ข่าว

เผากระดาษเงิน-กระดาษทองเสี่ยงมะเร็ง!

เผากระดาษเงิน-กระดาษทองเสี่ยงมะเร็ง!

18 ก.พ. 2558

ภัยใกล้ตัวที่คนไทยละเลย จุดธูปไร้ควัน-เผากระดาษเงิน-กระดาษทองเสี่ยงมะเร็ง! : ปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อม "คณะแพทย์" สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ใช้เวลานานกว่า 1 ปี ทุ่มเทงานวิจัย "สารก่อมะเร็งปอด" ที่เกิดขึ้นจากการ จุดธูปไร้ควัน ขี้เถ้าธูป และการเผากระดาษเงินกระดาษทองจำนวนมากในวันตรุษจีน เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงอันตราย  ควรหลีกเลี่ยงหรือลดละให้น้อยลง เปรียบเสมือนภัยใกล้ตัวที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ใส่ใจเท่าที่ควร โดยเฉพาะสารเคมีที่อันตรายจากควันธูป ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของสถาบันเมื่อ 7 ปีก่อน

              “ควันจากเปลวไฟที่พวยพุ่งจากการเผาไหม้กระดาษเงินกระดาษทอง" มีสารเคมีหลายชนิดที่เป็นอันตรายทั้งต่อ "ผู้จุด ผู้สูดดม ผู้ที่อยู่ใกล้" มีผลต่อระบบการหายใจโดยตรง เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้คนไทยเสียชีวิตด้วย "มะเร็งปอด" มากขึ้นในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ "ผู้หญิง" ทั้งที่ในชีวิตไม่เคยสูบบุหรี่เลยแม้แต่มวนเดียว ขณะเดียวกัน "สารพิษ" จากการเผาไหม้สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบร้ายแรงต่อ "เด็กเล็ก" ที่อยู่ใกล้ มีผลต่อสมองทำให้พัฒนาการช้าลง ไอคิวต่ำ และมีแนวโน้มเป็นมะเร็งปอดในอนาคตได้

              "นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์“ หนึ่งในคณะทำงานวิจัยพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ บอกว่า เมื่อ 7 ปี ที่ผ่านมา เคยวิจัยอันตรายจากควันธูป มีสารก่อมะเร็งหลายชนิดมาแล้ว ตามที่ตีพิมพ์ลงนิตยสารนานาชาติ มาครั้งนี้เป็นการวิจัยอันตรายจากขี้ธูป หรือขี้เถ้าที่เผาไหม้จากการจุดธูป อันตรายจากการเผากระดาษเงินกระดาษทองและการจุดธูปไร้ควัน ที่ใครว่าไม่อันตรายนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะได้ศึกษาวิจัยทั้งหมดแล้ว ล้วนแต่มีอันตรายทั้งสิ้น

              "การวิจัยครั้งนี้ มีฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ทรงร่วมด้วย พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยคนไทยในเรื่องนี้ จากการตั้งคำถามที่ว่า ถ้าเราใช้ธูปไร้ควันจะมีอันตรายหรือไม่ จากการวิจัยธูปไร้ควัน หลากหลายชนิดพบว่า มีสารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็ง 3 ตัว คือ พีเอเอช เบนซีน และบิวทาไดอีน เช่นเดียวกับธูปที่มีควัน แต่มีปริมาณสารบางตัวที่น้อยกว่าและมากกว่าลดหลั่นกันไป จึงสรุปว่า ธูปไร้ควันก็มีอันตรายเช่นกัน งานวิจัยต่อมาเราทำเรื่องขี้เถ้าของธูป พบว่ามีสารโลหะหนักพวกแมงกานีส เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ในควันธูปมีโครเมียม ตะกั่ว และนิกเกิล" นพ.มนูญ กล่าว

