ข่าว

ปริศนาแฮ็กเกอร์ขโมยเงินออนไลน์3หมื่นล้าน

ปริศนาแฮ็กเกอร์ขโมยเงินออนไลน์3หมื่นล้าน

21 ก.พ. 2558

เวิลด์วาไรตี้ : ปริศนาแฮ็กเกอร์ ขโมยเงินออนไลน์ 3 หมื่นล้าน

 
           อาชญากรมักจะก้าวทันเทคโนโลยีอยู่เสมอ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงแทบทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก ยิ่งทำให้อาชญากรมีช่องทางในการปฏิบัติการด้านมืดได้มากยิ่งขึ้น หลายครั้งที่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อยังไม่รู้ตัว
 
           อย่างกรณีที่แฮ็กเกอร์ด้านมืดที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า คาร์บานัค ใช้กลวิธีที่ซับซ้อนและแยบยล ขโมยเงินออกจากระบบธนาคารกว่า 100 แห่งใน 25 ประเทศได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งทางแคสเปอร์สกี้ แล็บ ห้องปฏิบัติการด้านความปลอดภัยเครือข่าย ที่เป็นผู้ออกมาเปิดโปงปฏิบัติการด้านมืดของแฮ็กเกอร์กลุ่มนี้ระบุว่า ธนาคารที่เป็นเหยื่อสูญเสียเงินไปรวมกันราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32,000 ล้านบาท
 
           แคสเปอร์สกี้ ติดตามการปฏิบัติการด้านมืดตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556 เมื่อมีผู้พบว่าตู้เอทีเอ็มในกรุงเคียฟ เมืองหลวงยูเครน เกิดปล่อยเงินออกมาจากตู้โดยที่ไม่มีใครไปแตะต้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากสำหรับระบบธนาคารที่มีความปลอดภัยขั้นสูง ซึ่งเมื่อตามติดย้อนรอยกลับไป ก็พบว่ามีกลุ่มแฮ็กเกอร์ใช้มัลแวร์ชื่อว่า คาร์บานัค ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับกลุ่มแฮ็กเกอร์กลุ่มนี้ เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม
 
           มัลแวร์ คาร์บานัค ที่ถูกฝังไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารจะทำหน้าที่ราวกับพ่อบ้านคอยเก็บกวาดรายละเอียดด้วยการเก็บภาพหน้าจอของพนักงานธนาคารที่รับผิดชอบด้านการโอนเงิน ทุกๆ 20 วินาที และเรียนรู้การทำงานของพนักงานคนนั้น ก่อนที่จะส่งภาพหน้าจอและข้อมูลที่ได้มากลับไปยังผู้สร้างมัลแวร์ตัวนี้
 
           เมื่อแฮ็กเกอร์รู้ว่าขั้นตอนการทำงานของพนักงานธนาคารเป็นเช่นใด ก็ทำการเจาะระบบเข้าไปและเลียนแบบขั้นตอนการทำงานของพนักงานธนาคาร โอนเงินเข้าบัญชีของกลุ่มที่เปิดไว้ในอีกธนาคารหนึ่ง และสั่งให้สมาชิกของกลุ่มคอยอยู่หน้าตู้เอทีเอ็มเพื่อกดเงินสดๆ ออกมา ทีละเล็กทีละน้อย โดยธนาคารแห่งหนึ่งๆ ที่ตกเป็นเหยื่อจะถูกขโมยเงินจำนวนไม่มากราว 2.5-10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อรวมๆ แล้วยอดเงินที่แฮ็กเกอร์กลุ่มนี้ได้ไปกลับมีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น เงินที่โอนจะถูกนำเข้าบัญชีในสหรัฐอเมริกา และจีน
 
