคาดหวังว่าสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้

              คนเราก็ต้องอยู่ด้วยความคาดหวัง เราทำงานเราก็ต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ทำรอว่าเมื่อไหร่จะล้มเหลว ก็ต้องทำให้เต็มที่ทำให้สุดความสามารถ ซึ่งมันก็ต่างกับทุกครั้ง ทุกครั้งมันเป็นรัฐบาลที่มาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของคู่ขัดแย้งมาเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นฝ่ายค้าน มันก็ยากที่จะทำให้เกิดความปรองดองได้ แต่มาครั้งนี้มันไม่ใช่สองฝ่ายนั้นเป็นรัฐบาล เป็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้น น่าจะมีหนังม้วนใหม่ๆ ฉายให้ดูบ้าง นอกจากนั้นในอดีตเรื่องปรองดองสมานฉันท์ คนที่ทำแม้จะมากด้วยบารมี แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนอะไรไว้ให้เขามีอำนาจหรือบทบาท มีหน้าที่ มีทรัพยากร มีงบประมาณ ที่มันชัดเจน แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ “...ให้คณะรัฐมนตรี รัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐให้ความร่วมมือ กับคณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ รวมทั้งต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอแก่การดำเนินการของคณะกรรมการโดยเฉพาะงบประมาณที่ใช้ในการเยียวยาฟื้นฟู ต้องจัดให้ตามจำนวนที่คณะกรรมการร้องขอ..."

              จะมองว่าเป็นการฉายหนังเรื่องเก่า มันก็ไม่เก่า มันก็เป็นเรื่องใหม่ แล้วก็เขียนเอาไว้ว่าให้เวลาทำ 5 ปี ถ้าจะต่อก็ต้องใช้ประชามติอีก 5 ปี แสดงว่าเร่งรีบ ขณะเดียวกันให้ความสำคัญเขียนเอาไว้ว่า 5 ปี จะทำอย่างยืดยาดก็ไม่ได้ รวมถึงเรื่องการออกแบบรัฐธรรมนูญให้มีความปรองดอง รู้รักสามัคคี มันก็น่าจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

              มองกันว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ จะต้องไปคุยกับคุณทักษิณ เพราะคุณทักษิณ ยังเป็นตัวแปรสำคัญ

              เป็นข้อแสดงความคิดเห็น รับฟังได้ แต่ว่าใครจะไปเป็นคนไปพูด ไปเจรจา หรือคุณทักษิณจะกำหนดให้ใครมาเป็นคนพูด เจรจา หรือมาสื่อสาร ก็มีวิธีทำได้ แต่ว่าจะทำแบบไหน ไม่ใช่เฉพาะแค่คุณทักษิณ ก็ยังมีผู้ใหญ่ของอีกหลายๆ ฝ่าย ที่จะต้องไปคุย ทุกๆ ฝ่ายที่ขัดแย้งกัน และเราก็ได้คุยมาพอสมควรแล้ว