              ในขี้เถ้าธูปที่เป็นแมงกานีส หากถูกนำมาทิ้งในน้ำ ในดิน ก็กลายเป็นสารปนเปื้อน เมื่อดื่มน้ำหรือกินพืชผักที่ปลูกในดินเข้าไปหรือกินอาหารที่มีสารปนเปื้อนแมงกานีสผสมอยู่ ทำให้เกิดผลเสียต่อสมอง ถ้ากินอาหารที่มีสารปนเปื้อนเยอะๆ จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน เดินเชื่องช้า พูดเชื่องช้า เดินตัวเกร็งๆ สมองสั่งการช้า มือสั่นๆ ทางที่ดีอย่าเอาธูปไปปักในอาหาร ทำให้ขี้เถ้าธูปตกใส่ แล้วเอาอาหารนั้นมากินต่อทำให้เกิดอันตรายเป็นมะเร็งปอด

              การวิจัย "กระดาษเงินกระดาษทอง" ก็เช่นกัน คณะทำงานเอากระดาษที่มีสีเงินสีทองน้อยมาเผาเปรียบเทียบกับกระดาษที่มีสีมากกว่า พบว่า ส่วนที่มีสีและเคลือบเงามีสารก่อมะเร็ง 3 ชนิด เหมือนในควันธูปที่กล่าวถึง คือ มีสารพีเอเอชมากถึง 3 เท่า เบนซีนมากกว่า 10 เท่า และ 1, 3 บิวทาไดอีน 5 เท่าของกระดาษธรรมดา การเผากระดาษที่มีกาวและสีจะส่งสารมะเร็งออกมาในอากาศเช่นเดียวกับในควันธูป ส่วนขี้เถ้าของธูปมีโครเมียมมากที่สุดถึง 90 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นตะกั่วและแมงกานีส

              นพ.มนูญ เสนอแนวคิดให้ กทม.จัดระเบียบการเผากระดาษเงินกระดาษทองช่วงตรุษจีนว่า ควรจะทำอย่างไต้หวัน ที่แจกกระดาษชนิดดีให้ประชาชนแต่ละครัวเรือนเขียนชื่อพ่อแม่ บรรพบุรุษที่ตายลงในกระดาษแผ่นเดียวทั้งหมด แล้วนำมาเผารวมกันในสถานที่จุดเดียวที่มีการเผาทำลายด้วยความร้อนสูง ทำให้สารเคมีระเหยไปในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทยที่ต่างคนต่างเผากันสะเปะสะปะ บ้านใครบ้านมัน แต่สุดท้ายแล้วก็เอาขี้เถ้าไปโยนทิ้งตามแม่น้ำ ลำคลอง กองดินต่างๆ บางคนเผากันริมถนนคนเดินผ่านไปมา ทั้งที่ฝุ่นควันจากรถก็มีอันตรายที่เยอะอยู่แล้ว

              แม้ว่าที่ผ่านมา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาเตือนกรณีอันตรายควันธูปเมื่อหลายปีก่อนก็ตาม แต่คนไทยก็ยังละเลย ไม่ใส่ใจเท่าที่ควร รวมถึงอันตรายจากการเผากระดาษเงินกระดาษทอง ธูปไร้ควันและขี้ธูป ก็ตาม "ทีมข่าว คม ชัด ลึก" ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงการจุดธูปไหว้ทวยเทพยดาและการเผากระดาษเงินกระดาษทองของคนไทยเชื้อสายจีนในย่านต่างๆ พบว่า ยังมีการทำในลักษณะเดิมๆ อย่างต่อเนื่องอยู่

              ขณะเดียวกันทีมข่าวเดินทางไปสำรวจความเห็นประชาชนเดินทางมาไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือช่วงเช้าวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความคึกคัก ไม่ขาดสายส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว ต่างจุดธูปเทียนไหว้ไปปักในที่ที่จัดไว้ ท่ามกลางควันธูปคละคลุ้ง  แม้จะมีเจ้าหน้าที่ศาลคอยดับธูปตลอดเวลาก็ตาม โดยหยิบธูปในกระถางที่จุดแล้วจุ่มในถังน้ำดับไฟ ทิ้งลงขยะ โดยไม่ต้องรอให้ธูปหมด เป็นวิธีการเฉพาะของที่นี่ ป้องกันไม่ให้มีควันธูปทำลายสภาพบรรยากาศ

