ข่าว

'กสม.'จี้เขียน'ม.46'ให้ชัดเจน!

'กสม.'จี้เขียน'ม.46'ให้ชัดเจน!

19 ก.พ. 2558

'กรมพระธรรมนูญ' ยันแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร 'เฉพาะทหาร' ไม่เกี่ยวพลเรือน 'กสม.' จี้ 'สนช.-ครม.' เขียน ม.46 ให้ชัดเจน สนช.ผ่านฉลุย แล้ว

 
                           19 ก.พ. 58  เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) คณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดย นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เป็นประธานอนุกรรมการ ได้จัดการประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการร้องเรียนที่เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจควบคุมตัวบุคคลไว้ 7 วัน โดยไม่แจ้งข้อหาและสถานที่ควบคุมตัว รวมทั้งกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 โดยมี พ.อ.ศุภชัย อินทรารุณ รองผู้อำนวยการกองกฤษฎีกาทหารและการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนเจ้ากรมพระธรรมนูญ มาร่วมประชุมชี้แจง ทั้งนี้ในการประชุมอนุกรรมการได้แสดงความกังวลว่า ห่วงเรื่องการนำตัวพลเรือนขึ้นศาลทหารในช่วงนี้เพราะมีศาลเดียว ซึ่งจะกระทบกับสิทธิมนุษยชน และกังวลว่าการแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร จะเป็นการเพิ่มอำนาจให้ทหารในการควบคุมตัวพลเรือน
 
                           โดย พ.อ.ศุภชัย กล่าวว่า การแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารในครั้งนี้ โดยเฉพาะในมาตรา 46 ที่ระบุว่า ในสภาพที่เกิดเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอื่นๆ ผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุด ณ ที่นั้น อาจสั่งให้ควบคุมผู้ต้องหา รวมทั้งพลเรือนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้นานถึง 84 วันนั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารเคยให้อำนาจผู้บังคับบัญชา มีอำนาจสั่งควบคุมตัวทหารได้ 90 วัน แต่หลังจากมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มีการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว โดยมีการตัดอำนาจในการสั่งควบคุมตัวจากผู้บังคับบัญชา และให้อำนาจดังกล่าวเป็นแค่อำนาจของศาลทหาร แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาในการบังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาจึงขอให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้มีอำนาจดังกล่าว จึงนำมาสู่การแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารในครั้งนี้ ซึ่งยืนยันว่า อำนาจดังกล่าวของผู้บังคับบัญชาใช้กับทหารเท่านั้น ไม่มีอำนาจสั่งควบคุมตัวพลเรือนแต่อย่างใด
 
                           พ.อ.ศุภชัย กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการนำตัวพลเรือนขึ้นศาลทหารนั้น เป็นไปตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 37/2557 เรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ที่มีการกำหนดให้คดีที่เกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์และคดีความมั่นคงให้ดำเนินคดีในศาลทหาร ซึ่งก็เป็นบางคดีเท่านั้นที่จะมีการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร แต่การที่จะให้ทางพลเรือนไปขึ้นศาลธรรมดาขณะนี้คงทำไม่ได้ เพราะเราต้องทำตามประกาศฉบับดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้จะมีการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารแต่ก็ไม่ได้ควบคุมตัวที่เรือนจำทหาร เป็นการควบคุมตัวที่เรือนจำพลเรือน แต่ตราบใดที่มีประกาศของ คสช.อยู่ และมีการกระทำความผิดคดีตามประกาศก็ต้องมาสู่ศาลทหาร ส่วนการอธิบายกับต่างประเทศนั้น เราก็ชี้แจงตามหลายๆ สื่อ และวันที่ 20 ก.พ.นี้ ก็จะมีการชี้แจงกรณีดังกล่าวผ่านทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวด้วย
 
                           ด้าน นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า ขอแนะนำให้กรมพระธรรมนูญทำหนังสือไปแจ้งต่อ สนช. เพื่อให้เขียนมาตรา 46 ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการตีความเกิดขึ้น เพราะการตีความข้อกฎหมายของไทยเป็นแบบศรีธนญชัย ทั้งนี้ กสม.เองก็จะเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้เขียนกฎหมายให้ชัดเจน โดยให้ระบุเลยว่าอำนาจในมาตรา 46 ของกฎหมายดังกล่าวนั้น ใช้กับบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ซึ่งก็คือทหารเท่านั้น ไม่รวมถึงพลเรือน โดยจะทำหนังสือภายในวันที่ 20 ก.พ.นี้ เพื่อให้มีการปรับแก้ต่อไป
 
