
แจงปมร้อนมาตรา46เฉพาะทหารไม่เกี่ยวพลเรือน
กองทัพแจงปมร้อนมาตรา46 เฉพาะทหาร...ไม่เกี่ยวพลเรือน : ทีมข่าวความมั่นคง
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที สำหรับวาระที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 โดยเฉพาะการแก้ไขใน "มาตรา 46" ของ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ที่องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศกังวลว่า เป็นการให้อำนาจทหารสั่งควบคุมตัวพลเรือนได้นานถึง 84 วัน โดยไม่มีองค์กรตุลาการเข้ามาตรวจสอบ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกรมพระธรรมนูญจึงชี้แจงข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 46 ของ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร โดยให้ความรู้เพื่อเป็นการปูพื้นก่อนว่า โดยศาลทหารไม่มีอำนาจคุมขังพลเรือน
เว้นแต่จะเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร หรือคดีตามบัญชีต่อท้ายกฎอัยการศึกที่ผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกประกาศกำหนดให้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ในประเด็นเริ่มแรกนี้ "ผู้บังคับบัญชาทหาร" มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคุมขังพลเรือนแต่อย่างใด
สำหรับเจตนารมณ์ในการแก้ไขมาตรา 46 ก็เพื่อความ "คล่องตัว" ในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร เนื่องจากทหารมีการเคลื่อนที่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่นอกราชอาณาจักร หรืออยู่ในยุทธบริเวณ หรืออยู่ในภูมิประเทศที่มีข้อจำกัด ซึ่งไม่อาจขอให้ศาลทหารสั่งขังผู้ต้องหาทหารได้ เช่น ตามแนวชายแดน หรือในฐานที่มั่นของทหารในพื้นที่การรบ เป็นต้น
ประกอบกับศาลทหารมิได้มีที่ตั้งอยู่ทุกจังหวัดดังเช่นศาลพลเรือน แต่จะมีที่ตั้งอยู่ใน "บางจังหวัด" เท่านั้น
ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่...) พ.ศ. ... มาตรา 10 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 จึงกำหนดให้กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่นเกิดขึ้นทำให้ไม่อาจขอให้ศาลทหารสั่งขังผู้ต้องหาได้ ก็จำเป็นต้องให้อำนาจ "ผู้บังคับบัญชา" ดูแล "ผู้ใต้บังคับบัญชา"
ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาของทหารจะควบคุมผู้ต้องหาทหารไว้เท่าเวลาที่มีเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นเท่านั้น เมื่อเหตุดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว ถ้าจำเป็นต้องควบคุมผู้ต้องหาทหารไว้ต่อไปอีก ก็ต้องขอให้ศาลทหารสั่งขังผู้ต้องหาทหารต่อไปตามกำหนดเวลาที่เหลืออยู่ตามมาตรา 47 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ดังนั้น มาตรา 46 จึงมีไว้ใช้สำหรับทหารอย่างเดียว..ไม่เกี่ยวกับพลเรือน และไม่มีส่วนใดกระทบต่อสิทธิพลเรือน !!!
ในกรณีที่ทหารใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกโดยกักตัวพลเรือนเพื่อการสอบถาม หรือตามความจำเป็นได้ไม่เกิน 7 วัน หากพบว่ามีการกระทำความผิดอาญาฝ่ายทหารก็จะดำเนินการส่งตัวให้พนักงานสอบสวนจัดการทางคดี และร้องขอต่อศาลทหารเพื่อขังไว้ในระหว่างสอบสวนต่อไป
มิได้มีการนำพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารฯ มาบังคับใช้กับพลเรือนแต่อย่างใด
ส่วนคำว่า "ผู้ต้องหา" ตามมาตรา 46 หมายถึงผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามมาตรา 46 เท่านั้น ไม่อาจแปลความไปไกลถึงผู้ต้องหาซึ่งเป็นพลเรือน ทั้งนี้เพราะ
1.คำว่าผู้ต้องหาได้ถูกกำหนดขอบเขตการแปลความไว้โดยคำว่า "ผู้บังคับบัญชาทหาร" ซึ่งหมายถึงผู้บังคับบัญชาของผู้ต้องหาที่เป็นทหาร หากผู้ต้องหาไม่ใช่ทหาร ย่อมไม่อาจมีผู้บังคับบัญชา จึงนำมาตรา 46 ไปใช้บังคับกับผู้ต้องหาพลเรือนไม่ได้
2.คดีตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นผู้มีอำนาจสอบสวนผู้ต้องหาซึ่งเป็นพลเรือน