              หญิงสูงวัย รายหนึ่ง บอกว่า ฟังข่าววิทยุเนชั่นเตือนอันตรายสารเคมีในควันธูปและกระดาษเงินกระดาษทองระหว่างที่ขับรถมารู้สึกกลัว จึงบอกลูกชายและลูกสะใภ้ให้ป้องกันตัวเองมากขึ้น ให้กลั้นหายใจช่วงเผากระดาษสักนิดหนึ่งและไหว้เสร็จแล้วก็รีบกลับทันที ก่อนหน้าเคยได้ยินข่าวมาบ้าง อย่างที่บ้านระยะหลังเวลาไหว้ก็จะไม่เผากระดาษเงินกระดาษทองเลย เพราะสามีบอกว่ามีสารเคมีอันตรายทำให้เป็นมะเร็งต้องเชื่อเขา

              ขณะที่ประชาชนอีกราย วัย 70 ปี เล่าว่า รู้ข่าวเช่นกัน แต่ไม่กลัวมีอันตราย เพราะจุดธูปไหว้และเผากระดาษเงินกระดาษทองมาตั้งแต่เด็ก ทำมานานแล้วจนตอนนี้อายุ 70 ปี ไม่เห็นเป็นอะไร เราทำปีละครั้งไม่ได้ทำทุกวัน นานๆ ที เพราะเป็นประเพณีปฏิบัติมายาวนานของคนในครอบครัว จะไปยกเลิกหรือไม่ทำเลยคงไม่ได้

              ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับการบอกเล่าของ "มังกร วิเชียรโชติ" วัย 74 ปี เจ้าหน้าที่ประจำศาลเจ้าที่ว่า ธูปและการเผากระดาษในศาลเจ้าพ่อเสือไม่มีอันตรายต่อระบบหายใจแน่นอน เรามีพัดลมขนาดใหญ่ดูดระบายอากาศถ่ายเทตลอดเวลา มีเจ้าหน้าที่คอยดับธูปไม่ให้มีควันฟุ้งกระจาย แสบตา มีการลดจำนวนการจุดธูปไหว้ลงเหลือคนละ 18 ดอก ซึ่งธูปและเทียนที่จุดไหว้ในนี้เป็นชนิดโบราณ สั่งทำพิเศษไม่มีอันตรายเหมือนทั่วไป ที่ผ่านมาคนที่ทำงานในนี้นานกว่า 30-40 ปีจนทุกวันนี้ไม่ปรากฏมีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจใดๆ เกิดขึ้น ที่นี่เคร่งครัดพิเศษ ไม่อนุญาตให้นำธูปเทียนของไหว้กระดาษเงินกระดาษทองจากข้างนอกเข้ามาจุดเด็ดขาด


วิธีลดมลพิษในอากาศ ป้องกันสารก่อมะเร็งปอดสู่ร่างกาย

              1.ลดปริมาณการจุดธูปให้น้อยลง หรือใช้ธูปที่มีขนาดเล็กสั้น

              2.จุดแล้วรีบไหว้แล้วดับทันทีไม่ต้องรอให้ธูปเผาไหม้จนหมดก้าน

              3.ใส่หน้ากากอนามัยขณะจุด

              4.กำจัดขี้เถ้าธูป เศษเผากระดาษเงินทองอย่างเป็นระบบ

              5.ห้ามเด็กเล็กเข้าใกล้หรือยืนดูขณะจุดและเผาไหม้

                                  
เตือน 7 อันตราย...เผากระดาษเงินกระดาษทอง

              มะเร็งปอด ระบบทางเดินหายใจ สมอง หลอดเลือด ทางเดินอาหาร ไต และ ระบบสืบพันธุ์