
ล้มกระดานปฏิรูปสื่อ!ยุบมาตราไปรวมในหมวดอื่น
ล้มกระดานปฏิรูปสื่อ! ยุบมาตราไปรวมในหมวดอื่น ชี้ร่างมาไม่ใช่แนวทางปฏิรูประยะยาว แถมส่งเสริมรู้เท่าทันสื่อไม่มีการกล่าวถึง
เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 18 ก.พ.2558 มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่สิบแปด โดยยังคงอยู่ในภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด2 ว่าด้วยการปฏิรูปด้านต่างๆ ทั้งนี้ที่ประชุมได้พิจารณาในส่วนที่ 8 ว่าด้วยการปฏิรูปการสื่อสาร และเชิญสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สายสื่อมวลชน ได้แก่ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้, นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เข้ารับฟังและชี้แจงรายละเอียด
สำหรับบทบัญญัติที่เสนอมีสาระสำคัญ คือ มาตรา (4/1/8)1 ว่าด้วยการกำหนดให้มีการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารมวลชนในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมมาตรฐาน และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ, (2) กฎหมายเกี่ยวกับการสร้างกลไกเพื่อป้องกันการผูกขาด ครอบงำและแทรกแซงสื่อ เพื่อเป็นการครอบงำหรือกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่หลากหลายของประชาชน, (3) กฎหมายเกี่ยวกับการโหษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้งบส่วนนี้เพื่อประชาสัมพันธ์ตัวบุคคล การทุจริต และใช้งบประมาณส่วนนี้เพื่อแทรกแซงสื่อ, (4) กฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของทางราชการ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิได้รับข้อมูลและเข้าถึงข้อมูลข่าสารของทางราชการได้ง่าย และส่งเสริมประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ การตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ต้องไม่กีดกันการรับรู้ข้อมูลข่าวสารรวมถึงขั้นตอนการเข้าถึงข้อมูลต้องทำได้ง่าย โดยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐต้องเน้นการเปิดเผยมากกว่าปกปิด ทั้งนี้สามารถปกปิดได้เมื่อเห็นว่าจำเป็น และ (5) กฎหมายที่ว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับสื่อ เพื่อไม่ให้มีการละเมิดสิทธิ ที่กระทบต่อชื่อเสียง ฐานะเป็นอยู่ และมีการกำหนดการเยียวยาที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือผลกระทบ โดยสาระสำคัญเพื่อเป็นการปรับปรุงกลไกที่เหมาะสมเพื่อให้สื่อมวลชนสามารถกำกับดูแลกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการแทรกแซงสื่อมวลชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุม ได้พิจารณารายละเอียดและปรับถ้อยคำให้เหมาะสม ได้แก่ ชื่อส่วน แก้ไขเป็น “ส่วนที่ 8 การปฏิรูปการสื่อสารมวลชน” ขณะที่ (1) ได้เพิ่มเติมถ้อยคำที่เน้นถึงการตรากฎหมายที่เกี่ยวกับการส่งเสริมจริยธรรม, การกำกับกันเองของสื่อมวลชนและการกำกับโดยประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามาตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนได้ ส่วน (2) ได้เพิ่มประเด็นการตรากฎหมายที่เกี่ยวกับการควบรวม ครองสิทธิข้ามสื่อ เพื่อเป็นการแทรกแซงสื่อมวลชน และมีผลกระทบถึงขั้นขัดขวางหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารของประชาชน ที่ถูกต้องและครบถ้วน โดยมีผู้ซักถามถึงความหมายของการครองสิทธิข้ามสื่อที่ถูกต้อง เนื่องจากปัจจุบันในบริษัทสื่อสารมวลชนเดียว มีการประกอบกิจการสื่อหลากหลาย ซึ่งอนุ กมธ.พิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ระบุว่าในเจตนารมณ์ที่แท้จริง ว่า การครองสิทธิข้ามสื่อตามความหมาย คือการใช้อิทธิพลครอบงำการแสดงความคิดเห็น การปกปิดข่าวสาร ทั้งนี้มีตัวอย่างจากกรณีที่มีบริษัทเอกชนที่เป็นเจ้าของสื่อสารมวลชนหนึ่ง พยายามเข้าไปที่เครือเนชั่นอีก ซึ่งลักษณะแบบนี้ถือเป็นการครองสิทธิข้ามสื่อที่ทำไม่ได้
ขณะที่ (3) ประเด็นการใช้งบประมาณของรัฐเพื่อประชาสัมพันธ์ มีผู้เสนอความเห็นว่าช่วงที่บางโครงการของหน่วยงานรัฐยังเป็นปัญหาข้อพิพาทกับประชาชน เช่น เรื่องพลังงาน ที่พบว่ากระทรวงพลังงานทุ่มงบประมาณเพื่อซื้อพื้นที่สื่อมวลชนเพื่อนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียว และมีผู้เสนอให้เพิ่มบทบัญญัติที่ว่าด้วยให้พนักงาน ลูกจ้างของบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อสารมวลชนทุกประเภท ทั้งของรัฐ และเอกชนต้องแสดงกิจกรรมและรายได้ทุกประเภทต่อองค์กรซึ่งกำกับกันเอง แต่ได้รับการทักท้วงจากสปช.สายสื่อมวลชนที่เข้าร่วมพิจารณา ว่าไม่เหมาะสม ขณะเดียวกัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแสดงความเห็นคัดค้าน เนื่องจากการเขียนบทบัญญัติเพื่อกำกับคนไม่สุจริต อาจเป็นการสร้างภาระจำนวนมากได้ นอกจากนั้นแล้วอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติที่ยังยึดกับวัฒนธรรมไทย เช่น การให้ของ รับของจากบริษัทเอกชน ทั้งที่ไม่มีเจตนาเป็นต้น ทำให้ผู้เสนอได้ถอนการเสนอบทบัญญัติดังกล่าวออกไป ทั้งนี้ผลการพิจาณาในส่วนนี้มีเพียงการปรับถ้อยคำโดยเน้นให้ถึง การใช้งบประมาณของรัฐเพื่อปกป้องการทุจริต และเขียนคำว่า “พรรคการเมือง” เพิ่มเติม ขณะที่ (4) กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้ตัดออกเนื่องจากเป็นบทบัญญัติเดียวกันกับที่เขียนไว้ในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบทบัญญัติในส่วนที่ 8 ได้อภิปรายและพิจารณาอย่างเข้มข้นนานเกือบ 2 ชั่วโมง ได้มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทักท้วงว่าการเขียนบทบัญญัติไม่เป็นผลให้เกิดการปฏิรูปสื่อมวลชน เพราะการปรับปรุง หรือตรากฎหมายเพื่อบังคับใช้เพื่อยกระดับสื่อมวลชนให้มีคุณภาพ ปราศจากการแทรกแซงสามารถทำได้ด้วยการออกกฎหมายภายใต้สปช. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดปัจจุบันได้ และบางประเด็นเขียนไว้ในส่วนต่างๆ เช่น แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ, สิทธิ เสรีภาพของบุคคลแล้ว พร้อมเสนอให้ยุบมาตรา (4/1/8)1 ทั้งหมดและนำบทบัญญัติไปเขียนเพิ่มเติมในร่างมาตราที่เกี่ยวข้องซึ่งพิจารณาผ่านมาแล้ว โดยที่ประชุมได้เห็นร่วมกันและให้นำประเด็นของการยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับสื่อมวลชนไประบุไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ส่วนจะกำหนดให้เป็นไปภายในระยะเวลาเท่าใด ให้คณะทำงานพิจารณากันอีกครั้ง ก่อนจะผ่านการพิจารณาไปสู่ในส่วนปฏิรูปอื่นต่อไป