ดังนั้น ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่พนักงานสอบสวนไม่อาจนำผู้ต้องหาไปศาลทหารได้ภายใน 48 ชั่วโมง ผู้ต้องหาจึงยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนจนกว่าเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นสิ้นสุดลง พนักงานสอบสวนจึงจะนำตัวผู้ต้องหาไปขออำนาจศาลทหารสั่งขังผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ต่อไป
การควบคุม "ผู้ต้องหาพลเรือน" จึงมิได้มีส่วนเชื่อมโยงกับอำนาจการควบคุมของผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่กรมพระธรรมนูญคนเดิมยังอธิบายถึงคำว่า "เหตุสุดวิสัย" ตามนิยามของมาตรา 46 ว่า ต้องเป็นเหตุที่ส่งผลทำให้ไม่อาจร้องขอให้ศาลทหารสั่งขังผู้ต้องหาทหารได้โดยแน่แท้ เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม แผ่นดินไหว ถนนหรือสะพานขาดไม่อาจสัญจรผ่านไปมาได้ หรือเหตุแห่งคดีเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรซึ่งไม่มีศาลทหาร เป็นต้น
ส่วน "เหตุจำเป็นอย่างอื่น" จะเกี่ยวข้องกับภารกิจทางการทหารเป็นส่วนใหญ่ เช่น เหตุแห่งคดีเกิดในเรือรบกำลังเดินทางเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศเป็นการเร่งด่วน หากผู้บังคับบัญชานำเรือกลับเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขอให้ศาลทหารสั่งขังผู้ต้องหาจะทำให้ภารกิจทางทหารเสียหายได้
หรือเหตุแห่งคดีเกิดขึ้นตามแนวชายแดนในฐานที่มั่นของทหาร ซึ่งมีภารกิจสำคัญที่หน่วยต้องปฏิบัติเป็นการเร่งด่วนทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่จะนำตัวผู้ต้องหามาขออำนาจศาลทหารสั่งขัง เป็นต้น
ในกรณีเหตุสุดจำวิสัย หรือเหตุเป็นอย่างอื่นสิ้นสุดลง..ผู้บังคับบัญชาย่อมไม่มีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาทหารอีกต่อไป
เมื่อพิจารณาจากคำชี้แจงจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรงอย่างกรมพระธรรมนูญ จึงเห็นได้ว่า ประเด็นเนื้อหาตามมาตรา 46 เป็นไปเพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการสนามของทหารเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาที่เป็นพลเรือนแต่อย่างใด
สอดคล้องกับคำชี้แจงของ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และโฆษก คสช. ที่ระบุว่า กลุ่มองค์กรสิทธิฯ เข้าใจคลาดเคลื่อนต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับกับเฉพาะทหาร หรือบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารเท่านั้น
พ.อ.วินธัย ชี้แจงด้วยว่า สำหรับคดีตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งก็คือตำรวจ จะเป็นผู้มีอำนาจสอบสวนผู้ต้องหาพลเรือน
"กรณีมีเหตุสุดวิสัยจำเป็นไม่สามารถนำผู้ต้องหาไปศาลทหารได้ภายในเวลา 48 ชั่วโมง ก็เป็นเรื่องของทางตำรวจที่จะต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาเอง และเมื่อเหตุจำเป็นสุดวิสัยสิ้นสุดลงทางตำรวจก็ต้องนำตัวผู้ต้องหาไปขออำนาจศาลทหารในการสั่งขังต่อไป ซึ่งกรณีนี้จะไม่เกี่ยวหรือเชื่อมโยงกับอำนาจการควบคุมของผู้บังคับบัญชาทหารแต่อย่างใด"
โฆษก คสช. ย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ.ที่กำลังขอแก้ไขอยู่ใน สนช. ได้วางหลักการอย่างชัดเจนในมาตรา 46 ว่า “ในการขังผู้ต้องหายังคงให้เป็นอำนาจของศาลทหารเท่านั้น” ส่วนการให้อำนาจผู้บังคับบัญชาทหารจะสั่งขังได้ ก็แต่เฉพาะที่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นจริงๆ
"หากพิจารณาเนื้อหาสาระในภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารฯ ที่กำลังเสนอขอแก้บางมาตราจะเห็นว่า จะทำให้การพิจารณาคดีของศาลทหารมีความทันสมัยเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ที่สำคัญประเทศไทยเป็นประเทศที่ปฏิบัติตามหลักสากลทุกด้านโดยตลอดอยู่แล้ว" โฆษก คสช.ย้ำเพื่อให้เข้าใจตรงกัน



