
คุก20ปี'พงศ์พัฒน์'ฟอกเงินบ่อน-ส่วย
17 ก.พ. 2558
ศาลสั่งจำคุก 'พงศ์พัฒน์' 20 ปี คดีฟอกเงินบ่อนพนันอาบูบาก้า - บ่อนโคลอนเซ่ - ส่วยน้ำมันเถื่อน ส่วนลูกน้องอีก 6 ราย โดนคุก 3 - 10 ปี
17 ก.พ. 58 เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ห้องเวรชี้ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยคดีฟอกเงิน หมายเลขดำ ฟย.16/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. อายุ 58 ปี , พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. อายุ 59 ปี , พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีต ผบก.รน. อายุ 55 ปี , นายชอบ ชินนะประภา อายุ 60 ปี , นางปิยพรรณ ชินนะประภา อายุ 56 ปี น้องเขยและน้องสาว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ , นายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช อายุ 57 ปี และนางสวงค์ มุ่งเที่ยง อายุ 54 ปี สองสามีภรรยา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 - 7 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 , 5 , 7 , 60 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 91 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4
อัยการโจทก์ยื่นฟ้องระบุพฤติการณ์ความผิดว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552 - 11 กรกฎาคม 2557 เวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหมดกับ พ.ต.อ.อัครวุฒิ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 บก.ป. (เสียชีวิตแล้ว) พร้อมพวกอีก 2 คน ที่หลบหนีและยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยที่ 1 , 2 และ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รอง ผกก.6 บก.ป. ร่วมกันกระทำการเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
ทั้งนี้จำเลยเรียกรับเงินจากผู้กระทำผิดการพนันออนไลน์ (อาบูบาก้า) ร่วมกับผู้อื่นทำการเปิดบ่อนการพนันโคลอนเซ่ ย่านพระราม 9 ร่วมกันเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.ก. ร่วมกันเรียกรับเงินส่วยน้ำมันเถื่อนจากผู้ลักลอบค้าน้ำมันเชื้อเพลิงกลางทะเลในภาคใต้โดยผิดกฎหมาย จากนั้นจำเลยกับพวกได้บังอาจกระทำความผิดฐานฟอกเงิน โดยนำเงินซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งของเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนันดังกล่าว อันเป็นความผิดมูลฐานหรือจากการสนับสนุนช่วยเหลือการกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ
จำเลยที่ 1 , 4 , 5 ได้ร่วมกันฟอกเงินโดยนำเงินสดซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ได้จากการกระทำผิดไปซื้อหรือเปลี่ยนแปลงสภาพเป็นทรัพย์สินเป็นโฉนดที่ดินรวมจำนวน 92 แปลง รวมมูลค่าทั้งสิ้น 223,117,785 บาท อันเป็นการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น และกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยกฎหมาย
นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 , 6 , 7 ได้บังอาจร่วมกันฟอกเงินโดยนำเงินสดที่ได้จากการกระทำผิดไปซื้อโฉนดที่ดินรวมจำนวน 9 แปลง รวมมูลค่าทั้งสิ้น 56,462,000 บาท และจำเลยที่ 2 ได้บังอาจร่วมกันฟอกเงินโดยนำเงินสดที่ได้จากการกระทำผิดไปซื้อโฉนดที่ดินรวมจำนวน 11 แปลง รวมมูลค่าทั้งสิ้น 105,400,000 บาท และนำเงินไปฝากเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ถนนเฟื่องนคร เลขที่บัญชี 1591057221 ชื่อบัญชีนายทรงพล ทองสิน จำนวน 318,000 บาท
ขณะเดียวกัน จำเลยที่ 3 บังอาจฟอกเงินที่ได้จากการกระทำผิดไปฝากโอนเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาประชานิเวศน์ 1 บัญชีเลขที่ 7373049772 ชื่อบัญชีนายวันมงคล ไพรเถื่อน จำนวน 3 ล้านบาท และฝากโอนเข้าธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาประชานิเวศน์ 1 หมายเลขบัญชี 7373049667 น.ส.อุบลจุฑา ไพรเถื่อน จำนวนเงิน 3 ล้านบาท เหตุเกิดที่ ต.บางด้วน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ , ต.ท่าทราย ต.บางตลาด ต.คลองเกลือ ต.บางพูด ต.ปากเกร็ด ต.ปลายบาง อ.บางกรวย อ.ตลาดขวัญ อ.ปากเกร็ด อ.เมือง จ.นนทบุรี , ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา , ต.บ้านบ่อ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร , ต.ขี้เหล็ก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่, ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร , ต.คูขวาง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี , ต.ชอนสารเดช อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี และแขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กทม. เกี่ยวพันกัน
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวจำเลยทั้งหมดมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อมาสอบคำให้การจำเลย โดยศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดฟังจนเข้าใจแล้ว พร้อมสอบถามว่า จะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ ปรากฏว่าจำเลยทั้งหมดให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาไม่ขอต่อสู้คดี
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ แถลงต่อศาลว่า จำเลยทุกคนยอมสารภาพผิด โดยขณะเกิดเหตุเป็นผู้สั่งการให้จำเลยอื่นๆ ปฏิบัติตามคำสั่งทุกประการ เนื่องจากเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทำให้มีความเคารพน่าเชื่อถือ จึงขอให้ศาลเมตตาพวกจำเลยด้วย
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยทั้งหมดกระทำผิดจริงตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 , 5 , 7 , 60 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 91 โดย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จำเลยที่ 1 กระทำผิดรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 10 ปี เป็นจำคุก 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 , 4 , 5 , 6 และ 7 จำคุกคนละ 10 ปี สำหรับจำเลยที่ 3 พล.ต.ต.บุญสืบ จำคุก 3 ปี จำเลยทั้งหมดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ไว้ 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 , 4 , 5 , 6 และ 7 เหลือจำคุกคนละ 5 ปี สำหรับ พล.ต.ต.บุญสืบ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา ศาลอาญาได้มีคำพิพากษา คดีดำ อ.290/2558 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ กับ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 - 2 โดยพิพากษาจำคุกคนละ 12 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันหมิ่นประมาท , ดูหมิ่นแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และจัดให้มีการเล่นการพนันบ่อนโคลอนเซ่
ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ศาลอาญาได้พิพากษาคดีดำ อ.415/58 ให้จำคุก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นางสวงค์ มุ่งเที่ยง และนายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช สามีภรรยา ฐานร่วมกันกระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ อีกคนละ 9 เดือน โดยขณะนี้ศาลอาญาได้พิพากษาจำคุก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จำนวน 3 คดี รวมจำคุก 16 ปี 9 เดือน
ส่วน พล.ต.ต.โกวิทย์ ศาลพิพากษาแล้วรวม 2 คดี คดีดำที่ อ.290/2558 ที่ร่วมกระทำผิดกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และคดีฟอกเงิน คดีดำที่ ฟย.16/58 รวมจำคุก 11 ปี สำหรับ พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีต ผบก.รน. ศาลพิพากษาคดีนี้เป็นคดีแรกฐานฟอกเงิน คดีดำที่ ฟย.16/2558 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนนางสวงค์ และนายเริงศักดิ์ ศาลได้พิพากษารวม 2 คดีแล้ว คือ คดีดำ อ.415/58 ที่ร่วมกระทำผิดกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ จำคุกคนละ 9 เดือน และคดีฟอกเงิน คดีดำที่ ฟย.16/58 รวมจำคุกคนละ 5 ปี 9 เดือน
ขณะที่ นางปิยพรรณ และนายชอบ น้องสาวและน้องเขยของของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ศาลอาญาพิพากษาคดีนี้เป็นคดีแรก ฐานฟอกเงิน คดีดำที่ ฟย.16/58 ให้จำคุกทั้งสองคนละ 5 ปี



