ข่าว

เฮทสปีชคิดได้เขียนไม่ได้

เฮทสปีชคิดได้เขียนไม่ได้

19 ก.พ. 2558

เฮทสปีชคิดได้เขียนไม่ได้ : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

              พรรคพวกกันในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บอกว่า คำว่า “วาทกรรมที่สร้างความเกลียดชัง” หรือ hate speech ที่ สปช.สายสื่อเคยมีความเห็นแย้งไว้ และดูเหมือนถูกตัดไปในชั้นกรรมาธิการ กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา 43 ว่าด้วยเสรีภาพของสื่อและประชาชน
   
              ถ้อยคำในวรรคแรก เป็นเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 2 ฉบับที่ผ่านมา คือการบัญญัติรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
   
              แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญในวรรคสอง เป็นข้อจำกัดเสรีภาพตามวรรคแรก รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพิ่มคำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในชุดกฎหมายดิจิทัล ที่จำกัดสิทธิของสื่อมวลชนในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการคอร์รัปชั่น
 
              และที่สำคัญกว่านั้น คือการบัญญัติถ้อยคำ “ความเกลียดชัง” ระหว่างคนในชาติหรือศาสนา หรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน
   
              การเสนอคำว่า ความเกลียดชัง ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มาจากกระแสสังคมก่อนหน้านี้ ที่ปรากฏวาทกรรมทางการเมืองในการยั่วยุ สร้างความแตกแยกในหมู่คนไทยสองฝ่าย
  
              ผู้ที่เสนอและผลักดันเรื่องนี้ อาจมีความปรารถนาดีที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก แต่น่าจะเป็นเจตนาดีที่ประสงค์ร้ายโดยไม่รู้ตัว เพราะนิยามหรือความเข้าใจในเรื่องความเกลียดชังที่มีฐานคิดมาจากเฮทสปีชนั้น ยังไม่ชัดเจน
  
              ในที่สุดก็จะกลายเป็นคำว่า “ความมั่นคง” ซึ่งเป็นคำที่ถูกตีความได้อย่างกว้างขวาง และกลายเป็นเครื่องมือของรัฐในการจัดการผู้ที่มีความเห็นต่าง เพราะการตีความความมั่นคง ที่ผ่านมาคือความมั่นคงของรัฐบาลและผู้มีอำนาจ หาใช่ความมั่นคงของรัฐไม่
  
              หากเราไม่บัญญัติคำว่า “ความเกลียดชัง” ไว้ในรัฐธรรมนูญ ด้วยความสำคัญว่า เป็นเรื่องใหม่ที่จำเป็นต้องตราไว้เพื่อป้องกันสังคมแตกแยก เราคงมองข้ามไปหรือไม่มีความรู้มากพอว่า ในเรื่องศาสนานั้น กฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับศาสนา ประกอบกับกฎหมายอาญาเรื่องหมิ่นประมาท ก็เพียงพอแล้วที่จะลงโทษผู้สร้างความเกลียดชังในเรื่องศาสนา ในขณะที่ความเกลียดชัง กฎหมายอาญามาตรา 326 ก็เขียนไว้ชัด
  
              “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท...”
  
              ประเด็นอยู่ที่ ความสงสัยว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเจตนาที่จะยกระดับ ความผิดในการใช้ถ้อยคำความเกลียดชัง ไปบัญญัติเป็นกฎหมายลูก เป็นความผิดเฉพาะ ที่จะให้อำนาจฝ่ายความมั่นคงเพิ่มขึ้นหรือไม่
  
              หรือเพียงบัญญัติไว้ให้ปรากฏว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้คำนึงถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่มีการพูดกันว่า การสร้างวาทกรรมแห่งความเกลียดชังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมไทยตกลงไปอยู่ในหล่มโคลนแห่งความสับสนและวุ่นวาย เท่านั้นหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อไป
  
              ผมเชื่อว่า สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คงพยายามอย่างมาก ที่จะออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ปิดช่องว่างในการใช้บังคับกฎหมาย
  
              ในขณะที่ สปช.บางคน เพียงลมพัดผ่าน ก็สำคัญผิดว่าเป็นพายุ จนพยายามเสนอเรื่องราวต่างๆ มากมาย เช่น การให้มีใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ หรือแม้กระทั่งเฮทสปีช ที่ในทางวิชาการให้คำนิยามอีกแบบหนึ่ง ในเวลาที่สังคมเข้าใจอย่างหนึ่ง ผู้มีอำนาจมีความเข้าใจอีกอย่างหนึ่ง ในที่สุดจะกลายเป็นระเบิดเวลาสร้างปัญหาในอนาคต
  
              เราคิดเรื่อง เฮทสปีช ได้แน่นอน เพราะมันเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เชื่อกันว่า เกือบนำสังคมไทยไปสู่สังคมแบบรวันดา
  
              แต่คิดแล้วจะเขียนเป็นกติกาเพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้ หรือถูกบังคับใช้ นี่เป็นเรื่องที่ต้องใคร่ครวญอย่างยิ่ง