 
 
สนช.ฉลุยผ่านกฎหมาย‘ศาลทหาร’  

 

                          ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 11/2558 มีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 เป็นประธาน โดยพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่มี พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล เป็นประธานฯ ได้พิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งร่างพ.ร.บ.มีสาระสำคัญคือ กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีอำนาจออกข้อบังคับและระเบียบ เพื่อปฏิบัติการตามร่างพระราชบัญญัตินี้ และกำหนดให้ระเบียบราชการของศาลทหารและอัยการทหารต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต่อมา กำหนดให้ตุลาการพระธรรมนูญและอัยการทหารได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งตามระเบียบที่กระทรวงกลาโหมกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง กำหนดให้คดีที่ต้องดำเนินในศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร
 
                          นอกจากนี้กำหนดให้ศาลจังหวัดทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย เว้นแต่คดีที่จำเลยมียศทหารชั้นสัญญาบัตร กำหนดให้ศาลทหารสูงสุดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารกลาง และคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารชั้นต้นโดยตรงไปยังศาลทหารสูงสุด กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาทหารมีอำนาจสั่งควบคุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารได้ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็น และศาลทหารควบคุมผู้ต้องหาทั้งทหารและพลเรือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ถึง 84 วัน หรือ 12 สัปดาห์

                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. ได้แสดงความเป็นห่วงในประเด็นของมาตรา 46 โดยนพ.เจตน์ กล่าวว่า ม.46 เป็นประเด็นที่สำคัญ และสื่อให้ความสนใจ รวมทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนให้น้ำหนักในเรื่องนี้มาก ตนไม่ติดใจเพราะเป็นการใช้อำนาจทหารในยุคที่มีการใช้กฎอัยการศึก ตนอยากให้ประธานชี้แจงให้ชัดเจนต่อสาธารณะ ใน 2 ประเด็นคือ อำนาจศาลทหารที่ไปครอบคลุมถึงพลเรือน และเรื่องอำนาจการฝากขัง 84 วัน ซึ่งตรงนี้อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา

                          พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล ประธานกรรมาธิการ ชี้แจงว่า เป็นการเข้าใจผิดในมาตรานี้ผิดไป ซึ่งเจตนารมณ์ของการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ความชัดเจนคือ ผู้บังคับบัญชาสั่งควบคุมตัวผู้ที่อยู่ในอำนาจทหารได้ในกรณีฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็น ยืนยันว่ากฎหมายธรรมนูญศาลทหารใช้บังคับกับผู้ที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ส่วนการควบคุมตัวก็จะเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เกี่ยวกับทหาร รวมถึงผู้เป็นเชลยศึกหรือจารชน ซึ่งคำว่า ”บุคคลพลเรือน” อยู่ในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เพียงจุดเดียว คือ บุคคลพลเรือนที่ทำงานอยู่กับทหาร แล้วก่อเหตุในเขตทหาร แต่ที่จะเกี่ยวข้องกับธรรมนูญศาลทหารจะเกิดขึ้นในกรณีการประกาศกฎอัยการศึก หรือประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือคณะปฏิวัติ โดยจะอยู่ในมาตรา 18 ที่ให้ควบคุมตัวในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ โดยจะมีการควบคุมตัวตามกฎหมายที่รองรับอยู่ เช่น การคุมขังตามคำสั่งของคสช. ซึ่งพลเรือนผู้นั้นจะนำขึ้นศาลทหารได้ แต่ต้องมีความผิดใน 2 กรณีตามประกาศคสช.เท่านั้นคือ ความผิดต่อสถาบันเบื้องสูง และความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
 
                          “ธรรมนูญศาลทหารจะไม่มีส่วนในการนำพลเรือนทั่วไปมาขึ้นศาลทหาร หรือมีการควบคุมพลเรือนทั่วไปโดยเด็ดขาด“ พล.ร.อ.วัลลภ กล่าว

                          จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบวาระ 3 ด้วยคะแนน 179 เสียง งดออกเสียง 5 เสียงประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป