
'อภัยโทษ'สร้างปรองดอง
'อภัยโทษ'สร้างปรองดอง : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
คาดว่าไม่วันนี้ก็สัปดาห์หน้า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะได้บทสรุปในภาค 4 หมวดการสร้างความปรองดอง
ที่เคาะออกมาแล้ว คือ การกำหนดว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล หน่วยงานของรัฐทุกหน่วย พลเมือง ต้องจัดให้มีการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองตามหลักการและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
และที่พูดถึงกันมากก็คือ การให้มี "คณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ" จำนวน 14 คน โดย 9 คน โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้ที่ไม่สังกัด ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นผู้ที่มีความเข้าใจที่มาของความขัดแย้ง รวมทั้งต้องมีความคิดที่จะแก้ไขความขัดแย้ง และผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คนนี้ ก็จะไปเลือกอีก 5 คน ที่มาจาก "คู่ขัดแย้ง" และแม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้มีการกำหนดว่า "คู่ขัดแย้ง" เอามาจากไหน แต่ก็คงหนีไม่พ้น กปปส. นปช. กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
"คณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ" จะมีอายุการทำงาน 5 ปี หากจะ "ต่ออายุ" ก็ต้องทำประชามติถามประชาชน หากเสียงส่วนมากให้ต่ออายุได้ ก็จะอยู่ได้อีก 5 ปี แปลว่าเต็มที่อยู่ได้ 10 ปี
มีรายงานข่าวบอกว่า ในกฎหมายลูกว่าด้วยคณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติที่จะออกมานั้น จะระบุให้ “คณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ” ทำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อถวายความเห็นให้มีการออก “พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ”
ทั้งนี้ การอภัยโทษจะไม่ครอบคลุมถึงคดีทุจริตคอร์รัปชั่น คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และผู้ที่กระทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต
และกฎหมายลูกยังกำหนดว่า รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามที่คณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติได้ร้องขอ และในกรณีที่รัฐบาลละเลยไม่ดำเนินการในการสร้างความปรองดอง ประชาชนสามารถฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่ารัฐบาลกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญได้
สรุปว่าการสร้างความปรองดองในคราวนี้ เลือกที่จะใช้วิธี “อภัยโทษ” ไม่ใช้การ “นิรโทษกรรม”
แล้ว...“อภัยโทษ” กับ “นิรโทษกรรม” ต่างกันอย่างไร
“อภัยโทษ” เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีผู้ร้องขอหรือถวายเรื่องต่อพระมหากษัตริย์ ส่วน “นิรโทษกรรม” เป็นอำนาจของ“รัฐสภา” โดยออกเป็น “พระราชบัญญัติ” แต่หากคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจออกเป็น “พระราชกำหนด” ก็ต้องนำ “พระราชกำหนด” มาให้รัฐสภาเห็นชอบ
"อภัยโทษ” มีทั้งการยกเว้นโทษให้ทั้งหมดหรือบางส่วน และยังถือว่ามีความผิดติดตัวอยู่ ทำให้ไม่ได้รับสิทธิที่เสียไปคืนมา
แต่ “นิรโทษกรรม” เป็นการล้างมลทินโทษไม่มีความผิดติดตัว ทำให้ได้สิทธิที่เสียไปคืนมา เช่น สิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง สิทธิในการเข้ารับราชการ
“อภัยโทษ” จะใช้เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และจำเลยต้องรับโทษก่อน ส่วน “นิรโทษกรรม” คดีไม่ต้องถึงที่สุดและไม่ต้องรับโทษก่อนก็ได้
การสร้างกลไกนำไปสู่ความปรองดองตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่น่าจับตาว่าสุดท้ายจะสัมฤิทธิผลแค่ไหน !



