ข่าว

คสช.เล็งปรับทัพรับมือมะกันจับตาแซงชั่น-‘ปู’ขอลี้ภัย

คสช.เล็งปรับทัพรับมือมะกันจับตาแซงชั่น-‘ปู’ขอลี้ภัย

17 ก.พ. 2558

คสช.เล็งปรับทัพรับมือมะกัน จับตาแซงชั่น-‘ปู’ขอลี้ภัย : ทีมข่าวความมั่นคง

               ปรากฏการณ์ที่มหาอำนาจสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) และองค์กรสิทธิมนุษยชนในโลกตะวันตกส่งแรงกดดันต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน และการฟื้นฟูประชาธิปไตยย่อมไม่ใช่ "เรื่องบังเอิญ" อย่างแน่นอน หากแต่เป็นกระบวนการที่มีการวางเกมสอดประสานกันอย่างเป็นระบบทั้งภายใน และภายนอกประเทศ

               เริ่มตั้งแต่ที่ นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เข้ามาเคลื่อนไหว และให้สัมภาษณ์ในทำนองแทรกแซงกิจการภายในของไทย ตามมาด้วย นายแพทริค เมอร์ฟี่ อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่แสดงความต้องการให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย และการปกครองโดยพลเรือนโดยเร็ว

               จากนั้น นายยูวาล์ จินบาร์ ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโสของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เข้ามาร่วมรับฟังข้อกล่าวหาของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ศาลทหาร เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า กรณีของนายจาตุรนต์ ซึ่งเป็นพลเรือนไม่ควรถูกพิจารณาในศาลทหาร โดยมองว่ากรณีดังกล่าวไม่ยุติธรรม และขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

               รวมทั้งกรณีคณะผู้แทนสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการใช้ศาลทหารพิจารณาคดีบุคคลที่เป็นพลเรือน และควบคุมตัวบุคคลโดยไม่มีการตรวจสอบจากองค์กรตุลาการ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตย และยกเลิกกฎอัยการศึก

               ขณะที่องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ก็ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ว่าด้วย การเพิ่มอำนาจให้ทหารควบคุมตัวพลเรือนได้นานสูงสุดถึง 84 วัน โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอำนาจศาล และการมอบอำนาจให้ทหารควบคุมตัวพลเรือนโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งเป็นการออกแถลงการณ์ในวันเดียวกับอียู

               สำหรับประเด็นนี้ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และโฆษกคสช. ได้ออกมาชี้แจงต่อฮิวแมนไรท์วอทช์ว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เป็นการบังคับใช้เฉพาะทหารที่กระทำความผิด ไม่เกี่ยวกับพลเรือน ซึ่ง คสช.จะพยายามหาช่องทางในการสื่อสารกับฮิวแมนไรท์ วอทช์โดยตรง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ตรงกัน

               นอกจากนี้ คสช.ยังติดตามการเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม "พลเมืองโต้กลับ" หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งความเคลื่อนไหวทั้งหมดทั้งมวลนั้นวงใน คสช.มองว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่สอดรับกันอย่างเป็นขบวนการผ่าน "ล็อบบี้ยิสต์" ของอดีตผู้นำที่กลับมาเคลื่อนไหวอย่างหนักอีกครั้งในช่วงนี้

               โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังจะถูกอัยการสูงสุดยื่นฟ้องในคดีความผิดตามโครงการรับจำนำข้าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ นี้ ซึ่งสอดรับกับท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ของสหรัฐ สหภาพยุโรป และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

               วงใน คสช.มองว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และกลุ่มที่เคลื่อนไหวก็เป็นกลุ่มคนหน้าเดิมๆ แต่ก็ยอมรับว่า เป็นการเพิ่มแรงกดดันที่มีต่อรัฐบาล และ คสช.เป็นอย่างมาก เนื่องจากสหรัฐ อียู และองค์กรสิทธิมนุษยชนมีอิทธิพลสูงมากในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ แม้ว่าไทยจะพยายามใช้ความสัมพันธ์กับจีน และชาติในเอเชียเพื่อคานอำนาจแล้วก็ตาม

               เขาระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีการพูดคุยกันในทางลับระหว่างล็อบบี้ยิสต์ของอดีตผู้นำในต่างประเทศ และความเคลื่อนไหวทั้งหมดก็มีการตั้งธงเอาไว้แล้วว่าจะมีการกดดันไทยในประเด็นเรื่องประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเรื่องกฎอัยการศึก และการพิจารณาคดีในศาลทหาร

               ส่วนประเด็นที่ คสช.แสดงความกังวลหลังจากนี้ คือ การยกระดับมาตรการกดดันของสหรัฐ และอียู ซึ่งอาจมีมาตรการ "แซงชั่น" ทางการค้าเกิดขึ้น หากไทยยังไม่มีมาตรการการรับมือที่ดีพอ รวมถึงประเด็นที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจยื่นขอ "ลี้ภัยการเมือง" ต่อสหรัฐ และอียู โดยอ้างคดีทางการเมือง ทั้งที่คดีที่เกิดขึ้นเป็นคดีอาญาตามปกติ ไม่ใช่คดีทางการเมืองแต่อย่างใด

               "การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และมองว่า แรงกดดันจากสหรัฐ และอียูจะมีผลต่อรัฐบาล และ คสช.เป็นอย่างมาก ส่วนท่าทีของสหรัฐที่กดดันไทยมากขึ้น เพราะมองว่าไทยใกล้ชิดจีนมากขึ้น ขณะที่จีนก็พร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้สหรัฐสูญเสียอิทธิพลทั้งทางการเมือง และเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ไป"

               วงใน คสช. ยอมรับว่า ท่าทีของสหรัฐ และอียูมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศของไทยอย่างมาก ซึ่งรัฐบาล และคสช.จะมีการประชุมเพื่อหารือเรื่องมาตรการการรับมือ และการ "ปรับท่าที" ต่อสหรัฐ และอียูในเร็วๆ นี้

               รวมทั้งการเตรียมรับมือการเคลื่อนไหวทั้งบนดิน และใต้ดินของกลุ่มการเมืองภายในประเทศ โดยใช้โครงสร้างของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผบ.กกล.รส. ในช่วงที่ใกล้ถึงวันยื่นฟ้องคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อควบคุมสถานการณ์ของประเทศให้เดินไปตามโรดแม็พของ คสช. โดยไม่สะดุดหยุดลงกลางคัน