ข่าว

มองต่างมิติข่าวแม่เมาะ

มองต่างมิติข่าวแม่เมาะ

17 ก.พ. 2558

มองต่างมิติข่าวแม่เมาะ : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

               ในขณะที่สื่อส่วนกลางรายงานข่าวความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน และ กฟผ.แม่เมาะ ในมิติที่กว้างและเก็บบางรายละเอียดที่เข้าใจเองว่าเป็นประเด็น เช่น การติดตั้งม่านน้ำยาว 800 เมตร แต่สื่อท้องถิ่นกลับมองข้าม พวกเขารู้จักพื้นที่ เข้าใจความเป็นท้องถิ่น และเป็นข้อยืนยันความเป็นหนังสือพิมพ์ชุมชน ที่ให้น้ำหนักกับเรื่องสวนพฤกษชาติและสนามกอล์ฟ ที่กำลังจะเป็นประเด็นต่อเนื่องจากนี้

               คำพิพากษาศาลปกครอง มีรายละเอียดในหลายเรื่อง และแต่ละเรื่อง จะเป็นเครื่องชี้วัดว่า ใครจะเข้าใจหรือตีความอย่างไร

               คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการเยียวยาแก้ไข ในคดีที่นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ กับพวกรวม  318 คน ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษโครงการเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 11 ราย

               ด้านหนึ่งนี่ก็เป็นสงครามแย่งชิงทรัพยากร และการรุกรานจากคนต่างถิ่น ในนามของการพัฒนา ซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ด้านหนึ่งเป็นปรากฏการณ์ร่วม ระหว่างหน่วยงานรัฐที่มักมีความคิด และทัศนคติว่าชาวบ้านเป็นพลเมืองชั้นสอง ที่พวกเขาจะทำสิ่งใดก็ได้

               แน่นอนว่า โครงการเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และการพัฒนาแหล่งผลิตพลังงานที่นับวันจะสูญหายไปจากโลก

               ไม่มีข้อสงสัยว่า กฟผ.ทำโครงการนี้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง แต่ความใส่ใจต่อชีวิต สุขภาพอนามัยของชาวบ้านที่น้อยเกินไป และความไม่คำนึงถึงชีวิตเพื่อนมนุษย์ ที่ต้องล้มตายลงไปราวใบไม้ร่วง อย่างน้อย 32 คน จากการรับสารพิษในโครงการเหมืองลิกไนต์ การให้ค่าของความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างกัน ทำให้จนถึงวันนี้ กฟผ.ต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำ แม้การปฏิบัติตามคำสั่งทั้ง 4 ข้อ ของศาลจะมิอาจเรียกชีวิตที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้ก็ตาม

               ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่ง

               ประการหนึ่ง ให้ติดตั้งม่านน้ำ ความยาว 800 เมตร ระหว่างที่ทิ้งดินด้านตะวันออกกับบ้านหัวฝาย และระหว่างที่ทิ้งดินด้านตะวันตกกับหมู่บ้านทางทิศใต้ เพื่อลดฝุ่นละอองในบรรยากาศ

               สอง ให้จัดตั้งคณะทำงานระดับท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญร่วมกันพิจารณาอพยพราษฎรที่ได้รับผลกระทบที่นำไปสู่อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยให้อพยพออกนอกรัศมีผลกระทบ 5 กิโลเมตร

               สาม ให้ฟื้นฟูขุมเหมือง ให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมตามธรรมชาติด้วยการถมดินกลับในบ่อเหมืองให้มากที่สุดและปลูกป่าทดแทน เฉพาะในส่วนที่ กฟผ.นำพื้นที่ที่ต้องฟื้นขุมเหมืองไปทำสวนพฤกษชาติและสนามกอล์ฟ

               สี่ ให้นำพืชที่ปลูกในพื้นที่ชุ่มน้ำไปกำจัด และปลูกเสริมทุก 18 เดือน ขุดลอกเพื่อเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำ

               และห้า ให้ทำการขนส่งเปลือกดินโดยใช้ระบบสายพานที่มีการติดตั้งระบบสเปรย์น้ำตามแนวสายพาน และให้วางแผนจุดปล่อยดิน โดยให้ตำแหน่งที่ปล่อยดินไม่อยู่ในตำแหน่งต้นลมที่พัดผ่านไปยังชุมชนที่อยู่โดยรอบ ให้กำหนดพื้นที่กันชน ระยะจุดปล่อยดินกับชุมชนเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 50 เมตร และควรจัดทำเป็นบังเกอร์ โดยให้จุดปล่อยดินอยู่ต่ำกว่าความสูงของบังเกอร์ ขณะที่การปล่อยดินจะต้องกำหนดเป็นตารางที่แน่นอน โดยใช้ฤดูเป็นเกณฑ์ในการตัดสินตำแหน่งที่ต้องห่างจากชุมชนมากที่สุด

               น่าสนใจท่าทีของนายประภาส วิชากูล รองผู้ว่าฯ กฟผ. ที่ยอมรับปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่ขอให้ฝ่ายกฎหมายได้ตีความคำพิพากษาก่อนว่า จะปฏิบัติอย่างไร ซึ่งว่ากันตามตัวอักษร คำสั่งศาลค่อนข้างชัดเจนในทุกข้อว่าให้ปฏิบัติอย่างไร ยกเว้นบางถ้อยคำ เช่น คำว่า “ควรจัดทำเป็นบังเกอร์” เพื่อไม่ให้ดินพัดผ่านไปยังชุมชน อาจตีความได้ว่า เป็นเพียงข้อแนะนำของศาล เช่น คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในช่วงวิกฤติการเมือง ที่มีคนตีความว่า เป็นเพียงข้อแนะนำไม่ใช่คำสั่ง ซึ่งว่าโดยหลักการ เมื่อศาลวินิจฉัยสำนวนแล้ว จะต้องมีคำสั่งชัดเจนว่าให้ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างไร

               ประเด็นเรื่องการตีความ ที่อาจแปรเจตนาได้ว่า ต้องการถ่วงเวลา และไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของศาลให้ครบถ้วน ยังอาจโยงไปถึงคำสั่งข้อ 3 คล้ายกับว่า กฟผ.จะไม่ยอมสูญเสียสนามกอล์ฟ ที่เป็นสัญลักษณ์ของความศิวิไลซ์และการใช้กีฬาของคนชั้นสูงมาย้ำความแตกต่างในฐานะทางสังคมของคนทำงานแม่เมาะ กับชาวบ้าน

               กระแสความเคลื่อนไหวของแคดดี้ราว 200  คน ที่จะคัดค้านดูเหมือนเป็นการรักษาอาชีพของคนในท้องถิ่น เป็นเหตุผลที่รับฟังได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคิดว่า การใช้เงื่อนไขม็อบแคดดี้ไปคัดง้างกับคำพิพากษาในนามของสถาบันสูงสุด เป็นเรื่องที่ถูกต้อง สมควรหรือไม่ ประเด็นนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สื่อส่วนกลางมองไม่เห็น

               คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ถือว่าถึงที่สุดแล้ว แต่ดูเหมือนสงครามระหว่างชาวบ้าน กับ กฟผ.ยังไม่สิ้นสุด และการมองต่างมิติระหว่างสื่อส่วนกลางและท้องถิ่นก็ยังดำรงอยู่