           การทำเช่นนั้นก็เพื่อเลี่ยงการถูกตรวจจับโดยระบบที่มีการกำหนดเพดานการโอนเงินไว้ตามกฎหมาย และเลี่ยงการถูกตรวจจับโดยฝ่ายไอทีของธนาคาร ซึ่งทำให้แฮ็กเกอร์กลุ่มนี้ปฏิบัติการอย่างเงียบๆ ได้นานราว 2 ปี กว่าที่แคสเปอร์สกี้จะตรวจพบความผิดปกติ
 
           แก๊งอาชญากรกลุ่มนี้เริ่มต้นเจาะระบบด้วยการใช้ ฟิชชิ่ง เมล หรือ อีเมลล่อลวงให้ผู้ใช้คลิกเข้าไปชม ซึ่งในอีเมลนี้จะแฝงไว้ด้วยมัลแวร์ และเนื้อหาที่ดูเหมาะสมกับพนักงานธนาคารที่เป็นเป้าหมาย ส่งไปยังพนักงานคนดังกล่าว เป็นขั้นตอนแรกในการเข้าถึงระบบเครือข่ายของธนาคาร
 
           เมื่อมัลแวร์ได้เข้าไปในระบบของธนาคารแล้ว มันก็ทำหน้าที่เจาะไปยังระบบธนาคาร และวางระบบที่เรียกว่า เครื่องมือควบคุมระยะไกล (อาร์เอที)  เปิดช่องให้กับแฮ็กเกอร์ดึงข้อมูลและบริหารจัดการคอมพิวเตอร์ของธนาคารผ่านช่องทางนี้ โดยมัลแวร์ คาร์บานัค จะเป็นตัวส่งสัญญาณว่ามีการทำธุรกรรมการโอนเงิน แล้วตัวมันเองจะเก็บภาพหน้าจอ บันทึกการกดปุ่มคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์เป้าหมาย นอกจากนั้นแฮ็กเกอร์ยังเจาะเข้าระบบกล้องตรวจการณ์ของธนาคารที่เก็บภาพของเป้าหมายในการตรวจสอบการใช้ชื่อบัญชีและรหัสผ่านของพนักงานเป้าหมาย
 
           ด้วยวิธีเช่นนี้ทำให้แฮ็กเกอร์เรียนรู้การทำงานของพนักงานเป้าหมายได้ครบถ้วน และสามารถนำข้อมูลที่ได้มาทำการเลียนแบบการทำงานของพนักงานเป้าหมายที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการโอนเงิน ซึ่งเป็นการปกปิดร่องรอยการปฏิบัติการด้านมืดได้เป็นอย่างดี
 
           แต่ผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่ามัลแวร์ตัวนี้ มีพฤติกรรมที่เหมือนกับพฤติกรรมของมัลแวร์ที่มีการใช้มาแล้วในอดีต นายอังตวน ชินากาเรฟ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ของแคสเปอร์สกี้ อธิบายว่า ความซับซ้อนของมัลแวร์ที่ถูกใช้ในการโกงธนาคารครั้งประวัติศาสตร์นี้ และขั้นตอนการปฏิบัติการนั้น เหมือนกับที่รัฐบาลหลายประเทศเคยใช้ในการล้วงข้อมูลเป้าหมาย โดยการทำงานของรัฐบาลต่อเป้าหมายในแต่ละครั้งจะกินเวลาเพียง 2 เดือนและใช้แฮ็กเกอร์ราว 10 คนคอยจับตาดูพฤติกรรมของเป้าหมายในแต่ละด้านในแต่ละวัน
 
           แต่ในครั้งนี้เป้าหมายคือธนาคาร 25 แห่ง ที่ส่วนใหญ่อยู่ในรัสเซีย สหรัฐอเมริกา เยอรมนี จีน และ ยูเครน
 
           คำถามที่ตามมาก็คือ แฮ็กเกอร์ คาร์บานัค เป็นตัวจริงหรือ นอมินีที่ทำงานให้แก่รัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งหรือไม่ และ อย่างไร แต่ที่แน่ๆ การลงมือของกลุ่มคาร์บานัค สร้างแรงสะเทือนไปทั่ววงการธนาคาร และผูผลิตระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่ายได้ดีทีเดียว