ข่าว

เยเมนบนทางแพร่ง(1)

เยเมนบนทางแพร่ง(1)

20 ก.พ. 2558

เยเมนบนทางแพร่ง(1) : โลกมุสลิม โดยศราวุฒิ อารีย์

              หลังจากนานาชาติทยอยปิดสถานทูต พร้อมทั้งอพยพเจ้าหน้าที่กลับบ้านอย่างเร่งด่วน เยเมนก็กลายเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจอีกครั้งครับ เหตุที่ประเทศต่างๆ ต้องทำอย่างนี้ เพราะประเมินกันแล้วว่า เยเมนคงตกอยู่ในสภาพขาดเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงจากการที่กลุ่มเฮาซี (Houthi) ได้ยกกำลังเข้าปิดล้อมสถานที่ราชการและสถานที่สำคัญของรัฐบาลอีกหลายแห่งเมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา จนกระทั่งประกาศจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาบริหารประเทศเอง

              ผมคิดว่า การยึดอำนาจของกลุ่มเฮาซีคงไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้นานาชาติแห่ปิดสถานทูต และอพยพคนของตัวเองกลับบ้านอย่างที่เป็นข่าว แต่เรื่องการเมืองในเยเมนมันมีความสลับซับซ้อนมากกว่านั้น เพราะนอกจากกลุ่มเฮาซี ซึ่งเป็นมุสลิมชีอะห์ทางภาคเหนือที่เป็นภัยคุกคามรัฐบาลเยเมนตลอดมาแล้ว เยเมนยังเป็นประเทศที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากกลุ่มอัล-ไกดาแห่งคาบสมุทรอาระเบีย และกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้ 

              การยึดอำนาจของกลุ่มเฮาซีจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของปัญหาทางการเมืองในเยเมน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคลื่นความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นตามมาในไม่ช้าไม่นาน

              เท่าที่ผ่านมาประชาคมโลกไม่ค่อยให้ความสนใจกับสถานการณ์ในเยเมนมากนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเยเมนเป็นประเทศที่ยากจนมากที่สุดในโลกอาหรับและไม่ได้มีความสำคัญอันใดมากนักต่อการเมืองระหว่างประเทศ ไม่เหมือน ซาอุดีอาระเบีย ลิเบีย อิหร่าน อียิปต์ ซีเรีย ฯลฯ

              ถึงอย่างนั้นก็ตาม เยเมนก็เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นดินแดนที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย มีเมืองท่าเอเดนที่แสดงบทบาทสำคัญต่อการค้าและการขนส่งของโลก (โดยเฉพาะหลังจากที่มีการเปิดคลองสุเอซครั้งใหม่ในปี 1975) เรียกได้ว่าเรือเข้า-ออกคลองสุเอซแทบทุกลำต้องเทียบท่าที่เอเดนกันทั้งนั้น อีกทั้งเยเมนยังเป็นประเทศมีที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าวเปอร์เซียที่ประกอบไปด้วยกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยน้ำมันทั้งหลาย ซึ่งเป็นแหล่งศูนย์กลางพลังงานของโลกก็ว่าได้

              ขณะเดียวกัน ระยะหลังเยเมนก็ได้รับความสนใจจากประเทศมหาอำนาจมากขึ้น จากการที่เยเมนถูกกล่าวอ้างว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของอัล-ไกดาแห่งคาบสมุทรอาระเบีย โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ระทึกขวัญวันคริสต์มาสปี 2009 ที่นักศึกษาจากประเทศเยเมนวัย 23 ปี ชาวไนจีเรีย พยายามก่อวินาศกรรมบนเครื่องบินนอร์ทเวสต์ แอร์ไลน์ เที่ยวบิน 253 ซึ่งไม่สำเร็จ เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดึงความสนใจของมหาอำนาจที่กำลังประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้ายมาสู่ประเทศนี้อย่างจริงจัง

              สำหรับประเทศไทยแล้ว เยเมนถือเป็นมิตรประเทศที่สำคัญอีกประเทศหนึ่งของเราในตะวันออกกลาง เรานำเข้าน้ำมันจากเยเมนเป็นลำดับที่สาม รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และโอมาน และมีการค้าการขายระหว่างกัน ฉะนั้น การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของประเทศนี้ จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการนำมาประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์ความเป็นไปในปัจจุบัน และแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของเยเมนขณะนี้

              เยเมนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประวัติศาสตร์การเมืองที่แปลกกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก เพราะดินแดนแห่งนี้เคยถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วนมานานกว่า 200 ปี โดยเยเมนเหนือตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมาน ซึ่งเป็นอาณาจักรสุดท้ายของโลกมุสลิม ส่วนเยเมนใต้นั้นกลับตกไปเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ สองดินแดนนี้เพิ่งเข้ามาผนวกรวมเป็นชาติเดียวกันเมื่อปี ค.ศ.1990 หรือประมาณ 25 ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยมีกรุงซันอา (Sanaa) เป็นเมืองหลวง

              แม้จะรวมตัวกันได้ในที่สุด แต่ความห่างเหินกันของประชาชนและความแตกต่างทางแนวคิดการเมือง รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละดินแดนที่กินเวลากว่า 200 ปี แน่นอนย่อมส่งผลต่อความเป็นเอกภาพภายหลังการรวมชาติสำเร็จ